"ถ้าคุณกล้าส่งเสียงออกมาแม้แต่แอะเดียว ฉันจะถือว่าเราสองคนตกลงปลงใจที่จะทำเรื่องเมื่อครู่ต่อให้จบ"
เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมใบหู พร้อมกับฝ่ามือหนาที่ตรึงข้อมือเรียวบางของพริบพราวแนบไปกับผนังห้องทำงานเย็นเฉียบ แรงปะทะจากการถอยร่นเมื่อสักครู่ยังทิ้งร่องรอยความสั่นไหวไว้ในกระแสเลือด ขณะที่กลิ่นอายน้ำหอมผู้ชายเจือจางด้วยกลิ่นกาแฟคั่วเข้มกำลังโอบล้อมเธอไว้ทุกทิศทาง ท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจจนแทบหยุดเต้น
ประตูกระจกฝ้าบานใหญ่ด้านนอกกำลังสั่นไหวเบาๆ ตามแรงเคาะที่ไม่ยอมลดละ
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
"ภีมคะ อยู่ข้างในหรือเปล่า รินเห็นไฟในห้องทำงานยังเปิดอยู่นะคะ"
เสียงหวานแหลมที่ลอยทะลุผ่านเข้ามาทำให้พริบพราวเบิกตากว้างขึ้นทันที รินรดา! ผู้หญิงที่ควรจะไปเดินช็อปปิ้งอยู่ใจกลางเมือง กลับมายืนเคาะประตูเรียกเจ้าของห้องถึงหน้าเพนต์เฮาส์ส่วนตัวในเวลากลุ่มเสี่ยงแบบนี้ได้ยังไง
หญิงสาวส่งสายตาตื่นตระหนกส่งสัญญาณไปยังคนตัวโตที่ยังยืนทาบทับอยู่เหนือร่าง ภีมเดชไม่ได้แสดงอาการลนลานแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบคู่นั้นยังคงนิ่งสงบ เย็นชา และฉายแววเจ้าเล่ห์ลึกซึ้งอย่างน่าหมั่นไส้ เขาก้มลงกระซิบชิดริมฝีปากอิ่มที่ยังบวมเจ่อจากรสจูบเมื่อครู่
"กลัวเหรอครับ... เมื่อกี้ยังปากเก่งใส่ฉันอยู่เลยไม่ใช่หรือไง เด็กดื้อ"
"คุณภีม!" พริบพราวขยับปากต่อว่าโดยไร้เสียง ใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความโกรธหรือความตื่นเต้นระทึกขวัญกันแน่ สภาพของเธอในตอนนี้กระเซอะกระเซิงไม่ต่างจากแมวตกน้ำ เสื้อเชิ้ตนักศึกษาหลุดลุ่ยกระดุมบนหนึ่งเม็ด และที่สำคัญที่สุดคือ... รอยจูบที่ประทับอยู่บนกลีบปากของเธอมันฟ้องชัดเจนว่าเพิ่งผ่านอะไรมาบ้าง หากรินรดาก้าวเข้ามาเห็นภาพนี้ในระยะประชิด คงได้เกิดคดีฆาตกรรมกลางห้องทำงานผู้บริหารอย่างแน่นอน
ก๊อก... ก๊อก... คราวนี้เสียงเคาะหนักหน่วงขึ้น พร้อมกับเสียงบิดลูกบิดประตูดังแกรก
"ภีม เปิดประตูให้รินหน่อยสิคะ ทำไมต้องล็อกด้วยล่ะ หรือว่า... มีใครอยู่ข้างในกับคุณ?"
คำถามนั้นทำให้ลมหายใจของพริบพราวสะดุดกึก เธอใช้มืออีกข้างที่ยังเป็นอิสระดันอกแกร่งเอาไว้ แต่วินัยการออกกำลังกายของประธานหนุ่มทำให้เขามีรูปร่างไม่ต่างจากกำแพงหิน พริบพราวขยับตัวไม่ได้แม้แต่นิลเดียว นอกจากแนบแผ่นหลังติดกับผนังตามเดิม
ภีมเดชเหยียดยิ้มมุมปาก เขาโน้มใบหน้าลงมาอีกนิด จนปลายจมูกโด่งเกือบจะแตะเข้ากับแก้มเนียน ร้อนผ่าวจนพริบพราวต้องหลับตาปี๋ด้วยความลุ้นระทึก
"อยากรอดไหมล่ะ..." เขาถามเสียงกระซิบพร่า
"ถ้าไม่อยากให้ยัยนั่นเข้ามาเห็นสภาพเราตอนนี้... ก็หุบปากแล้วทำตามที่ฉันสั่ง"
ยังไม่ทันที่พริบพราวจะได้โต้แย้งอะไร ภีมเดชก็คว้าข้อมือเธอด้วยมือข้างเดียวแล้วออกแรงดึงร่างบางให้หลบเข้าไปหลังฉากกั้นห้องทำงาน ซึ่งเป็นโซนมุมพักผ่อนส่วนตัวที่ถูกบังด้วยชั้นหนังสือไม้มะฮอกกานีขนาดยักษ์ พื้นที่ตรงนั้นแคบจนทำให้ร่างของทั้งคู่ต้องแนบชิดกันอย่างไร้ช่องว่าง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอจนพริบพราวต้องเกร็งตัวแข็งทื่อ
แกรก!
เสียงเปิดประตูห้องทำงานดังขึ้นพร้อมกับร่างเพรียวบางของรินรดาก้าวเข้ามา เธอสวมชุดเดรสเข้ารูปสีแดงเพลิงที่ขับผิวให้โดดเด่น ดวงตากวาดมองไปรอบห้องด้วยความสงสัย รินรดาก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางห้อง กวาดสายตาสำรวจโต๊ะทำงานโล่งๆ ที่มีแฟ้มเอกสารวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นเมื่อไม่พบเจ้าของห้อง
"ภีม... หายไปไหนของเขานะ" รินรดากล่าวพึมพำกับตัวเอง เดินเข้ามาลึกขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะถึงเขตโซนชั้นหนังสือ
พริบพราวแทบไม่กล้าหายใจ หัวใจของเธอดังโครมครามจนกลัวว่าคนข้างนอกจะได้ยิน ร่างกายแนบชิดติดกับแผ่นอกกว้างของภีมเดชชนิดที่เรียกว่าไม่มีอากาศแทรกผ่าน ฝ่ามือหนาของเขาโอบเอวเธอไว้แน่นเพื่อไม่ให้ขยับเขยื้อن ส่วนมืออีกข้างยกขึ้นปิดปากเธอไว้เบาๆ ไม่ให้เล็ดลอดเสียงใดๆ ออกมา
สัมผัสอุ่นจากฝ่ามือและกลิ่นกายเฉพาะตัวทำให้พริบพราวสมองตื้อตัน เธอมองทะลุผ่านช่องว่างระหว่างสันหนังสือ เห็นรินรดากำลังเดินวนเวียนอยู่ใกล้เข้ามาทุกที
ใกล้จนกระทั่ง... ส้นสูงของรินรดากระทบกับพื้นไม้ห่างจากจุดที่พวกเขายืนอยู่ไม่ถึงสามก้าว!
"แปลกจัง ไฟเปิดไว้แต่ไม่มีคน..." รินรดายืนนิ่งอยู่หน้าชั้นหนังสือ มือเรียวบางกำลังเอื้อมมาแตะที่สันหนังสือเล่มริมสุด ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่พริบพราวซ่อนตัวอยู่
พริบพราวตัวชาดิก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เธอเงยหน้าขึ้นมองภีมเดชอย่างขอความช่วยเหลือ แต่ชายหนุ่มกลับนิ่งสนิท ดวงตาคมกริบพราวระยับด้วยประกายความสนุกสนาน ราวกับสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้เป็นเพียงเกมสนุกเกมหนึ่งสำหรับเขาเท่านั้น
นิ้วมือเรียวยาวของรินรดากำลังจะแตะถึงขอบชั้นหนังสือ...
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ภีมเดชก้มหน้าลงมาแนบชิดริมฝีปากกับใบหูของพริบพราว กระซิบด้วยน้ำเสียงต่ำพร่าที่ทำเอาสติกระเจิง
"ถ้าไม่อยากให้ความลับของเราแตก... จูบฉันสิ พริบพราว"
พริบพราวชะงักกึก ดวงตาคู่สวยตวัดมองค้อนคนเจ้าเล่ห์ทันที นี่เขาบ้าไปแล้วหรือไง ในสถานการณ์แบบนี้เนี่ยนะ! แต่ทว่า... เสียงฝีเท้าของรินรดากำลังขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว พร้อมกับมือที่เอื้อมเข้ามาใกล้ชั้นหนังสือเข้ามาทุกที
ไม่มีเวลาให้คิด ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่ ร่างบางตัดสินใจเอื้อมมือขึ้นคล้องคอแกร่งทันที ก่อนจะดึงรั้งใบหน้าคมคายลงมาแล้วประทับริมฝีปากลงบนเรียวปากหนาของเขาอย่างแรงเพื่อกลบเสียงลมหายใจ!
สัมผัสที่อบอุ่นและนุ่มนวลอย่างคาดไม่ถึงทำให้อุณหภูมิในมุมมืดพุ่งสูงขึ้นทันตาเห็น ภีมเดชชะงักไปชั่ววินาที ก่อนที่ดวงตาคมจะเปลี่ยนเป็นประกายลุกโชนด้วยความพึงพอใจ แขนแกร่งรวบเอวบางเข้าหาตัวแนบแน่นยิ่งขึ้น เปลี่ยนจากการถูกบังคับให้กลายเป็นฝ่ายรุกไล่ที่ดุดันและร้อนแรงในพริบตาเดียว
ริมฝีปากร้อนผ่าวบดCLINGเข้าหากันอย่างเนิบนาบแต่ลึกซึ้ง ท่ามกลางความเงียบงันและเสียงหัวใจที่เต้นรัวระทึก ทั้งสองคนแลกเปลี่ยนลมหายใจกันในมุมอับสายตา ขณะที่อีกฟากหนึ่งของชั้นหนังสือ เสียงฝีเท้าของรินรดาก็หยุดชะงักกะทันหัน
"เอ๊ะ... เสียงอะไรน่ะ?"
รินรดารemaine นิ่งฟังเสียงบางอย่างที่ดังแว่วมาจากมุมห้องด้านใน หัวใจของพริบพราวกระตุกวูบทันทีเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของหญิงสาวขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม ประชิดจนแทบจะสัมผัสได้ถึงเงาร่างที่ทาบทับอยู่หลังชั้นหนังสือ!
ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ กำมะหยี่สีแดง
ดีลลับฉบับคุณอาสายดุ•ตอนที่ 7
รอยจูบที่ไม่มีใครเห็น
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคุณอาสายดุ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!