จอกสุราหยกขาวสลักลายมังกรทะยานเมฆถูกวางกระแทกกระทั้นลงบนโต๊ะไม้จันทน์แดง เสียงนั้นแห้งแล้งและก้องกังวาน บาดลึกเข้าไปในความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในห้องโถงจัดเลี้ยงของจวนอัครเสนาบดีซ่ง แสงจากคบเพลิงน้ำมันหอมส่องกระทบใบหน้าครึ่งซีกของฉินอี้ แม่ทัพอาชาเหล็กผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ นัยน์ตาคมกริบของเขาราวกับเหยี่ยวทะเลทรายที่กำลังจดจ้องเหยื่อในกรงขัง โดยมีร่างระหงในอาภรณ์ผ้าไหมปักลายเหมืองหนามสีครามเข้มของซูเหวินนั่งเคียงข้าง แสร้งทำเป็นรินสุราลงในจอกของเขาด้วยท่าทีนุ่มนวลเยือกเย็นราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
"แคว้นจ้าวส่งบรรณาการมาส Stสาส์นฉบับนี้ช่างเปี่ยมไมตรีเสียจริง ท่านเสนาบดีซ่ง..." ซูเหวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานพอที่จะหยุดเสียงกระซิบกระซาบของเหล่าขุนนางฝ่ายกบฏที่นั่งอยู่รายรอบโต๊ะอาหารได้สนิท นางช้อนสายตาขึ้นสบกับขุนนางเฒ่าผู้กุมอำนาจครึ่งราชสำนัก รอยยิ้มที่มุมปากของนางงดงามราวกับบุปผาพิษที่บานสะพรั่งในยามวิกาล "แต่ไฉน... ข้าจึงได้กลิ่นอายคาวเลือดลอยมาแต่ไกล จากกระดาษสาชั้นดีแผ่นนี้เล่าเพคะ?"
ซ่งเฉิงอี้ ขุนนางเฒ่าผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปี ชะงักมือที่กำลังจะยกจอกสุราขึ้นดื่ม ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยกระตุกเล็กน้อยก่อนจะฝืนหัวเราะกลบเกลื่อน "กุนซือซู... ท่านช่างล้อเล่นสนุกเกินไปแล้ว สาส์นไมตรีจากแคว้นพี่เมืองน้อง จะมีกลิ่นคาวเลือดได้อย่างไรกัน หรือท่านดื่มสุราจนมึนเมาแล้ว?"
"ข้าหาได้เมาไม่" ซูเหวินวางกาสุราลงอย่างช้าๆ เสียงกระทบเบาๆ นั้นกลับดังราวกับเสียงกลองศึกในโสตประสาทของทุกคน "แต่ทว่า... ผู้ที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ต่างหาก ที่กำลังเมามายในอำนาจ จนลืมไปว่า เงาหัวของตนเองกำลังจะหลุดจากบ่าในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า"
บรรยากาศในห้องโถงดิ่งวูบลงทันที เหล่าองครักษ์เงาที่ยืนประจำอยู่ตามเสาเรือนต่างขยับมือเข้าหาด้ามดาบโดยสัญชาตญาณ ทว่าไม่มีใครกล้าขยับตัวบุ่มบ่าม เนื่องจากร่างสูงใหญ่ของฉินอี้ยังคงนั่งนิ่งสนิท มือข้างหนึ่งวางพักอยู่บนดาบประจำกาย น้ำหนักกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวแม่ทัพหนุ่มราวกับขุนเขาที่พร้อมจะถล่มทับผู้ที่บังอาจขยับเขยื้อน
ฉินอี้เหลือบมองซูเหวินเพียงเสี้ยววินาที เขารู้ทันทีว่านางกำลังทำอะไร หญิงสาวผู้นี้ไม่ได้เพียงแค่ล่อเสือออกจากถ้ำ แต่กำลังขุดหลุมพรางกว้างใหญ่แล้วโยนเหยื่อลงไปทีละตัวด้วยรอยยิ้มอาบยาพิษ
"ท่านกุนซือพูดจาเช่นนี้ เกรงว่าจะดูหมิ่นขุนนางผู้ใหญ่เกินไปกระมัง!" แม่ทัพฝ่ายเหนือผู้แปรพักตร์ตบโต๊ะลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธเกรี้ยว ใบหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราและโทสะ "พวกเราต่างจงรักภักดีต่อแผ่นดิน เหตุใดจึงต้องมาทนฟังคนไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นเจ้ามากล่าวหาเช่นนี้!"
"คนไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างข้า..." ซูเหวินทวนคำด้วยรอยยิ้มเยาะ นางค่อยๆ เลื่อนมือเรียวบางไปหยิบแผ่นกระดาษสาส์นลับที่ซ่อนอยู่ใต้สำรับอาหารขึ้นมาคลี่ออกช้าๆ "อย่างน้อยก็ยังจำได้ว่า ดินแดนสามมณฑลชายแดนภาคเหนือถูกยกให้ศัตรูเพื่อแลกกับกองกำลังส่วนตัวเมื่อคืนเดือนดับ ใครเป็นผู้ลงนาม... และใครเป็นผู้รับสินบนทองคำแปดร้อยตำลึงจากทูตแคว้นจ้าว ท่านแม่ทัพ... จะให้ข้าอ่านรายชื่อออกเสียงให้ทุกคนในที่นี้ฟังดีหรือไม่?"
สีหน้าของแม่ทัพผู้แปรพักตร์แปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือกในพริบตา เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผาก ความมั่นใจเมื่อครู่มลายหายไปสิ้นราวกับควันไฟ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้เขาหันไปขอความช่วยเหลือจากซ่งเฉิงอี้ทันที ทว่าอัครเสนาบดีเฒ่ากลับเบือนหน้าหนีอย่างเย็นชา
ฉินอี้ลอบมองปฏิกิริยาของคนทั้งคู่ในความเงียบ ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเฉียบคม ดาบที่เหน็บอยู่ข้างกายเริ่มส่งเสียงเสียดสีกับฝักเบาๆ ตามจังหวะการหายใจที่หนักหน่วง ความเกลียดชังต่อพวกทรยศชาติบ้านเมืองที่ฝังรากลึกอยู่ในใจตั้งแต่เหตุการณ์โศกนาฏกรรมในอดีตกำลังถูกจุดไฟให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
"ซูเหวิน..." ฉินอี้เอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มในป่าลึก ทรงพลังและเย็นเยียบจนทำให้ทุกคนในห้องต้องสะท้าน "เจ้าบอกว่าสาส์นฉบับนี้มีกลิ่นคาวเลือด... เช่นนั้น เจ้าคิดว่าเลือดของใครสมควรถูกนำมาล้างรอยเปื้อนบนแผ่นดินนี้เป็นคนแรก?"
ซูเหวินหันมาสบตาเขา แววตาของนางไหววับด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่อ่านไม่ออก มันทั้งลึกซึ้ง มั่นคง และเต็มไปด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งต่อบาดแผลในใจของชายหนุ่ม นางยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจที่ด้านชาของแม่ทัพหนุ่มกระตุกวูบ
"เรียนท่านแม่ทัพ..." ซูเหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใสที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ผู้ที่สมควรเป็นคนแรก... ย่อมต้องเป็นผู้ที่บังอาจชักศึกเข้าบ้าน และคิดเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของแผ่นดินเราไว้ใต้ฝ่าเท้า"
สิ้นคำพูดนั้น ซูเหวินก็ตวัดจอกสุราในมือสาดน้ำสุราลงบนพื้นเบื้องหน้าอย่างจงใจ หยดสุรากระจายราวกับหยาดโลหิต ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นนับร้อยนายก็ดังขึ้นกึกก้องจากภายนอกจวน ประตูไม้สักทองบานใหญ่ถูกพังทลายลงด้วยกำลังพลนับร้อยในชุดเกราะเหล็กดำสนิท ธงรบรูปพยัคฆ์คำรามโบกสะบัดท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาด้านนอก
ซ่งเฉิงอี้เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเงาร่างหนึ่งก้าวเข้ามาพร้อมกับกระบี่อาบโลหิตในมือ และประกาศก้องด้วยเสียงอันทรงอำนาจว่า "ราชโองการลับจากฮ่องเต้! ข้อหาคบคิดกับศัตรูแผ่นดิน... จับกุมตัวกบฏทั้งหมดไว้ อย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว!"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 11
เล่ห์กลกุนซือ
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!