กระดาษภาพถ่ายใบนั้นบางเบายิ่งกว่าขนนก ทว่ากลับมีน้ำหนักมากพอจะกดทับออกซิเจนในห้องทำงานส่วนตัวของภีมเดชให้ระเหิดหายไปจนหมดสิ้น
พริบพราวสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด ปลายนิ้วเรียวที่ถือรูปถ่ายใบนั้นสั่นเทานิดๆ อย่างปิดไม่มิด ดวงตากลมโตคู่สวยกวาดมองรายละเอียดบนกระดาษเคลือบมันเก่าคร่ำคร่า เด็กชายวัยสิบขวบเศษในภาพมีโครงหน้า คิ้วหนา และที่เด่นชัดที่สุดคือดวงตาคมกริบทรงอัลมอนด์ที่แฝงแววพยศและดุดันคู่นั้น... มันถอดแบบพิมพ์เดียวกับผู้ชายเจ้าของห้องคนนี้ ไม่มีผิดเพี้ยน
แม้กาลเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานจนเส้นผมของเด็กในรูปกลายเป็นภาพจำสีซีดจาง แต่แววตาที่จ้องมองตรงมายังเลนส์กล้องด้วยความทระนงนั้น กลับคมชัดเสียยิ่งกว่าความจริงตรงหน้า
"เล่นซ่อนหาอะไรอยู่กันแน่คะ... คุณอาภีม"
เสียงพึมพำลอดผ่านริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่น ความสงสัยที่เคยเป็นเพียงละอองหมอกบางเบา บัดนี้กลับก่อตัวหนาแน่นขึ้นเป็นพายุหมุนในอก ย้อนกลับไปถึงพฤติกรรมประหลาด กฎเหล็กสารพัดข้อ และความรู้สึกแปลกแยกที่เธอสัมผัสได้จากเขามาตลอด... เขากำลังซ่อนใครไว้อยีกคนในซอกหลืบมืดมนของอดีตใช่ไหม
แกร็ก!
เสียงก้านล็อกประตูห้องทำงานขยับเบาๆ พร้อมกับบานประตูไม้เนื้อดีที่เคลื่อนตัวเปิดออกอย่างเชื่องช้า
หัวใจของพริบพราวหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องลั่น เธอลนลานจนเกือบทำเอกสารบนโต๊ะกระจาย แต่ด้วยความไวระดับปีศาจ เธอรีบยัดรูปถ่ายใบนั้นกลับลงไปในซองสีน้ำตาล พร้อมกับดันลิ้นชักไม้ปิดสนิทลงไปดัง *กริ๊ก* ในเสี้ยววินาทีพพอดีกับที่ร่างสูงใหญ่ของภีมเดชก้าวเข้ามาในห้อง
เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นเส้นเลือดปูดโปนบนท่อนแขนแกร่งที่บ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าจากการประชุมเครียด ทว่าดวงตาคมกริบ coued กลับกวาดมองรอบห้องด้วยความเร็วระดับเรดาร์—และมันหยุดกึ่งงกลางระหว่างเธอกับโต๊ะทำงานของเขา
รังสีความกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวผู้ชายคนนี้ทันทีที่เขาก้าวข้ามธรณีประตู
"ใครอนุญาตให้เธอเข้ามานั่งตรงนี้?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนน่าขนลุกเอ่ยขึ้น ภีมเดชไม่ได้ตะคอก แต่ความเย็นชาในน้ำเสียงนั้นคมกริบยิ่งกว่าใบมีดโกน เขาสลัดสูทสูทพาดไว้ที่พนักเก้าอี้โซฟา ก่อนจะสาวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยก้าวเดินที่มั่นคงและกดดัน
พริบพราวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด แม้ว่าหัวใจจะเต้นรัวระรัวราวกับกลองเพลในอก เธอยืดอกเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อซ่อนความพิรุธ
"พราวไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วงค่ะ... แค่เอกสารบนโต๊ะมันปลิวหล่นลงมา พราวแค่จะเก็บเข้าที่ให้เท่านั้นเอง" เธอกล่าวแก้ตัวด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับให้ราบเรียบที่สุด
ภีมเดชหยุดยืนห่างจากเธอเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยมาแตะจมูก ร่างสูงใหญ่ก้มลงมองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก เขาไม่ได้พูดอะไรในทันที ทว่าความเงียบที่กดดันนี้กลับน่ากลัวเสียยิ่งกว่าการถูกตะคอด
สายตาคมกริบของเขาเหลือบมองไปยังลิ้นชักโต๊ะทำงานที่ปิดสนิท... แต่พริบพราวรู้ดีว่ามันปิดสนิทไม่สนิทดีพอ รอยแยกของลิ้นชักที่เหลื่อมกันอยู่นิดเดียวนั้น... รอดพ้นจากสายตาเหยี่ยวของเขาไม่ได้อย่างแน่นอน
ลมหายใจของเธอสะดุดกึก
"เหรอครับ..." ภีมเดชทวนคำ เสียงทุ้มต่ำลากยาวอย่างมีความหมาย เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนหน้าผากเกือบจะชนกับเธอ พริบพราวต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยอัตโนมัติจนสะโพชนิดติดกับขอบโต๊ะทำงาน "แล้วทำไม... หน้าตาของเธอถึงซีดเผือดเหมือนคนเพิ่งเห็นผีล่ะ พริบพราว"
"พราวไม่ได้เป็นอะไรค่ะ" เธอเถียงกลับทันควัน น้ำเสียงแข็งกระด้างขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความตื่นตระหนก "หรือว่าในลิ้นชักนั่น... มันมีอะไรที่เป็นความลับระดับชาติ ที่คนนอกห้ามแตะต้องงั้นเหรอคะ?"
ประโยคย้อนถามนั้นคมกริบพอกัน ภีมเดชหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก เขาไม่ได้โกรธ... แต่วิธีที่เขากวาดตามองเธอมันทำให้รู้สึกราวกับถูกเปลื้องผ้าจนหมดเปลือกทางความคิด
"ของบางอย่าง... ถ้าอยากรู้นัก ก็ต้องแลกด้วยความเสี่ยงที่เธออาจจะรับไม่ไหว" ภีมเดชกระซิบเสียงต่ำชิดริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนปะัดผ่านพวงแก้มเนียนจนขนลุกซู่ "เธอแน่ใจเหรอว่าอยากจะเปิดมัน... พริบพราว"
บรรยากาศรอบตัวอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เคมีระหว่างคนทั้งคู่ร้อนระอุและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย ทว่าก่อนที่พริบพราวจะทันได้ตอกกลับอะไรเจ็บๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะความตึงเครียดเสียก่อน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
"คุณภีมคะ..." เสียงหวานหยดย้อยที่พริบพราวจำได้ขึ้นใจดังทะลุบานประตูเข้ามา พร้อมกับร่างบางเฉียบของ 'รินรดา' ที่ถือวิสาสะผลักประตูเข้ามาโดยไม่รอให้อนุญาต "รินเอาแฟ้มสรุปยอดบัญชีไตรมาสนี้มาให้ค่ะ... อุ๊ย!"
รินรดาชะงักกึกเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า—ภาพที่ภีมเดชยืนประชิดตัวพริบพราวอยู่บนโต๊ะทำงานด้วยท่าทางที่ชวนให้คิดลึก ดวงตาคู่โฉบเฉี่ยวฉายแววริษยาและเกลียดชังวาบขึ้นมาทันที ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มหวานเคลือบยาพิษ
"แหม... ขัดจังหวะเวลาส่วนตัวหรือเปล่าคะเนี่ย รินไม่น่าเข้ามาเลย..." รินรดากล่าวด้วยน้ำเสียงประชดประชันเบาๆ เดินนองน่องเข้ามาใกล้พร้อมกับวางแฟ้มกระดาษลงบนโต๊ะกระแทกเสียงดังปัง
พริบพราวฉวยโอกาสนั้นผละออกจากอ้อมแขนกึ่งบังคับของภีมเดช เธอยืนจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ เชิดหน้าใส่รินรดาอย่างไม่เกรงกลัว
"รู้ตัวก็ดีค่ะ..." พริบพราวสวนกลับนิ่มๆ แต่เชือดเฉือน "คนมีมารยาทเขาเคาะประตูแล้วรอให้คนข้างในอนุญาตก่อน... ไม่ใช่พรวดพราดเข้ามาเหมือนกลัวว่าใครจะคาบผู้ชายไปกิน"
"นี่เธอ!" รินรดาหน้าเสีย กรีดเสียงแหลมด้วยความโกรธ "นังเด็กปากดี แกกล้าดียังไงมาว่าฉัน!"
"พอได้แล้ว ทั้งคู่แหละ!"
เสียงคำรามต่ำในลำคอของภีมเดชดังขึ้น ขัดการปะทะฝีปากของสองสาวได้อย่างชะงัด ภีมเดชผละตัวออกจากการกักขังพริบพราว ใบหน้าคมเข้มบึ้งตึงขึ้นจนน่ากลัว รังสีความหงุดหงิดแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนรินรดายังต้องหุบปากฉับ
ภีมเดชหันกลับมามองพริบพราวด้วยสายตาที่ลึกล้ำและเต็มไปด้วยความหมายบางอย่างที่อ่านไม่ออก ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมไปหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลบนโต๊ะขึ้นมาถือไว้... โดยที่เขายังคงจ้องตาเธอไม่กะพริบ
"ในเมื่อเธออยากรู้นัก..." ภีมเดชเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เย็นชา ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "คืนนี้... อยู่คุยกันต่อจนดึกหน่อยก็แล้วกัน พริบพราว"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างความลับนี้ไปกับกำมะหยี่สีแดงนะคะ
ดีลลับฉบับคุณอาสายดุ•ตอนที่ 17
ความลับใต้ลิ้นชัก
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคุณอาสายดุ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!