“ถ้าคิดว่าการเอาตัวรอดด้วยวิธีเด็กๆ แบบนี้จะทำให้ฉันปล่อยเธอไปง่ายๆ ล่ะก็... พริบพราว เธอคงประเมินฉันต่ำเกินไปแล้ว”
ปลายนิ้วแข็งแกร่งที่ยังคงตรึงอยู่ใต้คางมนออกแรงดันเพิ่มขึ้นอีกนิด บังคับให้พริบพราวต้องสบตาเขาตรงๆ ไม่มีช่องว่างให้เบือนหน้าหนี ไม่มีมุมให้หลบสายตา กลิ่นอายความเย้ายวนปนอันตรายจากตัวภีมเดชแผ่ซ่านจนพื้นที่รอบตัวแคบลงถนัดตา หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองเพล แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่พริบพราวจะยอมก้มหัวให้
ร่างบางแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตฉายแววพยศท้าทายอย่างไม่เกรงกลัว แม้เนื้อตัวจะสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนกจากจังหวะใกล้ชิดเมื่อครู่ก็ตาม
“คุณอาต่างหากล่ะคะที่ประเมินพราวสูงเกินไป... คิดว่าเด็กกะolกอย่างพราวจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมก้มหัวให้คนเอาแต่ใจเหรอคะ” พริบพราวสวนกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมบาดลึก “ปล่อยค่ะ พราวไม่ใช่ตุ๊กตาหน้ารถ หรือของเล่นแก้เบื่อที่คุณอยากจะเรียกมาใช้งานตอนไหนก็ได้”
ภีมเดชเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาวาวโรจน์ด้วยความระอาแก Pique ความอวดดีของเด็กสาวตรงหน้าไม่เคยทำให้เขาหงุดหงิดเท่านี้มาก่อน... ไม่สิ มันไม่ใช่ความหงุดหงิด แต่มันคือความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่กำลังตีรวนอยู่ในอก คล้ายเสือร้ายที่เจอเหยื่อไม่ยอมจำนน แต่มันกลับน่าสนุกจนอยากจะขย้ำให้จมเขี้ยว
“ปากเก่งขึ้นเยอะนี่... สงสัยช่วงนี้คงว่างมากสินะ ถึงมีเวลามาต่อปากต่อคำกับเจ้าหนี้ได้ทุกวี่ทุกวัน”
“ถ้าหนี้มันไม่ได้พ่วงมากับเงื่อนไขประหลาดๆ ของคุณอา พราวก็คงไม่ต้องเปลืองน้ำลายหรอกค่ะ” พริบพราวสะบัดหน้าหนีจากการกุม
ก่อนที่สถานการณ์ระหว่างคนทั้งคู่จะระอุเกินควบคุม เสียงฝีเท้าเป็นจังหวะชัดเจนบนพื้นหินอ่อนด้านนอกก็ดังแทรกเข้ามา พร้อมกับบานประตูห้องทำงานส่วนตัวที่ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท
“ภีมคะ... รินหาห้องคุณตั้งนานแน่ะ ทำไมไม่ยอมให้เลขาบอกล่ะคะว่าคุณติดธุระสำคัญอยู่”
น้ำเสียงหวานหยาดเยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยความจงใจแสดงความเป็นเจ้าของดังขึ้น รินรดาก้าวเข้ามาในห้องด้วยชุดเดรสเข้ารูปสีแดงเพลิงที่ขับผิวให้ดูโดดเด่น ดวงตาคู่สวยกวาดมองพริบพราวที่ยืนอยู่ใกล้ชิดกับภีมเดชเกินความจำเป็นด้วยแววตาไหววับที่ซ่อนความไม่พอใจไว้แทบไม่มิด
พริบพราวหันไปมองผู้มาใหม่ รอยยิ้มมุมปากของรินรดาที่ส่งมาให้มันช่างปลอมเปลือกและเต็มไปด้วยการเหยียดหยาม แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของพริบพราวได้เท่ากับ... กลิ่นบางอย่าง
กลิ่นน้ำหอม...
มันคือกลิ่นกุหลาบผสมวานิลลาที่หรูหรา เย้ายวน และติดตรึงอยู่ในความทรงจำของพริบพราวอย่างแม่นยำ กลิ่นเดียวกันกับที่เธอเคยได้กลิ่นจางๆ จากปกเสื้อสูทของภีมเดชเมื่อสองวันก่อน ตอนที่เขาเดินกลับเข้ามาในห้องประชุมหลังจากออกไปรับโทรศัพท์ข้างนอกนานเกินควร!
พริบพราวหรี่ตาลงทันที สมองอันปราดเปรื่องเริ่มประมวลผลและเชื่อมโยงภาพจิ๊กซอว์เข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว
ท่าทีที่เปลี่ยนไปของภีมเดช กองเอกสารที่ถูกเลื่อนนัด การหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในบางวัน และตอนนี้... ผู้หญิงคนนี้ที่เดินเข้ามาในห้องของเขาอย่างคุ้นเคย ราวกับเป็นเจ้าของพื้นที่
“คุณริน... ผมบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าช่วงนี้ผมไม่สะดวกรับแขก” ภีมเดชผละตัวออกจากพริบพราวอย่างรวดเร็ว สีหน้าเรียบตึงกลับมาเป็นนักธุรกิจผู้เยือกเย็นและไร้ความรู้สึกอีกครั้ง แต่มันกลับดูผิดปกติในสายตาของพริบพราว
“โธ่ ภีมคะ รินเป็นคู่ควงของคุณนะ จะเรียกว่าแขกได้ยังไงล่ะคะ อีกอย่าง... รินแค่อยากเอาเอกสารโปรเจกต์รีสอร์ทมาให้คุณดูด้วยตัวเอง เพราะเห็นว่าคุณไม่ค่อยรับสายรินเลยช่วงนี้” รินรดาแกล้งเดินเข้าไปใกล้ภีมเดช มือเรียวเอื้อมไปแตะแขนแกร่งเบาๆ อย่างถือวิสาสะ สายตาเยาะเย้ยเหลือบมองพริบพราวเป็นระยะ คล้ายจะประกาศชัยชนะกลายๆ ว่าใครคือคนที่มีสิทธิ์ยืนเคียงข้างผู้ชายคนนี้อย่างแท้จริง
พริบพราวยืนมองภาพนั้นนิ่งๆ ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีรวนขึ้นมาในอก มันไม่ใช่ความหึงหวง... เธอย้ำกับตัวเองอย่างหนักแน่นแบบนั้น แต่มันคือความเคลือบแคลงสงสัย ความรู้สึกเหมือนถูกหลอกให้หมุนวนอยู่ในเกมที่เธอไม่รู้กฎเกณฑ์ที่แท้จริง
ถ้าภีมเดชกับรินรดายังคงมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและใกล้ชิดกันขนาดนี้ แล้วไอ้ท่าทีคุกคาม ความใกล้ชิดเกินงาม และสายตาที่เขาใช้มองเธอล่ะ มันคืออะไร? เขากำลังเล่นเกมอะไรกันแน่ระหว่างผู้หญิงสองคน?
“ถ้าคุณอาติดธุระสำคัญอยู่ พราวขอตัวก่อนดีกว่าค่ะ ไม่อยากเป็นก้างขวางคอใคร” พริบพราวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ร่องรอยความหงุดหงิดให้เห็น แต่แววตากลับคมกริบราวกับใบมีด
ภีมเดชหันขวับมามองหน้าเธอทันที คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความไม่สบอารมณ์ เขารู้จักพริบพราวดี เด็กนี่ไม่ใช่คนที่จะยอมถอยใครง่ายๆ เว้นแต่ว่า... เธอจะกำลังจับพิรุธอะไรบางอย่างได้
“พริบพราว เรื่องของเรายังไม่จบ...”
“แต่ดูเหมือนธุระของคุณกับคุณรินจะด่วนกว่านะคะ เชิญตามสบายเถอะค่ะ” พริบพราวตัดบทอย่างไร้เยื่อใย เธอคว้ากระเป๋าถือของตัวเองขึ้นมาสะพาย หมุนตัวเตรียมก้าวเดินออกไปจากห้องทำงานนั้นทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้ภีมเดชได้อ้าปากท้วงติง
“เดี๋ยวสىคะน้องพราว จะรีบไปไหนล่ะคะ อยู่คุยกันก่อนสิคะ รินเองก็มีเรื่องอยากจะ ‘คุย’ กับน้องพราวหลายเรื่องเลยเหมือนกัน” เสียงหวานหยดของรินรดาเอ่ยรั้งไว้ พร้อมกับรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ
พริบพราวหยุดฝีเท้าลงชั่วขณะ เธอค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับรินรดาอีกครั้ง ใบหน้าสวยเชิดขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากถูกจุดขึ้นอย่างท้าทาย
“เรื่องอะไรเหรอคะ? เรื่องงาน... หรือว่าเรื่องที่คุณอาภีมแอบไปทานมื้อค่ำกับคุณที่โรงแรมหรูเมื่อคืนซืนกันแน่คะ พอดีพราวความจำดีซะด้วยสิคะ... เลยจำได้แม่นว่า กลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดียวกับที่คุณรินใช้อยู่ตอนนี้ มันเคยติดอยู่บนปกเสื้อของคุณอาภีม... ชัดเจนซะจนพราวเกือบจะเผลอทักว่าพวกคุณ ‘ตัวติดกัน’ มากเกินไปซะแล้วล่ะค่ะ”
บรรยากาศในห้องทำงานหรูดิ่งวูบลงทันที ความเงียบงันเข้าปกคลุมจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจ รินรดาหน้าเสียสีหน้าเปลี่ยนสีไปชั่วขณะ ส่วนภีมเดช... ดวงตาคมกริบคู่นั้นหันขวับมาจ้องมองพริบพราวด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก เต็มไปด้วยความระอุและความลับที่ถูกกระชากหน้ากากออกอย่างไม่ทันตั้งตัว
ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้าง "กำมะหยี่สีแดง" ค่ะ!
ดีลลับฉบับคุณอาสายดุ•ตอนที่ 5
กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคย
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคุณอาสายดุ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!