กลิ่นอายของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นชาอู่หลงคั่วไฟอ่อนลอยอบอวลอยู่เบื้องหลังฉากกั้นผ้าไหมปักลายเมฆาและหงส์เหิน ภายในห้องหนังสือลับของค่ายทหารบูรพาเวลานี้ไร้ซึ่งสรรพเสียงแห่งการรบ มีเพียงเสียงพู่กันขนหมาป่าที่จรดลงบนกระดาษซวนจื่ออย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง
ฉินอี้ในชุดคลุมผ้าไหมสีนิลปักลายดิ้นเงินรูปพยัคฆ์ทะยานเมฆ นั่งหลังตรงดั่งคันธนูที่ขึ้นสายตึง สายตาคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองรายงานลับจากเมืองหลวงที่เพิ่งถูกส่งมาผ่านม้าเร็ว ทว่าสมาธิของเขากลับไม่ได้อยู่ที่ตัวอักษรเหล่านั้น มันถูกดึงดูดไว้ด้วยร่างระหงที่นั่งอยู่เบื้องขวา
ซูเหวินในอาภรณ์บัณฑิตชายสีขาวสะอาดตา ปอยผมถูกรวบขึ้นอย่างเป็นระเบียบด้วยกואปหยกขาว ปลายนิ้วเรียวยาวกำลังคีบหมากล้อมสีดำจรดลงบนกระดานอย่างไม่รีบร้อน ท่าทีของนางสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในบึงลึก แต่ฉินอี้รู้ดีว่าภายใต้ความสงบนั้น สมองของนางกำลังคำนวณหมากนับร้อยกระดานเพื่อความอยู่รอดของพวกเขาทั้งคู่
"ท่านแม่ทัพจ้องมองข้าเช่นนี้ หรือว่าหมากกระดานนี้ข้าเดินผิดตาใดไป" ซูเหวินเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง น้ำเสียงของนางราบเรียบ เจือความเย้าหยวนบางเบาที่สงวนไว้ให้เขาได้ยินเพียงผู้เดียว
"เจ้าไม่ได้เดินหมากผิด... แต่เจ้ากำลังเดินอยู่บนปากเหว" ฉินอี้วางพู่กันลง เสียงกระทบโต๊ะไม้จันทน์ดังขึ้นเบาๆ แต่หนักหน่วงในความเงียบ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สาวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะหมากล้อม กลิ่นกายบุรุษเจือกลิ่นอายสนามรบจางๆ แผ่เข้าโอบล้อมร่างบาง "ราชสำนักเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ข่าวเรื่องกุนซือไร้ลักษณ์ผู้พลิกสถานการณ์ที่หุบผาอัคคีลือไปถึงพระเนตรพระกรรณแล้ว ซูเหวิน... คนของสำนักตรวจสอบกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่"
ซูเหวินชะงักปลายนิ้วที่ถือหมากสีขาว นางเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง แต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับกำลังลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความห่วงใยที่ถูกเก็บกดไว้มิดชิด
"ข้าคาดการณ์ไว้แล้ว" ซูเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังคงความมั่นคง นางวางหมากในมือลง "สายตาของเสนาบดีหลี่ไม่มีทางปล่อยมือจากกองทัพบูรพา ยิ่งท่านสร้างผลงานมากเท่าใด เงาหัวของท่านและข้ายิ่งสั่นคลอนมากเท่านั้น การที่ข้าใช้ชื่อ 'กุนซือไร้ลักษณ์' ปลอมแปลงตัวตน ย่อมต้องเตรียมใจรับมือกับวันนี้"
"ข้าไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องตัวเจ้า" ฉินอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำลึก ทรงอำนาจ และเด็ดขาดจนแทบไม่มีช่องว่างให้โต้แย้ง มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวที่วางอยู่บนตักของนางอย่างถือวิสาสะ ไออุ่นจากฝ่ามือของเขาถ่ายทอดความหนักแน่นดั่งหินผา "ราชสำนักส่งราช Sูรย์พิเศษนาม 'ไป๋อี้' มาตรวจสอบบัญชีและกำลังพล เขาขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและสายตาที่แหลมคมดั่งเหยี่ยว ข้าได้จัดเตรียมห้องพักทางปีกตะวันตกให้เจ้าเปลี่ยนไปสวมชุดทหารชั้นผู้น้อย และนับจากนี้... ห้ามเจ้าแสดงฝีมือทางปัญญาใดๆ ต่อหน้ามันเด็ดขาด"
ซูเหวินถอนหายใจเบาๆ นางมิได้สะทกสะท้านต่อภัยคุกคาม แต่กลับรู้สึกซาบซึ้งใจในความพยายามปกป้องของชายหนุ่มผู้นี้ นางพลิกมือกลับมากุมมือหนาของเขาไว้เช่นกัน สัมผัสนั้นเย็นเยียบแต่เต็มไปด้วยความเข้าใจ
"ท่านแม่ทัพ... การปกปิดตัวตนของสตรีที่ปลอมตัวเป็นบุรุษในค่ายทหาร ท่ามกลางสายตานับหมื่นคู่ มิใช่เรื่องที่จะทำได้โดยง่าย ยิ่งท่านแสดงออกว่าปกป้องข้ามากเท่าใด พวกมันก็จะยิ่งสงสัยในตัวข้ามากเท่านั้น" ซูเหวินเตือนสติด้วยเหตุผลอันเฉียบคม "ความระแวงคืออาวุธที่ร้ายแรงที่สุดของราชสำนัก"
"ข้าหาได้ใส่ใจสายตาผู้ใดไม่" ฉินอี้โน้มตัวลงมาจนใบหน้าอยู่ห่างจากนางเพียงคืบ ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มขาวนวลจนเลือดฝาดสูบฉีด "ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดิน หรือประกาศเป็นศัตรู1 กับราชบัลลังก์ ข้าก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดกระชากหน้ากากของเจ้าออกเด็ดขาด... เจ้าคือซูเหวินของข้า เป็นสตรีที่ข้า... ยอมแลกแม้กระทั่งลมหายใจ"
คำพูดที่หนักแน่นและเปี่ยมด้วยความรักอันลึกซึ้งทำให้หัวใจของซูเหวินไหววูบ ดวงตากลมโตฉายแววไหวระริกเป็นครั้งแรก นางซ่อนความรู้สึกนั้นไว้ภายใต้รอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก "ท่านพูดจาเช่นนี้... หากมีผู้ใดมาได้ยินเข้า เกรงว่าความผิดฐาน 'ซ่องสุมกำลังและหลงใหลในกุนซือ' คงทำให้ท่านถูกปลดจากตำแหน่งแม่ทัพก่อนที่ข้าจะถูกประหารเสียอีก"
ฉินอี้แค่นหัวเราะในลำคออย่างไม่ยี่หระ เขากำลังจะเอ่ยสิ่งใดต่อ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นของทหารยามก็ดังขึ้นที่หน้าประตู ตามด้วยเสียงเคาะประตูกระชั้นชิด
"เรียนท่านแม่ทัพ! ขุนนางพิเศษจากเมืองหลวง 'ไป๋อี้' มาถึงหน้าค่ายแล้วครับ! เขากำลังมุ่งหน้ามาที่ตำหนักบัญชาการโดยไม่ยอมรอการต้อนรับ!"
บรรยากาศภายในห้องหนังสือพลันเย็นเยียบลงในพริบตา ฉินอี้ผละตัวออกอย่างรวดเร็ว แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นดุจปีศาจแห่งสนามรบอีกครั้ง เขาสบตาซูเหวินเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อส่งสัญญาณเตือนเป็นครั้งสุดท้าย
"ไปที่ห้องพักปีกตะวันตกทันที อย่าเพิ่งออกมาจนกว่าข้าจะสั่ง" ฉินอี้สั่งการเสียงเฉียบขาด
ซูเหวินพยักหน้ารับอย่างรู้ความ นางรีบเก็บหมากล้อมและม้วนตำราเข้าที่อย่างรวดเร็วก่อนจะเร้นกายหายเข้าไปในห้องลับหลังฉากกั้นอย่างแนบเนียน ไร้ร่องรอยราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ ณ ที่นั้น
ประตูห้องหนังสือถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่างของบุรุษในชุดขุนนางปักลายกระเรียนขาวซิ่นซิว รอยยิ้มเยียบเย็นและสายตาดุจเหยี่ยวของไป๋อี้กวาดมองไปทั่วห้อง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพฉินอี้ที่ยืนสงร่ารออยู่
"คารวะท่านแม่ทัพฉิน... ดูท่านจะรอบคอบยิ่งนัก ถึงได้จัดการห้องหับเสียเรียบร้อยก่อนที่ข้าจะมาถึง" ไป๋อี้กล่าวด้วยน้ำเสียงเจือแววประชดประชัน สายตาคมกราบกรานสำรวจไปทั่วโต๊ะทำงานและฉากกั้นด้านหลัง "ว่าแต่... ข้าได้กลิ่นชาชั้นดีและกลิ่นหมึกที่ยังไม่แห้งสนิท ดูเหมือนว่าท่านแม่ทัพจะเพิ่งมี 'สหาย' ร่วมสนทนาด้วยกระมัง?"
ฉินอี้ไม่สะดุ้งสะเทือน เขายกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น นัยน์ตาคมกริบมองสบกับผู้มาเยือนอย่างไร้ความเกรงกลัว "ค่ายทหารบูรพาของข้ากว้างใหญ่ ย่อมมีผู้คนผ่านไปมา ขุนนางไป๋... ท่านเดินทางมาเหนื่อยอ่อน ไยไม่ไปพักผ่อนเสียก่อน ค่อยคุยเรื่องราชกิจกันพรุ่งนี้เช้า"
ไป๋อี้หัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ จนหยุดยืนอยู่หน้าฉากกั้นผ้าไหมปักลายหงส์ที่ซูเหวินเพิ่งเร้นกายหายไป มือเรียวยาวของขุนนางพิเศษเอื้อมแตะลงบนเนื้อผ้าเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนมือไปสัมผัสด้ามจับของฉากกั้น
"เกรงว่าข้าจะรอถึงพรุ่งนี้ไม่ได้..." ไป๋อี้หันมาสบตาฉินอี้ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนมุมปาก "เพราะสายข่าวของข้ารายงานว่า... 'กุนซือไร้ลักษณ์' ที่ทางการตามหาตัวมานาน บัดนี้กำลังหลบซ่อนตัวอยู่หลังฉากกั้นนี้เอง!"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 8
การเฝ้าระวังที่น่าอึดอัด
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!