แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 12

แผนที่ที่หายไป

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
รอยหมึกสีชาดบนแผ่นกระดาษซวนจื่อยังไม่ทันแห้งสนิทดี เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ก้าวเข้ามาตามระเบียงทางเดินปูด้วยหินแกรนิตสีนิลก็ทำลายความเงียบสงัดยามวิกาลลงอย่างไร้ความปรานี ฉินอี้ไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ทำเพียงแค่ตวัดปลายพู่กันขนหมาป่าในมืออย่างมั่นคง ลากเส้นยุทธศาสตร์ลงบนแผนที่ค่ายกลคูเมืองที่กางอยู่เบื้องหน้า กลิ่นอายความเย็นชาและดุดันแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำปักลายพยัคฆ์เงิน แม้ภายนอกเขาจะดูสงบนิ่งดั่งผืนน้ำในบึงลึก ทว่ากล้ามเนื้อทุกมัดกลับตึงเกร็งราวกับคันศรที่ถูกโก่งไว้จนสุดแรง "ท่านแม่ทัพ..." เสียงทุ้มต่ำขององครักษ์เงาเอ่ยขึ้นเบาๆ พร้อมกับย่อกายลงคุกเข่า "ข่าวจากเรือนรับรองแคว้นเหลียง... คืนนี้มีความเคลื่อนไหวผิดปกติ พ่อบ้านเฒ่าตระกูลซุนแอบนำหีบไม้จันทน์แดงออกจากจวนหลังยามสาม" พู่กันในมือของฉินอี้ชะงักไปชั่วลมหายใจ ความเย็นยะเยือกแล่นริ้วผ่านนัยน์ตาคมกริบดั่งใบมีด เขาค่อยๆ วางพู่กันลงบนแท่นหินสลักรูปมังกรอย่างเชื่องช้า ราวกับทุกย่างก้าวของการกระทำมีความหมายลึกซึ้งซ่อนอยู่ "หีบไม้จันทน์แดงใบนั้น... มิใช่สมบัติล้ำค่าอะไรหรอกกระมัง" เสียงหวานใสแต่ทุ้มนุ่มกังวานดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง ซูเหวินก้าวเท้าออกมาจากม่านโปร่งสีมรกต ร่างระหงในอาภรณ์ผ้าแพรต่วนสีครามเข้มปักลายลายเมฆาด้วยดิ้นเงินสะท้อนกับแสงตะเกียงน้ำมันหอม นางก้าวเดินอย่างสง่างามตามธรรมเนียมสตรีสูงศักดิ์ ทว่าดวงตากลับพินิจพิเคราะห์และเฉียบคมดั่งปรัชญาเมธี แววตาของนางมีความกังวลระคนอยู่ลึกๆ แต่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดา ฉินอี้หันไปมองสตรีตรงหน้า สายตาที่เคยแข็งกร้าวต่อศัตรูอ่อนลงชั่วขณะเมื่อทอดมองนาง "เจ้าหมายถึง... แผนที่ภูมิประเทศยุทธศาสตร์สิบแปดมณฑลที่หายสาบสูญไปเมื่อสัปดาห์ก่อนเช่นนั้นหรือ" "มิใช่แค่แผนที่ธรรมดาหรอกครับ ท่านแม่ทัพ" ซูเหวินเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงาน กวาดสายตามองรอยหมึกบนแผนที่คร่าวๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ "นั่นคือพินัยกรรมแผ่นดินฉบับที่องค์จักรพรรดิองค์ก่อนทรงพระราชทานแก่แม่ทัพผู้พิทักษ์แดนเหนือ... ซึ่งก็คือบิดาผู้ล่วงลับของท่าน หากเอกสารชิ้นนั้นตกไปอยู่ในมือของอ๋องหนิง แผ่นดินนี้คงลุกเป็นไฟด้วยเพลิงสงครามภายในสามเดือน" บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที เสียงไส้ตะเกียงปะทุเบาๆ ดังชัดเจนท่ามกลางความตึงเครียด ฉินอี้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำบดบังแสงไฟจนเกิดเงาทาบทับร่างบอบบางของนาง แต่ซูเหวินไม่มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกออกไป วางปลายนิ้วลงบนแผนที่ตรงจุดพิกัดที่เป็นรอยต่อระหว่างแคว้น "ข้าตรวจสอบบัญชีรายชื่อขุนนางคลังหลวงย้อนหลังสามปีแล้ว" ซูเหวินกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด "เอกสารฉบับนั้นไม่ได้ถูกขโมยออกจากวังหลวงอย่างที่พวกเราคาดคิดในคราแรก แต่มันถูกคัดลอกและส่งต่อผ่านเครือข่ายสายลับที่ปลอมตัวเป็นพ่อค้าม้า... และเบาะแสล่าสุดชี้ชัดว่า มันถูกซ่อนไว้ในที่ที่คาดไม่ถึงที่สุด" ฉินอี้หรี่ตาลงเล็กน้อย "ที่ไหน?" "จวนอัครมหาเสนาบดีฮั่ว... ใต้ฐานรูปปั้นสิงห์ศิลาหน้าเรือนโถงใหญ่" ซูเหวินตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาสุกใสเปี่ยมด้วยประกายแห่งปัญญา "และคืนนี้ คือคืนเดียวที่อัครมหาเสนาบดีฮั่วจะเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงรับรองทูตต่างแคว้น นั่นหมายความว่า... พวกเรามีเวลาจำกัดเพียงสองชั่วยามในการเข้าไปเอาคืนมา" ฉินอี้จ้องมองใบหน้างดงามที่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยวและความกล้าหาญเกินสตรีทั่วไป ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามฝังกลบไว้ใต้ซากปรักหักพังของครอบครัวที่สูญเสียไปกลับถูกสะกิดให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาเอื้อมมือหนาไปกุมมือเรียวของนางไว้แน่นสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบของปลายนิ้ว แต่กลับอบอุ่นลึกซึ้งในความรู้สึก "อันตรายเกินไป" ฉินอี้เอ่ยเสียงต่ำ ทว่าหนักแน่นดั่งหินผา "หากฮั่วไห่จื้อล่วงรู้ แผนการทั้งหมดที่เราวางไว้จะพังทลายลงในพริบตา เจ้าไม่ต้องเสี่ยงลงมือเอง ข้าจะให้หน่วยเงาทมิฬจัดการเรื่องนี้" ซูเหวินส่ายศีรษะเบาๆ รอยยิ้มที่มุมปากระบายขึ้นอย่างอ่อนโยนแต่มั่นคง "หน่วยเงาทมิฬเก่งกาจเรื่องการสังหาร แต่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องการอ่านกลไกคูหาลับโบราณ แผ่นป้ายอักษรแปดทิศที่ใช้เปิดผนึกกลไกนั้น มีเพียงข้าที่ถอดรหัสจากตำราโบราณของสำนักศึกษาหลวงได้... ท่านแม่ทัพ เชื่อใจข้าสักครั้งเถอะนะครับ" การสบตากกันเนิ่นนานท่ามกลางแสงตะเกียงที่วับแวม เป็นการเจรจาที่ไม่มีคำว่าพ่ายแพ้ ฉินอี้พยักหน้ารับช้าๆ อย่างจำยอม เพราะเขารู้ดีว่าความดื้อรั้นภายใต้รอยยิ้มของสตรีผู้นี้มีความเด็ดเดี่ยวปานใด ครึ่งชั่วยามต่อมา ทั้งสองในชุดรัดกุมสีดำสนิทกลมกลืนกับรัตติกาล แฝงตัวข้ามกำแพงสูงตระหง่านของจวนอัครมหาเสนาบดีฮั่วได้อย่างไร้เสียง กลิ่นอายของดอกเหมยยามค่ำคืนลอยมาตามลมปะปนกับกลิ่นธูปหอมจางๆ จากเรือนด้านใน บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าขนลุก ราวกับความตายกำลังเฝ้ารอผู้บุกรุกอยู่เบื้องหน้า ซูเหวินย่อกายลงเบื้องหน้ารูปปั้นสิงห์ศิลาขนาดใหญ่ นิ้วเรียวสำรวจลวดลายสลักบนฐานหินอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ขณะที่ฉินอี้คอยยืนอารักขาอยู่ด้านหลัง สายตาดุดันกวาดมองไปรอบบริเวณด้วยความระแวดระวังทุกฝีก้าว ดาบในฝักถูกเลื่อนออกมาเล็กน้อยพร้อมชักออกได้ทุกเมื่อ "เจอแล้ว..." ซูเหวินพึมพำเบาๆ นางกดกลไกรูปดอกบัวหินลงไปตามจังหวะที่คำนวณไว้ *คลิก!* เสียงกลไกภายในฐานหินขยับตัวดังขึ้นเบาๆ แผ่นหินหนักอึ้งค่อยๆ เลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นความมืดมิดเบื้องล่าง และหีบไม้จันทน์แดงที่ตั้งอยู่เด่นเป็นสง่า ทว่า... ในวินาทีที่ซูเหวินเอื้อมมือไปสัมผัสกับหีบไม้ใบนั้น เสียงฝีเท้าจำนวนนับร้อยก็ดังกระหึ่มขึ้นจากรอบทิศทาง พร้อมกับคบเพลิงนับสิบดวงที่ถูกจุดขึ้นสว่างวาบไปทั่วลานเรือน! "ฮ่าๆๆๆ ช่างกล้ามนักนะ ที่บังอาจมาเหยียบเรือนของข้า!" เสียงหัวเราะเยือกเย็นของอัครมหาเสนาบดีฮั่วไห่จื้อดังขึ้นจากระเบียงชั้นสอง พร้อมกับเงาร่างของนักฆ่าติดอาวุธนับสิบคนที่พุ่งเข้ามาปิดล้อมพวกเขาทั้งสองไว้ทุกด้านจนมุม และในขณะที่ฉินอี้กำลังจะชักดาบพุ่งทะยานออกไปปกป้อง ซูเหวินกลับชะงักมือที่กำลังจะหยิบหีบไม้ขึ้นมา นางก้มลงมองก้นหีบที่มีคราบผงสีขาวแปลกประหลาดโรยไว้บางๆ ร่างทั้งร่างแข็งค้างไปชั่วขณะ นั่นไม่ใช่แผนที่ภูมิประเทศ... แต่มันคือกับดักระเบิดเพลิงที่เชื่อมต่อกับคลังดินประสิวใต้ดิน! ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%