แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 5

จดหมายลับฉบับที่หนึ่ง

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
“เจ้ากล้าสาบานต่อเบื้องบนหรือไม่ว่า อักษรในราชโองการนี้มิใช่ปลายพู่กันที่ถูกบงการด้วยมือของคนตาย?” น้ำเสียงของฉินอี้ราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงที่ไร้กระแสลม ทว่าในความเยือกเย็นนั้นแฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาล เขาโยนแผ่นม้วนผ้าไหมสีเหลืองทองประทับตราลัญจกรที่ควรจะเป็นดั่งประกาศิตแห่งความตายลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมต่อหน้าซูเหวิน แรงกระแทกเพียงน้อยนิดทำให้ควันธูปที่จุดไว้ข้างกายสั่นไหววูบวาบประหนึ่งวิญญาณอาฆาตที่กำลังเต้นเร่า ซูเหวินไม่แม้แต่จะปรายตาแลม้วนผ้าไหมนั้น นางยังคงก้มหน้าก้มตาใช้พู่กันขนกระต่ายป่าแต้มหมึกสีชาด ค่อยๆ วาดลวดลายบนแผนที่ยุทธศาสตร์ด้วยความบรรจง ปลายนิ้วเรียวงามเปื้อนหมึกเพียงเล็กน้อย แต่มิได้ลดทอนความสง่างามของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นกุนซือไร้ลักษณ์แม้แต่น้อย “ท่านแม่ทัพ” นางเอ่ยโดยมิได้เงยหน้า น้ำเสียงแผ่วเบาทว่าทรงพลัง “หากความตายถูกกำหนดไว้ด้วยปลายพู่กันจริง ด่านชายแดนที่ข้าเฝ้าดูแลมาแรมปีคงกลายเป็นสุสานไปนานแล้ว มิใช่ด้วยฝีมือข้า แต่ด้วยความโง่เขลาของผู้ที่คิดว่าตนเองเป็นผู้กุมหมากกระดานนี้ต่างหาก” ฉินอี้ก้าวเข้ามาใกล้ แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันหอมระเหยสะท้อนใบหน้าคมสันที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากคมดาบ เขาโน้มตัวลงจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกับใบหูของนาง มือแกร่งคว้าข้อมือของซูเหวินไว้เบาๆ แต่หนักแน่นราวกับคีมเหล็ก “อย่าได้ใช้คำพูดเลี่ยงบาลีกับข้า ซูเหวิน ราชโองการนี้ระบุชื่อข้าและเจ้าชัดเจน ว่าเป็นกบฏที่ซ่องสุมกำลังพล หากเราไม่รีบหา ‘หลักฐาน’ ที่จะพิสูจน์ว่ามีหนอนบ่อนไส้ในราชสำนัก หัวของเจ้าและข้าคงได้ประดับอยู่บนยอดเสาเสียบประจานก่อนรุ่งสาง” ซูเหวินชะงักพู่กัน นางเงยหน้าขึ้น สบสายตากับแม่ทัพหนุ่มผู้เย็นชา แววตาของนางมิได้มีความหวาดหวั่น มีเพียงความนิ่งงันที่ซ่อนเร้นห้วงความคิดลึกสุดหยั่ง “ท่านคิดว่าผู้ใดกันเล่าที่กล้าปลอมแปลงราชโองการถึงเพียงนี้ โดยที่อาลักษณ์หลวงไม่ทันรู้ตัว? มีเพียงผู้ที่อยู่ใกล้ชิดฝ่าบาทและกุมความลับของ ‘คนตาย’ ไว้ในมือเท่านั้น” นางผละจากโต๊ะ ลุกขึ้นเดินไปที่ตู้ไม้ฉลุลายมังกร ก่อนจะหยิบกล่องไม้จันทน์เก่าคร่ำคร่าใบหนึ่งออกมา ภายในนั้นมิใช่ทองคำหรืออัญมณีล้ำค่า หากแต่เป็น ‘จดหมายลับ’ ที่ประทับตราประหลาดซึ่งข้าศึกที่ชายแดนใช้สื่อสารกันเมื่อสามปีก่อน “เหตุใดเจ้าถึงมีสิ่งนี้?” ฉินอี้เลิกคิ้วขึ้น สูงขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ “เพราะข้ามิใช่เพียงกุนซือที่วางแผนรบ แต่ข้าคือผู้เก็บกวาดเศษซากความผิดพลาดของบรรพชน” ซูเหวินกล่าวพลางคลี่จดหมายออก กลิ่นอายของความเก่าแก่และกลิ่นกำยานจางๆ โชยออกมา “จดหมายฉบับที่หนึ่งที่ข้าตรวจพบ มิใช่เรื่องของการศึก แต่มันคือรายชื่อของ ‘ขุนนางกังฉิน’ ที่รับสินบนจากแคว้นศัตรู เพื่อให้ข้าศึกรุกคืบเข้ามาจนถึงชายแดนเหนือ ท่านลองดูรอยประทับตรานี้สิ” ฉินอี้เพ่งมองรอยประทับตราลายนกฟีนิกซ์ที่ถูกดัดแปลงให้มีหางเป็นใบดาบ เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แล่นริ้วไปตามกระดูกสันหลัง “นี่คือตราประจำตัวของอัครมหาเสนาบดีเหวินจง… แต่เขาสิ้นชีพไปนานแล้วมิใช่หรือ?” “ตายแล้วหรือ? นั่นคือสิ่งที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้” ซูเหวินยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น แต่เปี่ยมด้วยเล่ห์เหลี่ยม “แต่ในเงาของวังหลวง ความตายมักเป็นเพียงหน้ากากที่ใช้หลบเร้นอำนาจ เมื่อครู่ข้าได้รับข่าวลับจากนกพิราบสื่อสาร หัวหน้าหน่วยข่าวกรองที่ข้าส่งไปสืบเรื่องนี้เพิ่งถูกพบเป็นศพในบ่อน้ำหลังตำหนัก และในมือของเขา… มีสิ่งนี้” นางส่งม้วนกระดาษเล็กๆ อีกฉบับให้ฉินอี้ ชายหนุ่มรับมาอ่าน สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นดุดันทันที ในกระดาษระบุเพียงข้อความสั้นๆ ว่า: *‘ผู้ชักใยอยู่หลังม่าน คือคนเดียวกับที่ส่งราชโองการปลอมมาหาเจ้าในวันนี้’* บรรยากาศในห้องโถงกว้างเงียบสงัดลงฉับพลัน เสียงลมพัดผ่านช่องหน้าต่างไม้กระทบกับผนังราวกับเสียงฝีเท้าของนักฆ่าที่กำลังย่างกรายเข้ามา ฉินอี้คว้ากระบี่คู่ใจที่วางอยู่ข้างกายโดยสัญชาตญาณ เขาหันหลังกลับไปที่ประตูห้องทันที “มีคนมา” ฉินอี้กระซิบ น้ำเสียงต่ำลึก ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้เอื้อมมือถึงบานประตู ประตูไม้บานใหญ่ก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงโดยองครักษ์คนสนิทของเขาสภาพเลือดอาบ ร่างนั้นล้มลงแทบเท้าของฉินอี้ พร้อมกับเสียงหอบหายใจรวยริน “ท่านแม่ทัพ… ทหารหลวง… ล้อมเรือนไว้หมดแล้ว… พวกมันไม่ได้มาเพื่อจับกุม แต่มันมาเพื่อ… เพื่อปิดปาก!” ยังไม่ทันสิ้นคำกล่าว เงาร่างของชายชุดดำจำนวนห้าคนก็กระโดดลงมาจากหลังคาเรือน พร้อมประกายดาบที่วับวาวในความมืด พวกมันมิใช่ทหารทั่วไป แต่มันคือหน่วยลับ ‘เงาสังหาร’ ที่ขึ้นตรงต่อผู้ที่วางหมากกระดานนี้ ฉินอี้ชักกระบี่ออกจากฝัก เสียงเหล็กกระทบเหล็กดังกังวานก้องทั่วเรือน เขาขยับตัวยืนบังซูเหวินไว้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ซูเหวินเองก็มิได้นิ่งเฉย นางหยิบยันต์กระดาษสีเหลืองที่มีอักขระแปลกประหลาดออกมาจากอกเสื้อ ท่ามกลางสถานการณ์เป็นตายนี้ นางกลับกระซิบกับฉินอี้ด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิท “แม่ทัพฉิน… อีกสามจังหวะลมหายใจ หากท่านเชื่อใจข้า จงพุ่งไปที่ตะเกียงน้ำมันนั่นเสีย” ในเสี้ยววินาทีที่ดาบเล่มแรกฟันลงมายังหัวไหล่ของฉินอี้ เขาก็ตัดสินใจทำตามคำสั่งนางอย่างไร้ข้อกังขา ดาบของเขาปัดป้องคมดาบของศัตรูอย่างดุดัน พร้อมกับถีบเชิงตะเกียงน้ำมันให้ล้มลง น้ำมันที่ร้อนระอุสาดกระเด็นไปทั่วพื้นไม้ที่ถูกราดด้วยน้ำมันหอมระเหยเตรียมไว้ล่วงหน้า เกิดเป็นเปลวไฟโหมกระหน่ำขึ้นกั้นกลางระหว่างพวกเขากับเหล่านักฆ่า ทว่าในตอนที่ไฟกำลังลุกโชนนั้นเอง เสียงปรบมือเย็นเยียบดังมาจากความมืดหลังเปลวไฟ ร่างของบุรุษผู้หนึ่งก้าวออกมาจากเงามืด เขาสวมชุดขุนนางชั้นสูงสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าที่เคยคิดว่าตายไปแล้วบัดนี้กลับปรากฏอยู่ตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มที่อำมหิตที่สุดเท่าที่ฉินอี้เคยพบเห็น “ข้าบอกแล้วไงฉินอี้ ว่าประวัติศาสตร์มักถูกเขียนโดยผู้ชนะเสมอ… และคืนนี้ เจ้าจะเป็นเพียงแค่รอยด่างพร้อยในหน้ากระดาษที่ข้ากำลังจะเผาทิ้ง” อัครมหาเสนาบดีเหวินจงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของเปลวไฟที่กำลังลุกลามเข้ามาหาทั้งสองคนอย่างบ้าคลั่ง ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่เข้มข้นที่สุดตอนนี้ แล้วพบกันในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%