หมึกจีนสีชาดหยดลงบนกระดาษสาเนื้อดี ส่งกลิ่นหอมจางของชะมดเชียงและเปลือกไม้ ทว่าเนื้อความที่ปรากฏบนแผ่นกระดาษกลับมิใช่บทกวีรื่นรมย์ หากแต่เป็นบัญชีลับการทุจริตยักยอกเสบียงคลังหลวงประจำมณฑลเจียงหนาน ซึ่งถูกซุกซ่อนไว้ใต้พื้นไม้สักทองของเรือนรับรองอัครเสนาบดี
"ความโลภของมนุษย์... มักยาวนานกว่าอายุขัยของราชวงศ์เสมอ"
ซูเหวินเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องหนังสืออับทึบ นางสวมอาภรณ์ผ้าไหมปักลายเมฆสีเทาเข้มกลมกลืนกับบรรยากาศยามราตรี นิ้วเรียวดั่งลำเทียนกำลังคีบม้วนสาส์นลับขึ้นมาพินิจด้วยแววตานิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ ทว่าประกายในดวงตานั้นกลับคมกริบราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝักแพร
ฉินอี้ ในชุดคลุมนักรบสีดำสนิทไม่ได้สวมเกราะเหล็กดังเช่นยามออกศึก ยืนกอดอกพิงเสาไม้สลักลายหงส์ ท่วงท่าของแม่ทัพอาชาเหล็กผู้ผ่านสนามเลือดมานับร้อยครั้งยังคงความเยือกเย็นและสงบนิ่งดั่งภูผา สายตาคมปลาบกวาดมองเอกสารนับร้อยแผ่นที่กองอยู่บนโต๊ะยาว ก่อนจะหยุดลงที่ใบหน้าของสตรีตรงหน้า
"คนพวกนั้นคิดว่าความเงียบของราชสำนักคือความโง่เขลา บัญชีเหล่านี้เพียงพอที่จะสั่นคลอนรากฐานของตระกูลหลี่ได้ครึ่งหนึ่ง แต่ขุนนางฉ้อฉลระดับนั้น ย่อมมีเบื้องหลังที่โยงใยถึงขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองหลวง..." ฉินอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงความเย็นชาของคมดาบที่พร้อมจะปลิดชีพผู้กระทำผิด
"ท่านแม่ทัพกล่าวไม่ผิดหรอกครับ... การโค่นต้นไม้ใหญ่ มิใช่ตีที่กิ่งก้าน แต่ต้องขุดรากถอนโคนให้สิ้นซาก" ซูเหวินเงยหน้าขึ้นสบตา พร้อมกับรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก "และคืนนี้ คือฤกษ์งามยามดีที่เราจะเริ่มรดน้ำพรวนดินให้รากเน่าๆ เหล่านั้นได้ผุดขึ้นมาหายใจรับแสงตะวันบ้าง"
ยามวิกาล ณ จวนอัครเสนาบดีหลี่ เสียงพิณบรรเลงเคล้าคลอเสียงหัวเราะสำราญใจดังแว่วมาจากศาลาริมน้ำ โคมไฟประดับนับร้อยดวงส่องแสงสว่างไสวขับเน้นความมั่งคั่งเกินกว่าข้าราชการน้ำ M ทั่วไปพึงมี หลี่เหวิน Shuo เสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้กุมอำนาจการคลัง กำลังรินสุราลงในจอกหยกนวลด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย มิใช่เพราะความหนาวเย็นของสายลมฤดูใบไม้ร่วง แต่เป็นเพราะความหวาดระแวงที่กัดกินจิตใจตลอดหลายวันที่ผ่านมา
"ท่านเสนาบดี... มีรายงานจากคลังหลวงแจ้งว่า มีความผิดปกติบางประการในหีบเสบียงหมายเลขสาม" บ่าวสนิทก้าวเข้าไปกระซิบด้วยน้ำเสียงร้อนรน
หลี่เหวิน Shuo วางจอกสุราลงกระแทกโต๊ะ เสียงของเหลวสีอำพันกระฉอกเปื้อนพรมเปอร์เซียราคาแพง "ความผิดปกติอันใดอีก! ข้าจัดการปิดปากคนสนิทของแม่ทัพฉินไปหมดสิ้นแล้ว ข้ารับใช้พวกนั้นไม่มีทางสาวมาถึงตัวข้าได้หรอก!"
"แต่... แต่ว่าบัญชีตัวจริง..."
"เจ้าโง่! บัญชีตัวจริงถูกเผาทำลายไปตั้งแต่เดือนก่อนแล้ว!" เสนาบดีหลี่ตวาดกร้าว ใบหน้าอวบอิ่มแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราและความโกรธขึง ก่อนจะโบกมือไล่ "ไปให้พ้นหน้าข้า! อย่าให้เรื่องไร้สาระพวกนี้มารบกวนความสำราญในคืนนี้!"
ทว่า ในขณะที่บ่าวสนิทกำลังถอยหลังก้าวพ้นประตูห้องโถงใหญ่ เสียงฝีเท้าหนักแน่นเป็นจังหวะก็ดังแทรกขึ้นท่ามกลางเสียงพิณ เสียงนั้นมิได้เร่งร้อน หากแต่หนักหน่วงราวกับเสียงกลองศึกที่รุกคืบเข้ามาทีละก้าว... ทีละก้าว... จนกระทั่งเสียงพิณต้องเงียบลงอย่างกะทันหัน
เหล่าองครักษ์และสาวใช้ในจวนต่างหันไปมองเป็นตาเดียว ที่หน้าประตูใหญ่ของจวนอัครเสนาบดี ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทปรากฏขึ้น พร้อมกับลมหนาววูบหนึ่งที่พัดพาเอาไอสังหารอันเข้มข้นเข้ามาในอาณาI.G. ของจวนหรูหรา ฉินอี้ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ด้านหลังของเขาคือทหารองครักษ์หน่วยอาชาเหล็กสิบคน แต่ละคนถือคบเพลิงสว่างจ้า แสงไฟสีส้มสาดสะท้อนเกราะเหล็กวาววับ ขับไล่ความมืดมิดของรัตติกาลให้มลายสิ้น
"ท่าน... ท่านแม่ทัพฉิน!" หลี่เหวิน Shuo ลุกขึ้นยืนพรวดจนเก้าอี้ล้มคว่ำ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดราวกับกระดาษ "ยามวิกาลเช่นนี้ ท่านพาทหารบุกรุกจวนขุนนางใหญ่ มีพระราชโองการหรือตราตั้งอันใดมารองรับ บังอาจนัก!"
ฉินอี้หยุดยืนห่างจากโต๊ะสุราเพียงสามก้าว ดวงตาคมปลาบดุจเหยี่ยวจ้องมองขุนนางผู้ฉ้อฉลราวกับมองซากศพที่ไร้ลมหายใจ เขามิได้ตอบคำถามทันที แต่ทอดสายตามองความหรูหราฟุ่มเฟือยรอบกาย อาหารคาวหวานนับสิบลาน และสุราเมรัยชั้นดี สิ่งเหล่านี้ล้วนซื้อมาด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของราษฎรนับหมื่นที่กำลังอดอยากในเขตชายแดน
"พระราชโองการหรือ..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก "ข้าไม่จำเป็นต้องใช้พระราชโองการ เพื่อมาจัดการกับสุนัขที่กัดกินแผ่นดินของฮ่องเต้หรอกครับ"
สิ้นคำพูดของแม่ทัพหนุ่ม ซูเหวินก็ก้าวออกมาจากเงาด้านหลัง นางก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างาม มือเรียวบางสะบัดเบาๆ ม้วนกระดาษยาวเกือบสามฟุตก็คลี่ตัวตกลงสู่พื้น ห้อยระโยงระยางยาวไปถึงหน้าบันไดศาลาริมน้ำ บนกระดาษแผ่นนั้นปรากฏลายมือชื่อและตราประทับโลหิตของข้าราชการระดับสูงในสังกัดกระทรวงการคลังครบถ้วนทุกประการ
หลี่เหวิน Shuo เบิกตากว้างจนแทบถลนออกมา ขา2ข้างสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ เมื่อตระหนักได้ว่าสิ่งที่ตนพยายามปกปิดมานานแรมปี บัดนี้ได้ถูกเปิดโปงออกต่อหน้าแสงตะวัน... ไม่สิ, ต่อหน้าคมดาบของแม่ทัพผู้ไม่เคยปรานีผู้ใด
"นี่มัน... นี่มันเอกสารปลอม! เจ้า... พวกเจ้าบังอาจใส่ร้ายข้า!" เสนาบดีหลี่ตะโกนเสียงหลง ชี้หน้าซูเหวินด้วยความตื่นตระหนก
ซูเหวินแย้มยิ้มบางเบา ดวงตากลมโตคู่นั้นสะท้อนแสงคบเพลิงวาวโรจน์ นางก้าวเข้าไปใกล้ก้าวหนึ่ง น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น
"ท่านเสนาบดีหลี่... ลายมือตวัดหวัดของท่านในหน้าสี่สิบเจ็ด และรอยประทับนิ้วมือข้างขวาที่เปื้อนชาดสีชาดพิเศษจากเมืองซูโจวนี้ ต่อให้ท่านมีปากเป็นร้อยปาก ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามันคือร่องรอยของความโลภที่ท่านสะสมมาตลอดสิบปี" ซูเหวินกวาดสายตามองเอกสารในมือ ก่อนจะเงยขึ้นสบตาขุนนางกังฉิน "ท่านยังกล้ากล่าวว่านี่คือการใส่ร้ายอีกหรือครับ?"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วบริเวณจวน หลี่เหวิน Shuo หน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย มือที่สั่นเทาควานหาจอกสุราเพื่อย้อมใจ ทว่าในวินาทีนั้นเอง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างของมือสังหารชุดดำนับสิบคนที่แอบซุ่มอยู่บนหลังคารอบทิศทาง ลูกศรอาบยาพิษนับร้อยดอกกำลังเล็งตรงมายังจุดที่ฉินอี้และซูเหวินยืนอยู่!
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนมุมปากของเสนาบดีผู้จนมุม เขาหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น "ฮ่าๆๆๆ! ต่อให้พวกเจ้าฉลาดล้ำเลิศเพียงใด มีหลักฐานครบถ้วนเพียงไหน... แต่คืนนี้ ก็คือวันตายของพวกเจ้าทั้งสองคน!"
พริบตานั้นเอง เสียงสายธนูตึงเปรี๊ยะก็ดังประสานกันนับร้อยสาย แหวกอากาศพุ่งตรงเข้าใส่ฉินอี้และซูเหวินด้วยความเร็วราวดาวตก ทว่าฉินอี้กลับไม่มีทีท่าตกใจแม้แต่น้อย มือแกร่งตวัดกระบี่ประจำกายออกจากฝัก เกิดประกายไฟสว่างวาบราวกับสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน ปัดป้องลูกศรหามรุ่มหามค่ำได้อย่างแม่นยำไร้ที่ติ
แต่ทว่า... ท่ามกลางลูกศรนับร้อยดอกที่ร่วงหล่นลงพื้น มีลูกศรดอกหนึ่งที่เคลือบด้วยพิษสีม่วงเข้ม หลุดรอดจากการป้องกันพุ่งตรงเข้าสู่จุดบอดด้านหลังของซูเหวินอย่างรวดเร็วดั่งภูตผี!
ฉินอี้เห็นเหตุการณ์นั้นในเสี้ยววินาที ร่างกายที่รวดเร็วดั่งอาชาเหล็กพุ่งเข้าประชิดตัวสตรีผู้เป็นดั่งดวงใจ พร้อมกับใช้แผ่นหลังของตนเองรับลูกศรพิษดอกนั้นแทนอย่างไม่ลังเล!
"ท่านฉิน!" ซูเหวินอุทานออกมาด้วยความตกใจ ดวงตาคู่งามเบิกกว้างเมื่อเห็นรอยเลือดสีดำซึมผ่านชุดเกราะสีดำของชายหนุ่ม...
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 14
ขุนนางฉ้อฉล
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!