แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 9

บททดสอบในวังหลวง

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
คราบหมึกบนฎีกาสีชาดยังคงส่งกลิ่นฉุนของชาดหงส์ประทับตราหลวง ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในตำหนักจิ่วโจว กลิ่นธูปกำยานราคาแพงที่จุดไว้เพื่อสงบจิตใจกลับยิ่งทำให้บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก "ท่านแม่ทัพฉิน... ท่านจะแก้ตัวอย่างไรกับข้อกล่าวหาว่าซ่องสุมกำลังพลนอกอาณาเขต โดยไม่รอราชโองการจากส่วนกลาง" น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจของเสนาบดีหลี่ดังขึ้น ทำลายความเงียบราวกับคมมีดที่กรีดลงบนผืนผ้าไหมแพรต่วน ฉินอี้ยังคงยืนตัวตรงอยู่ในชุดเกราะทหารสีดำสนิท ประดับลวดลายหมาป่ากลืนพยัคฆ์ ใบหน้าคมคายดั่งสลักจากหินผานั้นไร้ซึ่งร่องรอยของความหวาดกลัว ดวงตาคมกริบมองตรงไปยังเบื้องบน ทว่าในใจย่อมรู้ดีว่านี่คือ "กับดัก" ที่ราชสำนักขุดรอไว้เพื่อถอนรากถอนโคนกองกำลังอาชาเหล็ก เบื้องหลังฉากกั้นผ้าไหมปักลายมณฑลสวรรค์ ซูเหวิน ในอาภรณ์บัณฑิตสีครามเข้ม ปักลายไผ่ก้านยาวด้วยด้ายเงินสะท้อนแสงไฟจากตะเกียงสำริด นางก้าวเท้าเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ปลายรองเท้าปักลายเมฆาแตะพื้นหินอ่อนไร้เสียง ดวงตาดอกท้อคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อกวาดตามองกลุ่มขุนนางฝ่ายกังฉินที่ยืนเรียงรายด้วยรอยยิ้มเยาะ "เรียนเสนาบดีหลี่ การเคลื่อนพลเมื่อคราวนั้น หาใช่การซ่องสุมเพื่อการกบฏไม่" เสียงนุ่มทุ้มแต่กังวานของซูเหวินดังขึ้น ขัดจังหวะการสอบสวนที่กำลังจะตัดสินโทษทัณฑ์ ฉินอี้เหลือบสายตากลับมามองเล็กน้อย สบตากับนางเพียงเสี้ยววินาที—ชั่วขณะนั้น ความเย็นชาในแววตาของแม่ทัพผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนพลันอ่อนแสงลง เป็นภาษาใจที่พวกเขารู้กันเพียงสองคน "บังani! เจ้าเป็นใคร ถึงกล้าสอดปากเข้ามาในท้องพระโรงชั้นในแห่งนี้!" ขุนนางผู้หนึ่งตบโต๊ะเสียงดังลั่น ซูเหวินมิได้สะดุ้งสะเทือน นางเพียงยกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันแต่ยังคงไว้ซึ่งความสุภาพตามธรรมเนียมบัณฑิต มือเรียวบางประสานกันไว้ที่หน้าอกอย่างสง่างาม "ข้าน้อยเป็นเพียงกุนซือไร้ลักษณ์ ผู้ทำหน้าที่สะสางบัญชีและกลยุทธ์ให้แก่กองทัพอาชาเหล็ก แต่หากท่านขุนนางผู้สูงส่งยังจำกฎหมายมณเฑียรบาลข้อที่สิบสองได้ การเคลื่อนพลฉุกเฉินเพื่อป้องกันการรุกรานจากเผ่าเร่ร่อนทางเหนือ ไม่จำเป็นต้องรอตราประทับจากส่วนกลาง หากสถานการณ์อยู่ในภาวะ 'ยามวิกฤตสกัดศึกประชิดเมือง'... หรือว่าเสนาบดีหลี่ และเหล่าขุนนางผู้ทรงภูมิที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ จะหลงลืมกฎหมายข้อนี้ไปเสียแล้วเล่าครับ?" ประโยคสุดท้ายเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงกังวานชัดเจน เล่นเอาสีหน้าของเสนาบดีหลี่เปลี่ยนสีไปชั่วขณะ ขุนนางหลายคนเริ่มกระซิบกระซาบกันด้วยความเลิกลั่ก เนื่องจากกฎหมายมณเฑียรบาลข้อดังกล่าวเป็นกฎเก่าแก่ที่ถูกซ่อนไว้ในหอพระสมุดหลวง และมีเพียงผู้ที่มีความจำเป็นต้องท่องจำตัวบทกฎหมายโบราณเท่านั้นจึงจะล่วงรู้ "เจ้า... เจ้าหยิบยกกฎหมายเก่ามาอ้างเพื่อบิดเบือนความผิดงั้นหรือ!" เสนาบดีหลี่เค้นเสียงคำราม "กฎหมายก็คือกฎหมาย หาใช่ผ้าขี้ริ้วที่จะหยิบมาใช้เช็ดเท้าแล้วทิ้งตามอำเภอใจไม่" ซูเหวินก้าวเข้าไปใกล้แท่นพิพากษาอีกสองก้าว แขนเสื้อกว้างสะบัดตามจังหวะการเดินอย่างสง่างาม นางหยิบม้วนคัมภีร์หนังแก้วที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อออกมาคลี่ออกต่อหน้าธารกำนัล "อีกทั้งตราประทับบนฎีกานี้... หาใช่ตราของแม่ทัพฉินไม่ แต่เป็นรอยประทับปลอมแปลงที่ถูกทำขึ้นโดยฝีมือของคนในวังหลวงแห่งนี้ต่างหากเล่า" ความเงียบงันราวกับป่าช้าเข้าปกคลุมท้องพระโรงทันที ฉินอี้หรี่ตาลงมองแผ่นหลังบางของสตรีผู้ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ แม้ภายนอกนางจะดูบอบบางดั่งกิ่งหลิวลู่ลม แต่ยามเมื่อนางเผชิญหน้ากับอำนาจมืด กลับมีความเด็ดเดี่ยวและเฉียบคมยิ่งกว่าคมดาบในฝักของเขาเสียอีก "เจ้ากล่าวหาลอยๆ เช่นนี้มีหลักฐานอันใด!" เสนาบดีหลี่ผุดลุกขึ้นยืน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว ซูเหวินมิได้ตอบคำถาม นางเพียงผายมือไปยังประตูใหญ่ที่เปิดอ้าออก ชายหนุ่มในชุดองครักษ์เสื้อแพรเดินก้าวย่างเข้ามาอย่างมั่นคง ในมือถือหีบไม้จันทน์หอมที่สลักตราประจำตระกูลขุนนางใหญ่ พร้อมกับม้วนสารลับที่เปื้อนคราบหมึกสดๆ "นี่คือบัญชีรายชื่อการซื้อขายตราประทับปลอม และจดหมายลับที่เชื่อมโยงถึงห้องเครื่องในวังหลวง... ซึ่งสั่งการให้สร้างหลักฐานเท็จเพื่อใส่ร้ายท่านแม่ทัพฉินครับ" เสียงทุ้มต่ำขององครักษ์หนุ่มรายงานต่อหน้าพระพักตร์ (แม้ฮ่องเต้จะประทับอยู่หลังม่านมุกก็ตาม) ทำให้สถานการณ์พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ ขุนนางฝ่ายกังฉินที่เคยยืนยิ้มเยาะต่างพากันหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลซึมตามขมับ ฉินอี้ก้าวเข้ามาประชิดร่างบางของซูเหวิน มือหนาเอื้อมไปแตะข้อศอกของนางเบาๆ เป็นการส่งผ่านความอบอุ่นและคำขอบคุณที่ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ ดวงตาคู่คมมองสตรีผู้กุมชะตากรรมของเขาไว้ในกำมือด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยาย—ท่ามกลางพายุการเมืองที่พร้อมจะกลืนกินคนได้ทุกเมื่อ นางคือเกราะกำบังที่แข็งแกร่งที่สุด และคือความอบอุ่นเดียวในโลกอันหนาวเหน็บของเขา ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังคลี่คลายลง เสียงปรบมือเบาๆ ชวนขนหัวลุกก็ดังขึ้นจากด้านหลังเสาหินมังกร "ช่างเป็นคารมที่เฉียบคม และหลักฐานที่สมบูรณ์แบบเสียจริง... กุนซือซูเหวิน" ร่างสูงโปรดขององค์ชายรองก้าวออกมาจากเงื้อมเงาของเสาหิน พระพักตร์เปื้อนรอยยิ้มเย็นเยียบ ในพระหัตถ์ทรงถือถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมหวานแปลกประหลาดลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ "แต่..." องค์ชายรองแย้มพระ oสรวลระรื่นหู ทว่าแววตากลับไร้ซึ่งความรู้สึก "เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า... เกมนี้จะจบลงง่ายดายเพียงแค่การเปิดโปงคนตัวเล็กๆ ในวังหลวงเช่นนี้?" ซูเหวินขมวดคิ้วมุ่นทันที สัญชาตญาณเตือนภัยในหัวใจร้องเตือนเสียงดังลั่น ฉินอี้ก้าวขึ้นมาบังร่างของนางไว้ครึ่งหนึ่ง มือขวาเลื่อนไปกุมด้ามกระบี่ข้างกายอย่างระแวดระวัง องค์ชายรองทรงยกถ้วยกระเบื้องในพระหัตถ์ขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่ดังก้องไปทั่วความเงียบ "เพราะในตอนนี้... พระราชโองการลับฉบับที่แท้จริง ซึ่งสั่งประหารชีวิตแม่ทัพฉินและกวาดล้างกุนซือไร้ลักษณ์ข้อหาสมคบคิดกับกบฏ... เพิ่งถูกส่งไปถึงหน้าค่ายทหารอาชาเหล็กเรียบร้อยแล้วล่ะครับ" ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%