กลิ่นหอมกรุ่นของใบชาอู่หลงชั้นดีจากแคว้นทางใต้ ถูกกลบด้วยควันสีเทาเข้มที่เริ่มพวยพุ่งเข้ามาตามกรอบประตูไม้แกะสลักลวดลายเมฆมงคล อัครมหาเสนาบดีเหวินจงไม่ได้ขยับเขยื้อนกายหนีจากโต๊ะไม้จันทน์หอมแม้แต่น้อย เขายกถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ขึ้นจิบช้าๆ ปล่อยให้ความร้อนลวกผ่านลำคอ ราวกับโลกภายนอกที่กำลังถูกเปลวเพลิงกลืนกินนั้น เป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่จัดฉากขึ้นเพื่อความบันเทิงยามว่าง
"ท่านอัครมหาเสนาบดีดูจะใจเย็นยิ่งนัก"
ซูเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย นางยืนอยู่เบื้องหน้ากองเพลิงที่กำลังโหมกระหน่ำเผาทำลายหอตำราลับของตระกูลเหวิน แสงสีส้มแดงสะท้อนลงบนดวงตาดุจหยกสลักของนาง ท่ามกลางความโกลาหลของเหล่าทหารยามที่วิ่งวุ่นสาดน้ำ เสียงตะโกนโหวตเหวกและเสียงไม้คานคานรับน้ำหนักหักโค่นดังสนั่นหวั่นไหว แต่นางกลับยืนสงบนิ่งราวกับรูปสลักหินหยกที่ไร้ความหวาดหวั่น
เหวินจงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ เสียงกระทบเบาๆ แต่กลับทรงพลังพอที่จะดึงสายตาของฉินอี้ที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวให้หันกลับมามอง เขายิ้มมุมปาก รอยยิ้มของขุนนางเฒ่าผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาสามแผ่นดินเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมเพทุบาย
"ความใจเย็นเป็นคุณสมบัติของผู้ชนะเสมอ, ท่านแม่ทัพฉิน" เหวินจงกวาดสายตามองบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าพยัคฆ์ไร้พ่ายแห่งชายแดนเหนือ "ท่านคิดว่าการเผาทำลายหอตำราแห่งนี้ จะลบหลักฐานการทุจริตคดโกงเสบียงกรองของข้าได้หมดสิ้นอย่างนั้นหรือ? ช่างเป็นความคิดของทหารหาญผู้ไร้เดียงสาในเกมการเมืองเสียจริง"
ฉินอี้ไม่ตอบคำถาม ร่างสูงสง่าในชุดเกราะสีดำสนิทประดับลวดลายเงินยวงสะท้อนประกายไฟ เขาเคลื่อนไหวรวดเร็วดุจพยัคฆ์ทะยาน เพียงพริบตาเดียว ดาบยาวในฝักก็ถูกชักออกมาครึ่งเล่ม คมดาบพาดผ่านลำคอเหวินจงในระยะห่างเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ไอสังหารเย็นเยียบแผ่ซ่านจนขุนนางเฒ่าชะงักรอยยิ้มค้าง
"ข้าไม่ได้มาเพื่อหาหลักฐาน" เสียงทุ้มต่ำของฉินอี้ราบเรียบ เยือกเย็น และไร้ซึ่งความปรานี "ข้ามาเพื่อเอาหัวของท่าน ไปเซ่นดวงวิญญาณทหารห้าพันนายที่ต้องตายเพราะความโลภของท่านต่างหาก"
บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ ซูเหวินขยับเข้ามาใกล้ก้าวหนึ่ง นางใช้พัดกระดาษในมือแตะเบาๆ ที่แขนเสื้อของฉินอี้ เป็นสัญญาณเตือนสติว่าเป้าหมายในค่ำคืนนี้ไม่ใช่การฆ่าล้างบางอย่างบุ่มบ่าม แต่เป็นการบีบให้เหวินจงจนมุมด้วยหมากที่เหนือกว่า
"ท่านแม่ทัพโปรดยั้งมือ" ซูเหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใสราวดนตรี "การสังหารขุนนางใหญ่ในยามวิกาลเช่นนี้ รังแต่จะทำให้ราชสำนักเกิดความปั่นป่วน และเปิดช่องให้ศัตรูที่แท้จริงฉวยโอกาส... อีกอย่าง ท่านคิดจริงๆ หรือว่า อัครมหาเสนาบดีเหวิน จะกล้าเก็บความลับทั้งหมดไว้ในสถานที่ที่ถูกไฟไหม้ได้ง่ายดายเช่นนี้?"
เหวินจงหัวเราะในลำคอ แม้คมดาบจะจดจ่ออยู่ใกล้หลอดลมเพียงใด แต่แววตาของเขากลับฉายแววเหนือกว่า "คุณหนูซู... สมคำร่ำลือ สมองของเจ้าคมคายยิ่งกว่าดาบในมือแม่ทัพฉินเสียอีก น่าเสียดาย... ที่คนฉลาดเช่นเจ้า กลับเลือกเดินอยู่บนเส้นทางที่กำลังจะมอดไหม้เป็นจุล"
ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นจากเบื้องนอก ล้อมรอบเรือนรับรองของตระกูลเหวินไว้ทุกด้าน ธนูเพลิงนับร้อยดอกถูกน้าวขึ้นเล็งตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ เงาร่างของราชองครักษ์เสื้อแพรในชุดเครื่องแบบสีแดงฉานก้าวเข้ามาแหวกทางให้ผู้มาใหม่
ราชองครักษ์ผู้ถือป้ายอาญาสิทธิ์แห่งฮ่องเต้ก้าวออกมา พร้อมกับชูม้วนราชโองการสีเหลืองทองอร่ามขึ้นสูง ท่ามกลางประกายไฟที่สาดส่อง
"มีพระราชโองการด่วนที่สุด!"
เสียงประกาศก้องกังวานทำเอาเหล่าทหารยามและบ่าวไพร่ทั้งหมดต้องคุกเข่าลงกับพื้นทันที แม้แต่ฉินอี้ก็ยังต้องลดคมดาบลงอย่างจำยอม แต่ดวงตากลับหรี่แคบลงด้วยความระแวง
"แม่ทัพฉินอี้ และกุนซือซูเหวิน... จงรับราชโองการ!"
ซูเหวินขยับกายคุกเข่าลงเคียงข้างฉินอี้ นางเงยหน้าขึ้นสบตากับราชองครักษ์ผู้ถือสสาร เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าอันงดงาม แม้ภายนอกจะสงบนิ่งดั่งผืนน้ำในบึงใหญ่ แต่ในใจกลับประมวลผลสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ราชโองการด่วนในยามวิกาลท่ามกลางเหตุเพลิงไหม้เช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
ราชองครักษ์กวาดสายตาอ่านข้อความในม้วนกระดาษด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"ด้วยสถานการณ์ชายแดนตะวันตกเกิดความแปรปรวน เผ่าเร่ร่อนทัพใหญ่รุกรานเขตแดนชั้นในอย่างกะทันหัน ฝ่าบาทมีรับสั่งด่วน... ให้แม่ทัพฉินอี้ สละภารกิจตรวจสอบคดีทุจริตในเมืองหลวงทั้งหมดในทันที และให้นำกำลังพลกองทัพอาชาเหล็กเดินทางกลับสู่ด่านเจียอี้อย่างไร้ข้อแม้ภายในสามวัน เพื่อรับมือศึกใหญ่!"
สิ้นเสียงประกาศ โลกทั้งใบราวกับหยุดนิ่ง
ฉินอี้ขมวดคิ้วแน่น สันกรามขบเข้าหากันจนนูนเด่น ความโกรธเกรี้ยวระลอกหนึ่งพุ่งพล่านขึ้นมาในอก การสืบสวนสาวไส้ขุนนางกังฉินที่กัดกินราชสำนักมานานกำลังจะลุล่วง แต่กลับมีคำสั่งให้ถอนกำลังกะทันหันเช่นนี้ นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ... นี่คือแผนการดึงพยัคฆ์ออกจากถ้ำอย่างแท้จริง!
เหวินจงแย้มยิ้มกว้างอย่างผู้ชนะ เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นละอองบนอาภรณ์หรูหราอย่างใจเย็น ก่อนจะโค้งคำนับให้ทิศทางของพระAราชวังหลวงเล็กน้อย
"ดูเหมือนว่า... สวรรค์จะยังเมตตาคนแก่เช่นข้าสินะครับ, ท่านแม่ทัพฉิน" เหวินจงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ "การศึกที่ชายแดนตะวันตกช่างเร่งด่วนนัก หวังว่าท่านจะเดินทางโดยสวัสดิภาพ... ส่วนคดีความที่นี่ เกรงว่าคงต้องพับเก็บไว้ก่อน จนกว่าท่านจะเสร็จศึกกลับมา... ถ้าหากว่า... ท่านยังมีชีวิตกลับมาได้น่ะนะ"
ซูเหวินหันไปมองหน้าฉินอี้ แววตาของนางไหววูบไปชั่วขณะ นางรู้ดีว่าการส่งฉินอี้กลับชายแดนในยามนี้ คือการตัดแขนตัดขาอำนาจของฝ่ายปฏิรูปในเมืองหลวง และปล่อยให้ตระกูลเหวินลอยนวลเสวยสุขบนความฉ้อฉลต่อไป แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด
ราชองครักษ์ผู้ถือราชโองการเก็บม้วนกระดาษเข้าฝัก ก่อนจะก้าวเข้าไปหาซูเหวินโดยตรง พร้อมกับยื่นสสารฉบับเล็กที่ประทับตราลัญจกรลับเฉพาะอีกฉบับหนึ่งให้แก่นางโดยเฉพาะ
"กุนซือซูเหวิน... ฝ่าบาททรงมีพระราชประสงค์ส่วนพระองค์ มีรับสั่งให้ท่าน... ต้องเดินทางกลับเข้าสู่พระราชวังหลวงในฐานะ 'พระชายาองค์รัชทายาท' ทันทีในคืนนี้ ห้ามขัดขืนเป็นอันขาด!"
ฉินอี้เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ร่างกายสะท้านเฮือกราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางใจ เขาก้าวพรวดเข้าไปขวางหน้าซูเหวินทันที แผ่รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจนราชองครักษ์ถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัว
"เจ้าว่าอย่างไรนะ?" เสียงของฉินอี้แหบพร่า ทว่าเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล "พระชายาองค์รัชทายาท... หมายความว่าอย่างไร!"
ซูเหวินนิ่งงัน นางมองสสารในมือที่สั่นเทาเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับฉินอี้ แววตาที่เคยฉลาดล้ำและเยือกเย็น บัดนี้กลับสะท้อนความเจ็บปวดร้าวลึกและความลับอันดำมืดที่นางปกปิดมาตลอดชีวิต... ความลับที่ว่า นางหาใช่เพียงกุนซือเร่ร่อน หากแต่มีสายเลือดขององค์หญิงรัชกาลก่อนที่ถูกกักขังอยู่ในวังวนแห่งการแย่งชิงบัลลังก์
ไฟบรรยากาศรอบตัวโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้น เสียงไม้คานหักพังดังสนั่นตึกถล่มลงมาเบื้องหลัง แต่ทั้งสองกลับยืนเผชิญหน้ากันท่ามกลางห้วงเวลาที่ราวกับหยุดหมุน
"ท่านแม่ทัพ..." ซูเหวินเอ่ยเสียงแผ่วเบา รอยยิ้มเศร้าสร้อยปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบาง "เส้นทางของท่านคือการปกป้องแผ่นดินที่ชายแดน... ส่วนเส้นทางของข้า คือการทวงคืนความยุติธรรมที่ใจกลางวังหลวง..."
นางก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ปล่อยให้ราชองครักษ์เข้ามาประกบล้อมรอบกาย ท่ามกลางสายตาที่มองตรงมาด้วยความเด็ดเดี่ยวและอาลัยอาวรณ์
ฉินอี้ก้าวตามแต่ถูกห้อมล้อมด้วยกองกำลังทหารหลวงนับร้อยที่ชูกลุ่มธนูเล็งตรงมายังเขา ดาบในมือสั่นระริก หัวใจที่ด้านชามานานนับปีบัดนี้กลับเจ็บปวดราวกับถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ
ก่อนที่ฉินอี้จะทันได้เอื้อnเอ่ยคำใด ซูเหวินก็หันหลังก้าวเดินตามขบวนราชองครักษ์หายลับเข้าไปในม่านควันไฟและราตรีอันมืดมิด ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยที่ลอยวนอยู่ในอากาศ และเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ลอยมาตามสายลมที่พัดผ่านความหนתาวเหน็บของค่ำคืนนี้
*“ลาก่อน... ท่านแม่ทัพของข้า ขอให้ท่านมีชีวิตรอดกลับมา... เพื่อพบกันในวันที่แผ่นดินพลิกผัน”*
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 6
เสียงเพรียกจากเมืองหลวง
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!