หมึกดำสนิทจากแท่งหมึกถังซินที่ถูกฝนลงบนจานฝนหมึกหินต้วนสือ ส่งกลิ่นหอมเย็นเจือจางของสนเมืองเหนือ ลอยวนอยู่ท่ามกลางความเงียบงัดของยามรัตติกาล ในห้องทรงอักษรส่วนตัวของจวนแม่ทัพบูรพา เปลวเทียนเล่มใหญ่บนเชิงทองเหลืองหยดน้ำตาเทียนลงมาเป็นทางยาว ราวกับเวลาที่กำลังร่วงหล่นลงทีละน้อยอย่างไม่รีบร้อน
"หากท่านก้าวเท้าซ้ายข้ามธรณีประตูคลังหลวงในยามอู่พรุ่งนี้ สิ่งที่รอท่านอยู่หาใช่แฟ้มบัญชีเสบียงไม่... แต่มันคือคมดาบของราชองครักษ์เสื้อแพรที่ถูกลับคมรอไว้เพื่อสับกระดูกท่านให้แหลกคามือ"
เสียงนุ่มทุ้มแต่เด็ดขาดดังขึ้นทำลายความเงียบ ซูเหวิน ในอาภรณ์บัณฑิตสีครามเข้ม ปักลายไผ่กอด้วยดิ้นเงินละเอียด นางไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากม้วนแผนที่ยุทธศาสตร์แคว้นต้าหลี่ที่กางอยู่เบื้องหน้า ปลายนียวมือเรียวดั่งลำหญ้าคาของนางคีบพู่กันขนหมาป่า จุ่มหมึกแล้วลากเส้นสีชาดผ่านแนวหุบเขาอู้อี๋อย่างแม่นยำ ราวกับชีวิตของผู้คนนับหมื่นในกองทัพพยัคฆ์ทมิฬอยู่ในปลายพู่กันด้ามนั้น
ฉินอี้ นั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดง ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายเมฆาด้วยไหมสีทองเข้ม เขาทอดสายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวภูเขาไปยังร่างบางตรงหน้า แววตาของแม่ทัพผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง บาดแผลเป็นยาวพาดผ่านสันหลังคาดด้วยความเจ็บปวดจากสงครามครั้งเก่า แต่ความเจ็บปวดทางกายในยามนี้กลับเทียบไม่ได้เลยกับความตึงเครียดของเกมการเมืองในราชสำนักที่กำลังบีบรัดเข้ามาทุกขณะ
"เจ้ากำลังบอกให้ข้าก้มหัวให้พวกขันทีสุนัขรับใช้เหล่านั้นงั้นหรือ ซูเหวิน" ฉินอี้เอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาลที่อาจทำให้คนธรรมดาเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น
ซูเหวินวางพู่กันลงช้าๆ นางเงยหน้าขึ้นสบตาแม่ทัพหนุ่ม นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นลึกล้ำราวกับห้วงมหาสนิท ปราศจากความหวาดกลัวต่ออำนาจและบารมีของแม่ทัพผู้กุมกำลังพลครึ่งแผ่นดิน นางแย้มยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยสติปัญญาและความเย้ยหยันต่อโชคชะตา
"การก้มหัวเพื่อรอจังหวะสะบั้นคอศัตรู มิใช่ความขลาดเขลา ท่านแม่ทัพ..." ซูเหวินลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินอ้อมโต๊ะไม้สลักลายเข้ามาใกล้ชายหนุ่ม กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยขาวที่อบอยู่ในเสื้อผ้าของนางโชยปะทะนาสิกของฉินอี้ "ท่านเป็นแม่ทัพผู้รักษาชายแดน เลือดของพี่น้องในกองทัพพยัคฆ์ทมิฬหลั่งรินเพื่อปกป้องแผ่นดิน มิใช่เพื่อให้ท่านเอาชีวิตไปทิ้งให้พวกสุนัขจิ้งจอกในราชสำนักกัดกินเล่นอย่างโดดเดี่ยว"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันมิใช่ความอึดอัด หากแต่เป็นแรงดึงดูดอันประหลาดระหว่างคนทั้งสอง ฉินอี้แหงนเงยหน้าขึ้นมองสตรีตรงหน้า ระยะห่างเพียงคืบทำให้เขาได้กลิ่นอายความเด็ดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่ใต้ความบอบบางนั้น หัวใจที่ด้านชาและแข็งกระด้างดั่งหินผามาหลายปี บัดนี้กลับไหววูบคล้ายถูกลมหนาวพัดผ่าน
เขายื่นมือหนาออกไปอย่างช้าๆ ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับดาบแตะเบาๆ ที่ปลายคางมนของนาง ซูเหวินสะดุ้งเล็กน้อย ร่างบางชะงักไปชั่วขณะ แต่นางมิได้ถอยหนี นางเพียงแต่เงยหน้าขึ้นรับสัมผัสอันแผ่วเบานั้นด้วยสายตาที่มั่นคง
"เหตุใดเจ้าจึงต้องเอาชีวิตเข้ามาพัวพันกับโคลนตมกาลีนี้ด้วยเล่า ซูเหวิน?" ฉินอี้เอ่ยถาม เสียงของเขาแหบพร่าลงเล็กน้อย "ข้าเป็นแค่แม่ทัพที่รอวันถูกล้างบาง เจ้าเป็นถึงยอดกุนซือผู้มีอนาคตไร้ขีดจำกัด การอยู่เคียงข้างข้า... มีแต่จะพาเจ้าไปสู่ลานประหาร"
ซูเหวินยกยิ้มมุมปาก ดวงตาคู่งามทอประกายความรู้สึกที่ซ่อนเร้นมานาน นางเอื้อมมือเรียวขึ้นทาบทับหลังมือหนาของฉินอี้ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของนางซึมซาบผ่านผิวหนาเข้าไปถึงหัวใจของแม่ทัพผู้ไร้พ่าย
"เพราะในแผ่นดินนี้ มีท่านเพียงคนเดียวที่ยามมองแผนที่... มิได้มองเห็นเพียงตัวเลขของกำลังพลและเสบียง... แต่ท่านมองเห็น 'ชีวิต' ของราษฎร" ซูเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่น "ข้าใช้ชีวิตอยู่กับตำราและกลศึกมาค่อนชีวิต เพื่อค้นหาผู้ที่จะสามารถเปลี่ยนแป้นหมากกระดานนี้ได้ และคนผู้นั้น... กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าข้าแล้ว"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงบนกำแพงน้ำแข็งในใจฉินอี้ แววตาที่เคยว่างเปล่าและเย็นชาบัดนี้ฉายแววระยิบระยับราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด เขาดึงร่างบางเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็วแต่นุ่มนวล วงแขนแข็งแรงโอบกระชับเอวคอดกิ่วของนางไว้มั่น ซูเหวินซบหน้าลงกับแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อและความอบอุ่น นางหลับตาลงรับรู้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นรำเป็นจังหวะหนักแน่นของชายหนุ่ม
ในค่ำคืนที่ลมหนาวพัดโชยระลอกแล้วระลอกเล่า ท่ามกลางเงาคมดาบที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องนอกจวน ทั้งสองใช้เวลาหลายั่วยามในการร่วมกันวางแผนรับมือกรมคลังหลวง แผนการอันแยบยลถูกขีดเขียนขึ้นทีละบรรทัดด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้ง ไร้ซึ่งคำอธิบายเยิ่นเย้อ มีเพียงสายตาและการประสานสอดคล้องของมันสมองทั้งสองซีกที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
จนกระทั่งยามสามผ่านพ้น เสียงเคาะเกราะไม้ไผ่จากยามหน้าประตูดังขึ้นเบาๆ เป็นสัญญาณเตือนว่าฟ้าใกล้สว่างแล้ว
ฉินอี้ผละออกจากอ้อมกอดช้าๆ เขายื่นมือไปหยิบถ้วยชาอุ่นที่ตั้งอยู่บนเตาถ่านขนาดเล็ก รินน้ำชาสีอำพันใสส่งให้หญิงสาว ซูเหวินรับมาถือไว้ นางจรดริมฝีปากลงจิบช้าๆ เพื่อแก้กระหายจากการถกแผนศึกมาราธอนตลอดคืน
ทว่า... ในจังหวะที่ซูเหวินกำลังจะวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นเงาดำทะมึนสายหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วดั่งภูตผีผ่านหน้าต่างกระดาษสา
*พรึ่บ!*
ลูกธนูอาบยาพิษสีเขียวเข้มพุ่งทะลุกระจกหน้าต่างเข้ามาด้วยความเร็วสูงปานสายฟ้าแลบ ปลายลูกธนูพุ่งตรงมายังจุดกึ่งกลางระหว่างคิ้วของซูเหวินอย่างแม่นยำไร้ที่ติ!
ฉินอี้ตาดำขยายวาบ สัญชาตญาณนักรบพุ่งพล่านถึงขีดสุด เขารวบเอวซูเหวินแล้วเหวี่ยงร่างนางหลบพ้นวิถีลูกธนูมรณะไปได้อย่างหวุดหวิด ลูกธนูดอกนั้นปักลึกเข้ากับเสาไม้จันทน์แดงจนเนื้อไม้แตกละเอียด ละอองพิษสีม่วงคล้ำส่งกลิ่นเหม็นไหม้โชยขึ้นทันที
ทว่า... ก่อนที่ฉินอี้จะทันได้คำรามสั่งการกององครักษ์เงา เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ล้อมรอบเรือนพักของเขาไว้เสียแล้ว พร้อมกับเสียงประกาศก้องกังวานจากขันทีหลวงผู้ถือราชโองการสีเหลืองทองอร่าม ที่ดังแทรกความเงียบยามวิกาลเข้ามาในระยะประชิด
"ราชโองการด่วนจากฮ่องเต้! แม่ทัพฉินอี้และกุนซือซูเหวิน สมคบคิดกันเป็นกบฏซ่องสุมกำลังพล เตรียมตัวรับโทษประหารเก้าชั่วโคตร!"
นักเล่าประวัติศาสตร์ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกันนะครับ
แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 4
มิตรภาพท่ามกลางคมดาบ
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!