คราบหมึกสีชาดบนฎีกาฉบับนั้นยังไม่ทันแห้งสนิทดีด้วยซ้ำ เมื่อเสียงฝีเท้าหนักหน่วงของราชองครักษ์เสื้อแพรดังสะท้อนก้องผ่านธรณีประตูหินแกรนิตสีนิล ท้องพระโรงใหญ่แห่งวังหลวงยามสนธยาอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของอำนาจและความตายที่ถูกปรุงแต่งอย่างประณีตด้วยกำยานกลิ่นไม้จันทน์หอม
"ทูลฝ่าบาท องค์ชายรองทรงนำทัพทหารกองตรวจการปิดล้อมประตูเมืองด้านทิศเหนือไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะ อ้างว่าได้รับพระราชโองการลับในการกวาดล้างกบฏนอกรีต"
เสียงรายงานที่สั่นเครือเล็กน้อยของขันทีเฒ่าผู้ดูแลพระคลังหลวงขาดหายไปในลำคอ เมื่อเงาร่างสูงสง่าในชุดเกราะประดับลวดลายพยัคฆ์เงินก้าวผ่านม่านมุกเข้ามา ฉินอี้มิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นัยน์ตาคมกริบดั่งพญาอินทรีวาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่งภายใต้แสงตะเกียงสำริด
เขายืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าแผนที่ยุทธศาสตร์แผ่นใหญ่ที่กางอยู่บนโต๊ะทรงพระสุเมรุ เบื้องหลังความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งแกะสลักนั้น มีเพียงบาดแผลในอดีตที่ยังคงกรีดลึกอยู่ในความทรงจำ วันที่ตระกูลฉินต้องกลายเป็นแพะรับบาปในราชสำนักเมื่อสิบปีก่อน ภาพโลหิตที่นองท่วมเรือนร่างของบิดามารดายังคงชัดเจน ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
"ปล่อยให้พวกเขาปิดล้อมไปเถอะ" สุ้มเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันที่กดดันภายในท้องพระโรง ฉินอี้หันกลับมามองมหาอำมาตย์จ้าวผู้กุมอำนาจฝ่ายพลเรือน ซึ่งกำลังแย้มยิ้มเยาะด้วยความได้ใจอยู่มุมห้อง "สุนัขที่ถูกปล่อยให้หลุดจากโซย่อมส่งเสียงเห่าหอนดังกว่าปกติเป็นธรรมดา"
"ท่านแม่ทัพฉิน... ดูเหมือนท่านจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์กระมัง" มหาอำมาตย์จ้าวเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงยโส โอหัง แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน ขุนนางชราลูบเคราสีดอกเลาช้าๆ สายตากวาดมองร่างของแม่ทัพหนุ่มราวกับมองนักโทษประหารที่รอเวลาถูกบั่นศีรษะ "ฎีกาเอาผิดท่านในข้อหาสมคบคิดกับกองโจรแดนเหนือถูกยื่นถวายขึ้นไปแล้ว องค์ชายรองเสด็จมาในครั้งนี้ ก็เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แผ่นดิน หากท่านยอมปลดอาวุธและคุกเข่าลงสารภาพแต่โดยดี บางที... ฝ่าบาทอาจจะเมตตาไว้ชีวิตตระกูลฉินที่เหลือรอดอยู่บ้าง"
บรรยากาศในห้องประชุมลับพลระอุขึ้นทันตาเห็น ไอร้อนจากอ่างสุมถ่านทองแดงแทบไม่อาจละลายความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากตัวของฉินอี้ได้ ทว่า ก่อนที่คมดาบข้างกายจะถูกชักออกจากฝักเพื่อสะสางความอวดดีของขุนนางเฒ่า เสียงฝีเท้าเบาราวกับเสียงใบไม้ไผ่ต้องลมก็ดังแทรกขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหลังฉากกั้นผ้าแพรปักลายหงส์
"มหาอำมาตย์จ้าวกล่าวได้ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ... ความยุติธรรมเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในราชสำนัก เพียงแต่ว่า... ท่านแน่ใจแล้วหรือว่า ฎีกาฉบับที่ท่านภาคภูมิใจนักหนานั้น เป็นกระดาษที่สามารถใช้เอาชีวิตแม่ทัพผู้ปกป้องพรมแดนได้จริงๆ"
ร่างระหงในชุดคลุมยาวสีครามเข้ม ปักลวดลายเมฆมงคลด้วยดิ้นเงินอย่างประณีต ก้าวเดินออกมาอย่างมั่นคงและสง่างาม เรือนผมสีดำสนิทถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะด้วยปิ่นหยกขาวบริสุทธิ์ ใบหน้างดงามลึกล้ำราวกับภาพวาดพู่กันจีนโบราณ แต่งแต้มด้วยความเยือกเย็นและรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก ดวงตาดำขลับคู่นั้นสะท้อนแสงไฟจากตะเกียง ส่องประกายคมปลาบดุจปราชญ์ผู้ล่วงรู้ความลับของฟ้าดิน
"กุนซือซู!" มหาอำมาตย์จ้าวอุทานออกมาด้วยความตกใจระคนหวาดระแวง เมื่อเห็นบุรุษหนุ่มผู้เร้นกายในเงาอำนาจมาตลอด บัดนี้กลับก้าวออกมายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับแม่ทัพฉินอย่างเปิดเผย "เจ้ากล้าดียังไงถึงเข้ามาร่วมวงสนทนาระดับสูงของขุนนางในท้องพระโรง!"
ซูเหวินมิได้สะท้านสะเทือนต่อเสียงคำรามนั้น นางยกมือขึ้นประสานกันอย่างน้อมนําตามธรรมเนียมบัณฑิต ทว่ากิริยาท่าทางกลับสง่างามและทรงอำนาจจนน่าประหลาด นิ้วเรียวยาวดุจลำเทียนหยิบม้วนกระดาษสาแผ่นใหม่ออกมาจากแขนเสื้อกว้างอย่างเชื่องช้า
"ข้าพเจ้าเป็นเพียงบัณฑิตไร้ชื่อผู้หนึ่ง ย่อมไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายกิจการบ้านเมือง" ซูเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ก้องกังวาน ชัดเจนทุกถ้อยคำ "แต่ข้าพเจ้ามีหน้าที่สะสางบัญชีเก่า... และแก้ไขความเข้าใจผิดบางประการที่อาจทำให้ราชสำนักต้องสูญเสียขุนศึกผู้ซื่อสัตย์ไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์"
ฉินอี้เหลือบสายตาขึ้นมองแผ่นหลังบางของสตรีผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า ความรู้สึกอุ่นวาบที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ซากปรักหักพังของจิตใจนับตั้งแต่สูญเสียครอบครัว ค่อยๆ ถูกปลุกให้ฟื้นคืนขึ้นมาทีละน้อย กลิ่นอายจางๆ ของชาดอกเหมยที่มักติดกายของนางเสมอ ช่วยดึงสติของเขาให้กลับคืนมาจากความมืดมนของการฆ่าฟัน ซูเหวินไม่เคยเป็นเพียงแค่กุนซือผู้ชาญฉลาดในค่ายกลศึก นางคือเกราะกำบังอันไร้ลักษณ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในยามที่เขาต้องเผชิญหน้ากับพายุการเมืองในราชสำนัก
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร ซูเหวิน?" เสียงทุ้มต่ำของฉินอี้เอ่ยถามเบาๆ ราวกับกระซิบ ทว่าแฝงความนุ่มนวลที่ผู้ใดไม่เคยได้ยินมาก่อน
ซูเหวินไม่ตอบคำถามในทันที นางหมุนตัวกลับมาสบตาคมกริบของแม่ทัพหนุ่มเพียงเสี้ยววินาที รอยยิ้มที่สื่อความหมายลึกซึ้งบางประการถูกส่งผ่านทางสายตาคู่นั้น เป็นสัญญาณเตือนว่า... หมากกระดานนี้ นางเดินไปถึงตาที่สามแล้ว
"ทูลมหาอำมาตย์จ้าว ท่านบอกว่าแม่ทัพฉินสมคบคิดกับกองโจรแดนเหนือโดยอ้างอิงจากจดลับฉบับนี้กระมัง?" ซูเหวินชูม้วนกระดาษในมือขึ้นสูงพอให้ทุกคนได้เห็น "ตราประทับสีชาดบนมุมซ้าย เป็นลายมือและลัญจกรของแม่ทัพฉินอย่างแน่นอน... ไร้รอยปลอมแปลง ไร้ที่ติ"
ขุนนางเฒ่ายิ้มเยาะ "ในเมื่อเจ้าก็ยอมรับแล้วว่ามันคือหลักฐานมัดตัว เหตุใดจึงยังดึงดันปกป้องคนผิดอยู่เล่า?"
"เพราะข้าพเจ้ายังมิได้กล่าวให้จบ" ซูเหวินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงเยือกเย็นและเปี่ยมด้วยชั้นเชิง "ตราประทับนี้เป็นของจริง ลายมือนี้เป็นของจริง... แต่ 'วันที่' ที่ระบุไว้ในจดหมายฉบับนี้ กลับเป็นช่วงเวลาสามเดือนก่อน ซึ่งเป็นวันที่แม่ทัพฉินกำลังนำทัพหลวงเข้าปะทะกับกองกำลังพันธมิตรห้าเผ่าพันธุ์ที่ช่องแคบมังกรดำ ประทับอยู่ท่ามกลางสายฝนโลหิตและเสียงกัมปนาทของกลองศึก ต่อหน้าพยานนับหมื่นชีวิต... ข้าอยากรู้นักว่า คนผู้หนึ่งจะสามารถแยกร่างออกเป็นสองภาค ฝ่ายหนึ่งยืนบัญชาการรบจนตัวตายในสมรภูมิ แต่อีกฝ่ายหนึ่งกลับนั่งรื่นรมย์เขียนจดหมายลับขายชาติอยู่ที่เมืองหลวงได้เช่นนั้นหรือ?"
ความเงียบงันราวกับป่าช้าเข้าปกคลุมท้องพระโรงทันที มหาอำมาตย์จ้าวหน้าถอดสี เม็ดเหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มขมับ รอยยิ้มเย่อหยิ่งเมื่อครู่อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย ใบหน้าของขุนนางเฒ่าบิดเบี้ยวด้วยความตกใจและหวาดกลัว ข้อมูลด้านเวลาที่แม่นยำดุจนาฬิกาน้ำนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดในราชสำนักล่วงรู้ นอกจากผู้ที่ร่วมอยู่ในสมรภูมิวันนั้นเท่านั้น
"เจ้า... เจ้าพูดจาเหลိုးไหล! นั่นมันเป็นอุบายที่พวกเจ้ากุขึ้นมาเพื่อ..." มหาอำมาตย์จ้าวพยายามตะโกนกลบเกลื่อนความผิดปกติของตน ทว่าเสียงของเขากลับสั่นพร่าอย่างเห็นได้ชัด
"อุบายหรือ?" ซูเหวินก้าวเข้าไปใกล้ขุนนางเฒ่าทีละก้าว ชายเสื้อคลุมสีครามสะบัดพลิ้วตามจังหวะการเดินอันมั่นคง นางโน้มตัวลงกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน ทว่าดังก้องในโสตประสาทของทุกคนในห้อง "และหากข้าจะนำพยานปากเอก... ผู้ที่ส่งมอบจดหมายฉบับนี้ให้กับมือของท่านเอง มายืนยันต่อหน้าพระพักตร์ในเช้าวันพรุ่งนี้ ท่านคิดว่า... หัวบนบ่าของท่านจะยังคงตั้งอยู่บนต้นคอได้อีกนานเท่าใดกัน?"
บรรยากาศในห้องประชุมเคร่งเครียดจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ภายนอกหน้าต่างบานแกะสลัก เสียงฝีเท้าของทหารกองตรวจการขององค์ชายรองที่ล้อมรอบตำหนักเริ่มส่งเสียงเอะอะโهاโหย เนื่องจากสถานการณ์เริ่มพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ฉินอี้ก้าวเท้าเข้ามาประชิดร่างบางของซูเหวิน มือหนาเอื้อมไปแตะข้อศอกของนางเบาๆ เป็นเชิงปรามไม่ให้ก้าวล่วงไปมากกว่านี้ ทว่าสายตากลับจับจ้องไปยังประตูใหญ่ที่กำลังถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ร่างของราชองครักษ์วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าแท่นบรรทม พร้อมกับประกาศเสียงสั่นเครือด้วยความตื่นตระหนก
"ทะ... ทูลท่านแม่ทัพ! องค์ชายรอง... องค์ชายรองทรงถูกกองกำลังลึกลับจากกองทัพอาชาเหล็กของท่านเข้าควบคุมตัวไว้ที่หน้าประตูเมืองแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ... และนี่คือพระราชโองการด่วนที่สุดจากห้องพระบรรทม!"
ซูเหวินหันกลับมาสบตาฉินอี้ รอยยิ้มลึกล้ำปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบางของนางอีกครั้ง ขณะที่มือเรียวรับม้วนพระราชโองการประทับตราหยกทองคำจากขันทีหนุ่มที่วิ่งตามเข้ามาติดๆ
เกมการเมืองในราชสำนักดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนอันน่าระทึกใจ เมื่อตราประทับทองคำบนพระราชโองการฉบับนั้น... กลับไม่ใช่พระนามขององค์รุ่ยจงผู้ครองราชย์องค์ปัจจุบัน ทว่ากลับเป็นพระนามของอดีตฮ่องเต้ผู้ล่วงลับ ซึ่งถูกซ่อนไว้ในสุสานหลวงมานานนับทศวรรษ!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 24
แผนซ้อนแผน
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!