บรรยากาศในห้องทำงานกว้างขวางของภีมเดชเย็นเฉียบจนน่าขนลุก ไม่ใช่เพราะเครื่องปรับอากาศที่ทำงานหนักเกินไป แต่เป็นเพราะรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากสายตาของภีมเดชซึ่งจ้องหน้าจอโทรศัพท์สลับกับมองมาทางพริบพราว
“รับสายสิคะคุณภีม รินอุตส่าห์โทรมาจิกขนาดนี้ เดี๋ยว ‘คนสำคัญ’ จะน้อยใจเอาได้”
พริบพราวเหยียดยิ้มที่มุมปาก มือเรียวสวยกอดอกแน่น แววตาของเธอไม่ได้มีความน้อยเนื้อต่ำใจอย่างที่ปากพูด ตรงกันข้าม มันกลับเต็มไปด้วยความท้าทายที่จุดไฟในแววตาของชายหนุ่มให้ลุกโชนขึ้นกว่าเดิม
ภีมเดชไม่ตอบ แต่เขากดรับสายแล้วเปิดลำโพงทันที เสียงหวานหยดย้อยของรินรดาแทรกเข้ามาในห้องราวกับจะประกาศศักดา
“ภีมคะ... รินอยู่หน้าบริษัทแล้วค่ะ เห็นเลขารหัสบอกว่าคุณยังไม่กลับ ถ้าคืนนี้คุณว่าง รินมีเรื่องจะคุยด้วยนิดหน่อย”
พริบพราวแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เธอเดินตรงเข้าไปหาชายหนุ่มที่ยังคงนั่งนิ่งเป็นรูปปั้น ก่อนจะโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่รินรดาต้องได้ยินชัดเจน
“บอกเธอไปสิคะว่าคุณ ‘ติดงานสำคัญ’ อยู่ งานที่ต้องใช้ความอดทนสูงมาก... โดยเฉพาะการรับมือกับคนไร้มารยาทที่ชอบบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่นน่ะค่ะ”
ภีมเดชขบกรามแน่น สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของหญิงสาวตรงหน้า เขาเห็นความถือดีในนั้น ความกล้าหาญที่เขามักจะเผลอใจไปหลงใหลอยู่เสมอ
“ริน กลับไปก่อน ผมไม่สะดวก” ภีมเดชพูดเสียงเรียบก่อนจะกดวางสายทันทีโดยไม่รอฟังคำทักท้วง
ทว่า... เสียงประตูห้องทำงานกลับถูกผลักเข้ามาอย่างแรงโดยไม่ได้รออนุญาต รินรดาในชุดเดรสสีแดงเพลิงที่ดูเหมือนจะตั้งใจมาเพื่อทำลายความสงบ ก้าวฉับๆ เข้ามาพร้อมใบหน้าที่ฉาบไว้ด้วยความไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด
“นี่มันหมายความว่ายังไงคะภีม? คุณถึงกับต้องหลบหน้าผู้หญิงคนนี้เพื่อคุยกับเด็กกะโปโลแบบนังนี่เหรอ?” รินรดาเชิดหน้าขึ้น กวาดสายตามองพริบพราวด้วยความดูแคลน “พริบพราว เธอคงคิดว่าตัวเองสำคัญมากสินะที่ได้มานั่งในห้องนี้ แต่จำไว้นะ... ของที่ยืมคนอื่นมาน่ะ สุดท้ายยังไงก็ต้องคืน”
พริบพราวไม่ได้สะทกสะท้าน เธอค่อยๆ หมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับรินรดาด้วยท่าทีนิ่งสงบผิดกับตอนแรก รอยยิ้มหวานหยดย้อยที่เธอส่งให้รินรดานั้นช่างดูน่าหมั่นไส้เสียจนคนถูกมองกำมือแน่น
“การยืมคืนมันเป็นเรื่องของคนมีสมบัติส่วนตัวค่ะคุณริน แต่ถ้าจะพูดถึงการ ‘ทวงคืน’... คุณแน่ใจเหรอคะว่าคุณมีสิทธิ์นั้น?” พริบพราวเดินเข้าไปใกล้รินรดา หยุดยืนห่างเพียงแค่คืบ “ของที่ถูกเขี่ยทิ้งไปแล้ว ถ้าคิดจะกลับมาเก็บขยะคืนไป มันก็น่าสมเพชมากกว่าน่าสงสารนะคะ”
“พริบพราว!” รินรดาตวาดลั่น มือสั่นเทาด้วยความโกรธจัด
“อุ๊ย... ขอโทษทีค่ะ พอดีพราวไม่ค่อยถนัดเรื่องการใช้เสียงดังข่มคนอื่นเท่าไหร่ มันดูเหมือนคนที่กำลังจะแพ้แล้วพยายามหาทางลงน่ะค่ะ” พริบพราวหันไปส่งยิ้มหวานให้ภีมเดชที่ยังนั่งนิ่งสังเกตการณ์อยู่ “คุณภีมคะ แขกของคุณท่าทางจะคุมอารมณ์ไม่อยู่แล้ว แบบนี้จะเสียชื่อผู้บริหารคนเก่งนะคะที่ปล่อยให้คนนอกเข้ามาสร้างความวุ่นวายในพื้นที่ส่วนตัวแบบนี้”
ภีมเดชกระตุกยิ้มที่มุมปาก แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นประกายแปลกใจ เขาไม่คิดว่าแม่กวางน้อยที่มักจะทำตัวดื้อดึงกับเขา จะมีเขี้ยวเล็บที่คมกริบได้ถึงเพียงนี้ยามต้องปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง
“ริน ถ้าจะมาเพื่อป่วนงานของผม ผมคิดว่าคุณควรกลับไปได้แล้ว” ภีมเดชพูดเสียงเย็น
รินรดากัดริมฝีปากจนห่อเลือด เธอหันมามองพริบพราวด้วยสายตาอาฆาต “อย่าคิดว่าเธอจะชนะตลอดไปนะพริบพราว เรื่องของเรามันไม่ได้จบแค่นี้แน่”
พริบพราวเลิกคิ้วขึ้นอย่างกวนประสาท “พราวไม่เคยคิดว่าตัวเองชนะค่ะ เพราะพราวไม่เคยคิดว่าการได้ครอบครองอะไรสักอย่างจากการแย่งชิงมันคือชัยชนะ... แต่สำหรับคุณริน พราวเข้าใจนะคะว่ามันคงเป็นวิธีเดียวที่คุณถนัด”
รินรดาสะบัดหน้าเดินออกไปจากห้องพร้อมแรงกระแทกประตูที่สะเทือนไปทั่วทั้งชั้น ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แสนอึดอัด
พริบพราวถอนหายใจยาว ความมั่นใจที่สร้างขึ้นมาเมื่อครู่เริ่มมลายหายไปเมื่อเหลือเพียงเธอกับภีมเดชสองคนในห้องที่บรรยากาศกลับมาคุกรุ่นด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก
ภีมเดชลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาหาเธอ ความสูงของเขาทำให้พริบพราวต้องถอยหลังไปจนติดกับขอบโต๊ะทำงาน แผ่นหลังสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของพื้นผิวไม้
“เก่งมากนี่” เขาพูดพลางก้มลงมาจนจมูกโด่งเกือบจะแตะกับพวงแก้มใส “ปากเก่งขนาดนี้... ไปฝึกมาจากไหน?”
พริบพราวเชิดหน้าขึ้นแม้ใจจะเต้นรัวเหมือนกลองรบ “ก็ฝึกจากคนแถวนี้แหละค่ะ... ได้เห็นตัวอย่างที่ดีทุกวัน พราวก็ต้องปรับตัวให้ทันไม่งั้นคงโดน ‘กินหัว’ พอดี”
ภีมเดชหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นสะท้านไปถึงหัวใจของเธอ เขาใช้มือข้างหนึ่งยันโต๊ะกักตัวเธอเอาไว้ ขณะที่อีกข้างเชยคางเธอขึ้นให้สบตากับเขา
“ถ้าอยากรู้ว่าผมกินดุแค่ไหน... วันนี้ก็ไม่ต้องกลับหอดีไหมคะพราว?”
คำถามนั้นไม่ใช่แค่ประโยคบอกเล่า แต่มันคือคำเชื้อเชิญที่แฝงไปด้วยอันตรายที่เธอรู้ดีว่ายากจะปฏิเสธ ทว่าในจังหวะที่หัวใจเธอกำลังจะยอมพ่ายแพ้ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงานพร้อมกับการปรากฏตัวของ 'เลขารหัส' ที่ดูตื่นตระหนกจนผิดปกติ
“คุณภีมครับ... มีเรื่องด่วนที่สถานีตำรวจ... เกี่ยวกับเรื่องคดีอุบัติเหตุของครอบครัวคุณพริบพราวเมื่อสิบปีก่อน มีคนวงในส่งหลักฐานชิ้นสำคัญมาให้ที่ห้องเอกสารครับ!”
พริบพราวตัวแข็งทื่อ ร่างกายเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ ขณะที่ภีมเดชชะงักกึก สายตาของเขาเปลี่ยนจากความต้องการไปสู่ความเคร่งขรึมในเสี้ยววินาที
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามความสัมพันธ์ที่ร้อนแรงนี้ไปพร้อมๆ กันนะคะ หวังว่าจะถูกใจความแสบของพริบพราวในตอนนี้นะคะ!
ดีลลับฉบับคุณอาสายดุ•ตอนที่ 14
การปะทะฝีปาก
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคุณอาสายดุ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!