ปลายเข็มเงินสะท้อนแสงตะเกียงน้ำมันสำริดเป็นประกายวาบวับ ก่อนที่มันจะฝังลงบนจุดชีพจรบริเวณหัวไหล่ซ้ายของฉินอี้อย่างไร้สุ้มเสียง
ความเจ็บปวดจากพิษเร้นลับของศัตรูที่กัดกินเนื้อหนังมาแรมเดือนปะทุขึ้นในคราเดียว จนกล้ามเนื้อทั่วร่างของแม่ทัพผู้เก่งกาจและไร้ความรู้สึกกระตุกเกร็ง ใบหน้าคมคายซีดเผือดจนเกือบโปร่งแสง เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับ ชายหนุ่มไม่เคยปริปากร้องคร่ำครวญสักแอะ แม้กระทั่งยามที่ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ความอดทนอันแข็งแกร่งดั่งหินผานี้ กลับทำให้คนที่นั่งอยู่เบื้องหน้ายิ่งปวดร้าวลึกซึ้งยิ่งกว่า
ซูเหวินถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรจีนโบราณอย่างโสมเขาหิมะและรากบัวหิมะคละคลุ้งไปทั่วห้องหนังสือลับ ปลายน้องนางเรียวสวยที่ปกติมักจะใช้จับพู่กันวางแผนกลยุทธ์พลิกแผ่นดิน บัดนี้กลับสั่นเทาเล็กน้อยยามบรรจงใช้ผ้าแพรเนื้อดีซับหยาดเหงื่อบนหน้าผากให้แม่ทัพหนุ่ม
"ท่านแม่ทัพ ฝืนตัวเองเกินไปแล้วนะครับ"
น้ำเสียงของกุนซือไร้ลักษณ์ราบเรียบเช่นเคย หากแต่ซ่อนความห่วงใยระคนตัดพ้อไว้อย่างแนบเนียน นางปรายตามองรอยแผลเป็นฉกรรจ์บนแผ่นอกกว้างที่เกิดจากสนามรบสลับกับรอยดำคล้ำจากพิษร้ายที่แผ่ขยายเข้าใกล้หัวใจเข้าไปทุกที
ฉินอี้ปรือตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาสีดำสนิทดั่งห้วงรัตติกาลคู่นั้นมองสตรีตรงหน้า เงาสะท้อนในดวงตาของแม่ทัพผู้เยือกเย็น บัดนี้ไม่ได้มีเพียงแผนที่ยุทธศาสตร์หรือกระดานหมากรุกแห่งราชสำนักอีกต่อไปแล้ว หากแต่มีร่างบอบบางในอาภรณ์สีหมึกของกุนซือผู้กุมชะตาชีวิตของเขาไว้ทั้งดวง
"หากข้าไม่ฝืน... ใครเล่าจะปกป้องคนที่ข้าควรปกป้อง" ฉินอี้เอ่ยเสียงแหบพร่า มือหนาที่เคยตวัดกระบี่ปลิดชีพศัตรูพันนาย เอื้อมขึ้นมาสัมผัสข้อมือของซูเหวินที่กำลังถือถ้วยยาอย่างแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่อบอุ่นและทะนุถนอมอย่างยิ่งยวด จนซูเหวินต้องชะงักลมหายใจ
ในโลกใบนี้ ฉินอี้คือพยัคฆ์ร้ายแห่งกองทัพอาชาเหล็ก ผู้ที่ไม่เคยเกรงกลัวต่อความตายหรือคมดาบใดๆ แต่ในยามค่ำคืนอันเงียบสงบ ณ เรือนพักลับแห่งนี้ ช่องว่างระหว่างแม่ทัพผู้โดดเดี่ยวกับกุนซือไร้ลักษณ์กลับถูกหลอมรวมด้วยสายใยบางเบาที่ค่อยๆ ถักทอขึ้นทีละน้อย จากพันธมิตรผู้ร่วมชะตากรรมในเกมการเมืองอันโสมม สู่ความห่วงใยที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคำใดมานิยาม
ซูเหวินเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อซ่อนพวงแก้มที่ขึ้นสีระเรื่ออย่างผิดวิสัย นางกระแอมเบาๆ เพื่อปรับน้ำเสียงให้กลับมาเป็นปกติ กาลก่อนพวกเขาสนทนากันด้วยกลยุทธ์ แลกเปลี่ยนกันด้วยหมากการเมือง และระแวดระวังซึ่งกันและกัน ทว่ายามนี้ เพียงแค่ปลายนิ้วที่สัมผัสกันผ่านความเงียบงัน ก็ดังเสียงกู่ก้องกังวานในหัวใจของคนทั้งคู่แล้ว
"ท่านดื่มยาเสียเถอะครับ ยาถอนพิษขนานนี้ต้องใช้เวลาเดินลมปราณประคองอีกสามั่วยาม หากท่านยังดื้อดึงออกไปตรวจค่ายทหารกลางดึกเช่นนี้ เกรงว่าต่อให้เป็นเซียนเทวดาก็มิอาจยื้อชีวิตท่านไว้ได้" ซูเหวินกล่าวเตือนด้วยความจริงจัง พร้อมทั้งยื่นถ้วยกระเบื้องเคลือบสีมรกตให้
ฉินอี้รับถ้วยยามาดื่มจนหมดโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย รสชาติขมปร่าบาดคอไม่ได้ทำให้เขารู้สึกย่ำแย่เท่ากับการได้เห็นแววตาไหวระริกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่ง1สงบของสตรีผู้นี้ เขารู้ดีว่าซูเหวินแบกรับความกดดันจากราชสำนักและตระกูลขุนนางใหญ่ไว้มากเพียงใด นางเป็นเพียงสตรีตัวเล็กๆ แต่กลับต้องใช้มันสมองอันปราดเปรื่องค้ำจุนอำนาจของเขาไว้ในเงาสืบมา
"ขอบใจเจ้ามาก... ซูเหวิน" ฉินอี้เอ่ยชื่อนางด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดตั้งแต่เขาเคยมีมาในชีวิต ท่าทางเยือกเย็นดุจน้ำแข็งละลายหายสิ้น เหลือเพียงบุรุษผู้หนึ่งที่ปรารถนาจะปกป้องสตรีตรงหน้าด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้าย
ซูเหวินเม้มริมฝีปากแน่น นางยื่นมือไปหยิบเข็มเงินที่เหลือเก็บใส่กล่องไม้ไผ่ ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะผละกายถอยห่าง ฉินอี้กลับคว้าชายเสื้อแขนกว้างของนางไว้เบาๆ แรงดึงเพียงน้อยนิดทำให้ร่างบางเซถลาเข้าไปใกล้ จนแผ่นอกกว้างของแม่ทัพหนุ่มแนบชิดกับไหล่บอบบาง กลิ่นอายบุรุษเพศและกลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ผสมผสานกับกลิ่นสมุนไพรโอบล้อมร่างของนางไว้ในวงแขน
ห้องหนังสือพล Jมเงียบสงบลงจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวเป็นจังหวะเดียวกัน ท่ามกลางศึกชิงราชบัลลังก์ที่กำลังก่อตัวขึ้นราวกับพายุใหญ่ ความรู้สึกที่ซ่อนเร้นมานานนับแรมปีบัดนี้ไม่สามารถปิด We กั้นได้อีกต่อไป...
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ ทำลายบรรยากาศอันน่าพึงใจลงในพริบตา ตามด้วยเสียงรายงานจากทหารยามหน้าประตูด้านนอกที่สั่นเครือด้วยความตื่นตระหนก
"เรียนท่านแม่ทัพ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! กองกำลังลับของสำนักตรวจสอบราชสำนัก นำโดยขันทีอุปราชเดินทางมาถึงหน้าจวนแล้ว พร้อมด้วย... พระราชโองการลับด่วนที่สุดจากฮ่องเต้!"
ซูเหวินผละออกจากอ้อมแขนของฉินอี้ทันที แววตาที่อ่อนโยนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเฉียบคมดุจใบมีดในชั่วพริบตา ฉินอี้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้พิษในกายจะยังไม่ทุเลาเต็มที่ แต่รัศมีแห่งความเป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ก็แผ่ซ่านออกมาจนน่าเกรงขาม
กระดาษพระราชโองการสีเหลืองทองที่ถูกส่งมากลางดึกเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน... และมันอาจหมายถึงจุดจบของแผนการทั้งหมดที่พวกเขาร่วมกันวางไว้ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 13
สายใยที่เริ่มถักทอ
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!