ปลายพู่กันขนหมาป่าด้ามหยกขาวหยุดชะงักลงกลางอากาศ หมึกสีดำสนิทที่หยดลงบนกระดาษสาเนื้อดีซึมแผ่ขยายออกเป็นวงดวงคล้ายรอยร้าวบนผืนน้ำแข็ง
ซูเหวินมิได้เงยหน้าขึ้นจากโต๊ะทำงาน แม้นางจะรู้ดีว่าเงาร่างสูงใหญ่ที่ทาบทับลงบนม่านมุ้งโปร่งบางนั้นคือผู้ใด กลิ่นอายสนเย็นเจือกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยมาตามสายลมยามค่ำคืน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแม่ทัพผู้ผ่านสมรภูมิมานับร้อยครั้งอย่างฉินอี้ ไม่มีผู้ใดในค่ายทหารบูรพาที่จะกล้าเดินย่างกรายเข้ามาในเรือนพักของยอดกุนซือยามวิกาลเช่นนี้ โดยปราศจากการอนุญาต... หรือความอาจหาญอันไร้ผู้เทียมทาน
"แผนรบที่เจ้าเขียนเมื่อยามอัสดง ถูกส่งถึงมือแม่ทัพพิทักษ์ทิศเหนือแล้ว"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทว่าแฝงไว้ด้วยความอ่อนล้าที่เจ้าตัวพยายามซ่อนเร้น ฉินอี้ก้าวผ่านฉากกั้นไม้แกะสลักลวดลายเมฆมงคลเข้ามาอย่างเงียบเชียบ อาภรณ์สีครามเข้มปักดิ้นลายพยัคฆ์เหินหาวเปียกชื้นด้วยละอองน้ำค้างยามดึก แสดงว่าบุรุษผู้นี้คงเพิ่งกลับจากการตรวจพลสนามรบหรือม้าศึกในคอกโดยมิได้แวะพักเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเสียก่อน
ซูเหวินวางพู่กันลงบนแท่นหินอิงถัง ช้อนดวงตาคู่คมขึ้นสบกับนัยน์ตาเยือกเย็นดั่งหุบเหวไร้ก้นบึ้งของอีกฝ่าย นางสังเกตเห็นรอยแผลลึกที่เพิ่งสมานตัวบริเวณขอบอานม้าบนหลังมือหนานั้น แม้จะถูกปิดทับด้วยผ้าพันแผลเนื้อหยาบ แต่ก็มิอาจรอดพ้นสายตาของนางไปได้
"ท่านแม่ทัพคงมิได้บุ่มบ่ามนำม้าเร็วออกไปตรวจแนวหน้าด้วยตนเองอีกแล้วกระมังครับ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าเจือความระอาใจอยู่บางเบา "สถานการณ์ในเมืองหลวงตอนนี้ระอุยิ่งกว่าไฟใต้นสิก ขุนนางฝ่ายตรวจการเริ่มเคลื่อนไหว ราชสำนักส่งราชสาส์นเร่งเร้าให้ท่านยกทัพกลับไปปิดบัญชีศึก หากท่านยังเอาชีวิตไปเสี่ยงกับลูกหลงของกองโจรชายแดนเช่นนี้ แผนการที่เราวางไว้สามปีคงต้องมลายหายสิ้นก่อนจะได้เหยียบเข้าประตูเมืองหลวง"
ฉินอี้ไม่ตอบคำถาม เขาย่างสามขุมเข้ามาใกล้จนกระทั่งกลิ่นอายบุรุษเพศแผ่ซุมล้อมรอบตัวนาง ร่างสูงใหญ่ทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้จันทน์ฝั่งตรงข้าม ดวงตาคมกริบจ้องมองดวงหน้าเนียนนุ่มที่สะท้อนกับแสงไฟสีส้มจากตะเกียงสำริด
ความเงียบงันปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่ มีเพียงเสียงไส้ตะเกียงปะทุเบาๆ และเสียงหริ่งหรีดเรไรร้องระงมจากนอกหน้าต่างกระดาษสา
"เจ้ากลัวตายหรือไม่ ซูเหวิน" อยู่ๆ ฉินอี้ก็เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาจริงจังและหนักแน่นจนน่าใจหาย
ซูเหวินชะงักไปชั่วลมหายใจ นางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยันโชคชะตา "ชีวิตของข้า... ในวันที่ถูกตระกูลซูตัด ญาติมิตรหันหลังให้ และถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏนอกรีต ข้าก็ตายไปตั้งแต่คืนนั้นแล้วครับท่านแม่ทัพ สิ่งที่เหลืออยู่ตอนนี้มีเพียงเปลือกหอยที่กักเก็บความแค้น และสมองที่คอยคำนวณเพื่อล้างมลทินให้ผู้บริสุทธิ์นับหมื่นคนที่ตายตกไปตามกัน เหตุใดข้าต้องกลัวความตายในเมื่อข้าอยู่ร่วมกับมันมาครึ่งค่อนชีวิต"
ฉินอี้มิได้เอ่ยคำปลอบโยนอันไร้สาระตามวิสัยของบุรุษทั่วไป เขารู้ดีว่าสตรีตรงหน้าแข็งแกร่งเพียงใด นางมิใช่คุณหนูในห้องหอที่รอคอยความเมตตาจากบุรุษ นางคือมันสมองที่เฉียบคมที่สุดในแผ่นดินนี้ และเป็นผู้เดียวที่กล้าต่อกรกับอำนาจมืดของอัครมหาเสนาบดีหลี่อย่างไม่เกรงกลัว
ทว่า... ยิ่งนางเก่งกาจเพียงใด หัวใจของฉินอี้ก็ยิ่งเจ็บปวดลึกซึ้งเพียงนั้น
มือหนาหยาบกร้านจากการจับดาบ เอื้อมออกไปทาบทับลงบนหลังมือเรียวบางที่วางอยู่บนโต๊ะ แรงบีบกระชับนั้นมั่นคงและหนักหน่วงดั่งขุนเขา ไอร้อนจากฝ่ามือของบุรุษส่งผ่านความหนาหนาวของค่ำคืนนี้จนซูเหวินต้องสะท้อนเฮือก นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง ครานี้ความเยือกเย็นในแววตาของแม่ทัพหนุ่มได้มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงประกายความดุดันและจริงจังราวกับจะสลักวิญญาณ
"ฟังให้ดี ซูเหวิน" ฉินอี้เอ่ยเน้นทีละคำ น้ำเสียงทุ้มต่ำดังก้องกังวานอยู่ในห้องหนังสือแคบๆ "ไม่ว่าราชบัลลังก์จะเปลี่ยนมือไปกี่ครั้ง ไม่ว่าขุนนางชั่วจะกummอำนาจเบ็ดเสร็จเพียงใด หรือแม้กระทั่ง... หากวันหนึ่ง ฟ้าดินพิโรธและแผ่นดินนี้ลุกเป็นไฟ ตราบใดที่ลมหายใจของฉินอ่ายังคงอยู่ เจ้าจะไม่มีวันต้องตายอย่างโดดเดี่ยว"
ซูเหวินนิ่งงัง หัวใจที่เคยด้านชาและถูกแช่แข็งไว้ด้วยความแค้นมาเนิ่นนาน กลับกระตุกวูบอย่างรุนแรงจนเจ็บแปลบ นางพยายามดึงมือกลับ ทว่าอุ้งมือของเขากลับกุมแน่นยิ่งกว่าเดิม ราวกับคีมเหล็กที่หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับผิวเนื้อ
"ท่านแม่ทัพ... ท่านรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังพูดสิ่งใดอยู่" เสียงของนางสั่นพร่าเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ "การปกป้องข้า... เท่ากับการประกาศเป็นศัตรูกับราชสำนักและตระกูลหลี่ทั้งโคตรเหง้า ท่านมีกองทัพในมือก็จริง แต่การดึงข้าเข้ามาไว้ใต้ปีก เท่ากับท่านยอมเอาชื่อเสียงและชีวิตของทหารแสนนายมาเดิมพันกับสตรีผู้มีแต่ชะตาอาภัพคนนี้!"
"ข้าไม่ได้เอาทหารแสนนายมาเดิมพัน" ฉินอี้โน้มตัวเข้ามาใกล้ ชิดเสียจนลมหายใจอุ่นร้อนปัดป่ายอยู่ข้างแก้มเนียน กลิ่นอายบุรุษอันทรงพลังโอบล้อมกักขังนางไว้ทุกด้าน "ข้ากำลังเอาชีวิตและวิญญาณของฉินอี้ผู้นี้เดิมพันต่างหาก"
ดวงตาของแม่ทัพหนุ่มฉายแววเด็ดเดี่ยวและดื้อรั้น เป็นแววตาเดียวกันกับยามที่เขานำทหารสามพันนายเข้าตีฝ่าวงล้อมข้าศึกแสนนายที่หุบผาโลหิต เป็นความมุ่งมั่นที่ไม่อาจสั่นคลอนด้วยอำนาจใดในใต้หล้า
"ข้าสูญเสียบิดามารดาในสงครามการเมืองเมื่อสิบปีก่อน ข้าเคยปฏิญาณต่อหน้าป้ายวิญญาณของตระกูล ว่าจะไม่ยอมให้ผู้ใดในโลกนี้ต้องถูกพรากคนที่รักไปต่อหน้าต่อตาอีก" ฉินอี้ไล้ปลายนิ้วหยาบกร้านผ่านโค้งแก้มของซูเหวินอย่างแผ่วเบາ ราวกับสัมผัสของล้ำค่าที่สุดในชีวิต "เจ้าอาจเป็นกุนซือไร้ลักษณ์ในสายตาของคนทั้งแผ่นดิน แต่สำหรับข้า... ซูเหวินคือลมหายใจ คือบ้าน และคือสิ่งเดียวที่ทำให้คมดาบเล่มนี้ยังคงมีความหมาย"
น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากหางตาของซูเหวิน นางพยายามกลั้นมันไว้สุดชีวิต แต่วาจาสัตย์ปฏิญาณอันหนักแน่นดั่งหินผานี้กลับทลายกำแพงน้ำแข็งที่นางสร้างขึ้นมาปกป้องตัวเองตลอดหลายปีที่ผ่านมาจนหมดสิ้น ในโลกที่เต็มไปด้วยการหลอกลวง การหักหลัง และการแย่งชิงอำนาจ คำพูดของบุรุษตรงหน้าเปรียบเสมือนสมอเรืออันมั่นคงท่ามกลางพายุคลั่ง
นางหลับตาลงรับสัมผัสอุ่นร้อนนั้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย "ท่านช่างโง่เขลานัก... ฉินอี้"
"ถ้าความรักที่มีต่อเจ้าคือความโง่เขลา ข้าก็ยอมเป็นคนโง่ไปจนวันตาย" ฉินอี้ดึงร่างบางเข้าสู่อ้อมอกกว้างอย่างแนบแน่น อ้อมแขนแข็งแกร่งโอบกอดนางไว้ราวกับจะหลอมรวมร่างของพวกเขากلายเป็นหนึ่งเดียว ท่ามกลางราตรีอันหนาวเหน็บและเงื้อมมือมรณะที่คืบคลานเข้ามาจากเมืองหลวง
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความรักอันล้ำลึกและคำสัตย์สาบานที่สะท้านสะเทือนฟ้าดินนั้นเอง...
*กริ๊ก!*
เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังขึ้นจากมุมมืดบริเวณหน้าต่างด้านนอก ตามมาด้วยเงาดำสายหนึ่งพุ่งวาบผ่านแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา ก่อนที่ลูกศรอาบยาพิษสีนิลดอกหนึ่งจะปักเข้าที่เสาไม้จันทน์ข้างตัวพวกเขาอย่างแม่นยำ ปลายลูกศรสั่นระริกพร้อมกับควันสีม่วงจางๆ ที่ส่งกลิ่นเหม็นไหม้ฉุนกุน และที่ส่วนหางของลูกศร มีแผ่นผ้าแพรสีเลือดผูกติดอยู่ พร้อมกับรอยประทับตราลัญจกรของ "หน่วยองครักษ์ลับฮ่องเต้" ที่บ่งบอกชัดเจนว่า... ความลับทั้งหมดได้ถูกล่วงรู้แล้ว!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 10
คำสัตย์ปฏิญาณ
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!