กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณและคราบเขม่าดินปืนคละคลุ้งปะปนอยู่ในความมืดทึบของหอคอยร้างเจ็ดชั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยคู่ที่กำลังบุกตะลุยขึ้นมาตามบันไดไม้เก่าแก่ดังเอี๊ยดอาดราวกับเสียงคำรามของอสูรกายที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ ประตูกลไม้สักหนาเตอะถูกลงกลอนแน่นหนาจากด้านใน ทว่าแรงกระแทกมหาศาลจากภายนอกกำลังทำให้บานประตูกลนั้นสั่นสะเทือนจนฝุ่นผงร่วงกราวลงมาดั่งหิมะ
ฉินอี้ในชุดเกราะหนังสีดำสนิท ประดับด้วยลวดลายมังกรทะยานเมฆที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและรอยขีดข่วนจากการต่อสู้ เขายืนนิ่งสงบดั่งขุนเขาไท่ซาน นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทมิฬมองตรงไปยังบานประตูที่กำลังจะพังทลายลงในไม่ช้า มือหนากำด้ามดาบประจำกายแน่นจนเส้นเลือดปูดโปーン ความเยือกเย็นแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนทำให้อากาศรอบกายราวกับลดต่ำลงจนถึงจุดเยือกแข็ง
เบื้องหลังแผ่นหลังกว้างของแม่ทัพผู้ไร้พ่ายคือ ซูเหวิน นางในอาภรณ์ผ้าไหมปักลายเหมันต์สีขาวบริสุทธิ์ แม้สถานการณ์จะคับขันถึงขีดสุดจนเส้นตายอยู่แค่เอื้อม ทว่าแววตาของนางกลับปราศจากความหวาดกลัวแม้แต่น้อย นิ้วเรียวดั่งลำเทียนกำลังพลิกตำราพิชัยสงครามโบราณเล่มหนาภายใต้แสงเทียนวับแวม นางกวาดสายตาอ่านตัวอักษรจีนโบราณนับร้อยตัวด้วยความเร็วรากับสายฟ้าแลบ สมองอันชาญฉลาดดั่งห้องสมุดเคลื่อนที่กำลังประมวลผลทางรอดนับพันวิธี ท่ามกลางเสียงหัวใจที่เต้นรำไปกับความตาย
"พวกมันใช้กองกำลังทหารม้าเหล็กของตระกูลหลี่" ซูเหวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไพเราะราวกับเสียงกระซิบของสายลมหนาว แต่มั่นคงยิ่งกว่าหินผา นางไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากหน้ากระดาษ "ทางขึ้นบันไดถูกสกัดกั้นด้วยเพลิงพิษจากน้ำมันตานฮวา หากเราฝ่าออกไปทางนั้น ต่อให้ท่านมีฝีมือล้ำเลิศเพียงใด เกราะเหล็กก็มิอาจต้านทานพิษกรดที่ละลายได้แม้กระทั่งกระดูก"
ฉินอี้เหลือบสายตากลับมามองหญิงสาวชั่วพริบตา แววตาที่ปกติไร้ความรู้สึกแฝงไว้ด้วยความห่วงใยอันล้ำลึกที่เขามักจะซ่อนเร้นเอาไว้เสมอ
"เจ้าประเมินกำลังพลของข้าต่ำไปหรือ ซูเหวิน" ฉินอี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวาน นุ่มนวลแต่ทรงอำนาจ "ต่อให้พวกมันยกมาทั้งกองทัพ หากข้ายังยืนอยู่ตรงนี้ จะไม่มีเศษเสี้ยวคมดาบใดระคายเคืองปลายผมของเจ้าได้เป็นอันขาด"
หัวใจของซูเหวินกระตุกวูบ ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านขึ้นมากลางทรวงอกท่ามกลางบรรยากาศที่หนתเหน็บและกลิ่นอายแห่งความตาย นางเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่ม นัยน์ตาคู่สวยสะท้อนภาพเงาของแม่ทัพผู้แข็งกระด้างที่ยอมแลกแม้กระทั่งลมหายใจเพื่อปกป้องนาง ความรักของพวกเขามิใช่คำหวานหยดย้อย ทว่ามันคือพันธะสัญญาแห่งโลหิตและวิญญาณที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางสมรภูมิการเมืองอันโสโครก
"ข้าไม่ได้กังวลเรื่องความตาย... แต่ข้ากังวลว่าหากเราพลาดท่าที่นี่ แผนการเปิดโปงโฉนดที่ดินลับของอ๋องฉีจะสูญเปล่า และราษฎรนับแสนต้องตกเป็นเหงื่อเลือดของพวกมัน" ซูเหวินกล่าวพลางชี้ไปที่แผนผังโครงสร้างของหอคอยแห่งนี้ "ทว่า... สวรรค์ไม่เคยปิดตายทางรอดทั้งหมด"
นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชายผ้าไหมสีขาวพลิ้วไหวตามแรงขยับ นางเดินเข้าไปใกล้ฉินอี้ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ลอยละล่องปะปนกับกลิ่นคาวเลือด ชี้ปลายนิ้วเรียวไปยังภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังรูปพญาหงส์สยายปีกที่อยู่เบื้องหลังชั้นหนังสือโบราณ
"หอคอยแปดทิศนี้สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์วรกาล ตามบันทึกสถาปัตยกรรมหลวงที่ข้าเคยท่องจำได้ ชั้นที่เจ็ดนี้มิได้มีทางตัน มีกลไก "ประตูมังกรซ่อนพยัคฆ์" ซ่อนอยู่หลังภาพวาดนั้น ทว่าการจะเปิดมันต้องใช้แรงกดน้ำหนักพร้อมกันในจุดอับสองจุด มิเช่นนั้นหอคอยทั้งหลังจะพังถล่มลงมาฝังกลบพวกเราเป็นผุยผง"
เสียงโครมครามดังสนั่นหวั่นไหว ประตูไม้สักหนาด้านนอกถูกแรงกระแทกจนบานพับหักสะบั้น เศษไม้กระเด็นว่อนไปทั่วห้อง ควันสีดำพวยพุ่งเข้ามาพร้อมกับเงาร่างของนักฆ่าในชุดดำนับสิบชีวิตที่ถือดาบคมกริบพรูเข้ามาในห้องราวกับฝูงหมาป่ากระหายเลือด
"ท่านแม่ทัพ!" ซูเหวินอุทานด้วยความตกใจ
ฉินอี้ไม่รอช้า พริบตานั้น ร่างกายของเขาก็พุ่งทะยานออกไปดั่งลูกธนูหลุดจากแหล่ง ดาบยาวในมือประกายแสงวาววับสะท้อนกับแสงเทียน ร่างของนักฆ่าคนแรกขาดเป็นสองท่อนในพริบตาเดียวโดยที่มันยังไม่ทันได้เปล่งเสียงร้อง การเคลื่อนไหวของฉินอี้รวดเร็ว ดุดัน และงดงามราวกับรำดาบในราชสำนัก ทว่าทุกกระบวนท่าล้วนปลิดชีพศัตรูได้อย่างแม่นยำไร้ความปรานี เลือดสดๆ สาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนผนังหอคอยสีขาวหม่น
"ซูเหวิน! ไปที่ภาพวาดนั่น!" ฉินอี้ตะโกนก้องขณะที่ดาบในมือยังคงฟาดฟันเข้าใส่กลุ่มนักฆ่าที่ดาหน้าเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ลมหายใจของเขาเริ่มหอบถี่ขึ้นเล็กน้อยจากความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวัน
ซูเหวินไม่รอช้ารีบวิ่งไปที่ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง นางใช้มือทั้งสองข้างกดลงบนกลไกรูปดวงตาของพญาหงส์ตามที่คำนวณไว้ ทว่าแรงต้านทานของกลไกนั้นกลับมหาศาลเกินกว่าแรงสตรีบอบบางจะรับไหว ร่างของนางเซถลินเกือบล้มลง
ในวินาทีความเป็นความตายนั้นเอง ฉินอี้ที่กำลังรับมือกับนักฆ่าสามคนพร้อมกัน สะบัดข้อมือปล่อยซัดอาวุธลับปักเข้าที่ลำคอของศัตรูคนหนึ่งอย่างแม่นยำ ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของเขาจะพุ่งเข้ามาประชิดด้านหลังของซูเหวิน มือหนาอันทรงพลังทาบทับลงบนมือเรียวของนาง ออกแรงกดลงไปพร้อมกันด้วยพละกำลังทั้งหมด
*กริ๊ก... ครืนนนนนนนนน!*
เสียงกลไกฟันเฟืองเหล็กขนาดใหญ่บดเข้าหากันดังสนั่นหวั่นไหว ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังค่อยๆ แยกตัวออกเผยให้เห็นอุโมงค์มืดทึบที่ทอดยาวลงสู่เบื้องล่าง มีกลิ่นอายความเย็นยะเยือกของสายน้ำลอยพัดขึ้นมา
ทว่า... ก่อนที่พวกเขาจะก้าวเท้าเข้าไปในอุโมงค์ลับนั้น หัวหน้านักฆ่าร่างยักษ์ผู้สวมหน้ากากเงิน สวมชุดเกราะทองคำขาว สกัดกั้นทางออกด้วยดาบใหญ่ยาวเกือบสองเมตร เขายกยิ้มเยาะภายใต้หน้ากาก ก่อนจะตบมือช้าๆ สองครั้ง
"ยอดเยี่ยม... สมคำร่ำลือจริงๆ ท่านแม่ทัพฉินอี้ และกุนซือไร้ลักษณ์" เสียงแหบพร่าดังลอดออกมาจากหน้ากาก "แต่พวกท่านคิดจริงๆ หรือว่า... องค์ชายสี่จะทรงปล่อยให้หนูสองตัวนี้เล็ดลอดอุโมงค์ลับหลบหนีไปได้?"
หัวหน้านักฆ่าสะบัดมือ โยนวัตถุสีดำทรงกลมกลิ้งเข้ามากลางห้อง มันคือ "ระเบิดเพลิงมังกร" ที่จุดชนวนแล้ว ควันไฟสีม่วงพวยพุ่งออกมาพร้อมกับเสียงปะทุที่ดังขึ้นอย่างน่ากลัว
ฉินอี้หันมาสบตาซูเหวินด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว ในเสี้ยววินาทีที่ความเป็นความตายทาบทับอยู่ตรงหน้า ชายหนุ่มไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขากระชากเอวบางของซูเหวินเข้ามากอดแนบอกแน่น ใช้ร่างกำยำของตนเองเป็นเกราะกำบังปกป้องนางจากแรงระเบิดที่กำลังจะปะทุขึ้นในอีกไม่ถึงลมหายใจ พร้อมกับกระโจนทิ้งดิ่งร่างทั้งสองลงไปในความมืดมิดของอุโมงค์ลับเบื้องล่างทันที!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 15
กับดักในหอคอย
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!