แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 26

จันทราทอแสงที่ค่ายพัก

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
เปลวเพลิงสีส้มแดงจากกองฟืนที่มอดไหม้อยู่กลางค่ายพักแรม สะท้อนลงบนผิวเนื้อเหล็กของเกราะอ่อนที่กองอยู่มุมกระโจม ทอดเงายาวไหววูบราวกับภูตผีที่กำลังเริงระำบำในความมืด ยามนี้ยามดึกสงัด เสียงฝีเท้าของทหารยามที่เดินตรวจตราอยู่ภายนอกดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผสมผสานไปกับเสียงลมหนาวระลอกปลายฤดูที่พัดผ่านยอดสนป่าดิบชื้นเข้ามาปะทะผืนผ้าใบของกระโจมแม่ทัพจนเกิดเสียงดังระรัว ภายในกระโจมอันกว้างขวางซึ่งถูกแบ่งสัดส่วนด้วยฉากกั้นไม้ไผ่ฉลุลายเมฆา ฉินอี้มิได้สวมใส่เครื่องแบบเต็มยศ ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมผ้าไหมสีดำสนิทไร้ลวดลายกำลังยืนประจันหน้าอยู่หน้าแผนที่ยุทธศาสตร์ผืนใหญ่บนโต๊ะไม้จันทน์ สายตาคมกริบดั่งพญาอินทรีจดจ้องไปยังจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ชื่อว่า 'ช่องแคบผาโลหิต' จุดที่กองทัพหลวงของราชสำนักและกองกำลังกบฏจะต้องเข้าปะทะกันในรุ่งอรุณของวันพรุ่งนี้ มือหนาที่ผ่านการถืออาศัยกุมกระบี่ประจำกายไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ความเงียบงันภายในห้องทำให้ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจอันสม่ำเสมอของตนเอง แต่ทว่า... มันกลับเป็นความเงียบที่หนักอึ้งราวกับมีภูเขาทั้งลูกกดทับอยู่บนบ่า "ท่านแม่ทัพยังไม่นอนอีกหรือครับ" น้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวและเฉียบคมดังขึ้นจากเบื้องหลัง ซูเหวินก้าวเท้าเข้ามาอย่างเงียบเชเชียบ นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์คลุมทับด้วยเสื้อกั๊กขนจิ้งจอกสีเทาอ่อนเพื่อกันความหนาวเย็นยามวิกาล ในมือเรียวบางประคองถาดไม้ซึ่งบรรจงวางกาน้ำชาเซรามิกเนื้อดีและจอกชาสองใบ กลิ่นหอมละมุนของชาดอกเหมยผสมโสมป่าลอยกรุ่นขึ้นมาตัดกับกลิ่นอับชื้นของสนามรบได้อย่างน่าประหลาด ฉินอี้ละสายตาจากแผนที่ เขาหันกลับมามองสตรีตรงหน้า แววตาที่เคยแข็งกร้าวและไร้ความรู้สึกยามเผชิญหน้ากับศัตรู บัดนี้กลับไหววูบลงชั่วขณะ ราวกับน้ำในลำธารที่ถูกลมหนาวพัดผ่านจนเกิดระลอกคลื่น "ข้ายังนอนไม่หลับ ซูเหวิน..." ฉินอี้เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ เขาเดินเข้าไปใกล้สตรีผู้เป็นทั้งกุนซือคู่ใจและเจ้าของดวงใจ "เจ้าเองก็ควรจะพักผ่อน พรุ่งนี้ศึกใหญ่รออยู่เบื้องหน้า ภาระบนบ่าของเจ้ามิได้น้อยไปกว่าข้าเลย" ซูเหวินวางถาดแช่ลงบนโต๊ะ นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาดำขลับคู่นั้นสะท้อนภาพของชายหนุ่มผู้แบกรับความแค้นของตระกูลเอาไว้ทั้งใบหน้า "คนเราหากกังวลถึงวันพรุ่งนี้จนเกินไป คืนนี้ก็คงไม่หลับไม่นอน... แต่สำหรับท่านและข้าแล้ว คืนนี้อาจเป็นคืนเดียวที่เรายังมีลมหายใจอยู่ร่วมกันในฐานะมนุษย์ธรรมดา มิใช่แม่ทัพและกุนซือ" คำพูดของนางเรียบง่าย แต่มันกลับบาดลึกเข้าไปในห้องหัวใจที่ด้านชาของฉินอี้ ชายหนุ่มเอื้อมมือไปกุมมือเรียวบางที่วางอยู่บนโต๊ะโดยไม่ลังเล ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาถ่ายทอดผ่านไปยังรอยนิ้วมือเย็นเฉียบของนาง ซูเหวินมิได้ดึงมือกลับ นางเพียงแต่ปล่อยให้เขาได้กุมไว้อย่างนั้น ราวกับต้องการซึมซับความมั่นคงจากชายผู้เปรียบเสมือนหินผา "เจ้ากลัวหรือไม่..." ฉินอี้เอמהเสียงแผ่วเบา ดวงตาคมกริบมองลึกลงไปในดวงตาของนาง "สงครามครั้งนี้ไม่ใช่แค่การรบพุ่งธรรมดา แต่เป็นการเดิมพันด้วยอำนาจและราชบัลลังก์ หากเราพลาดแม้แต่ก้าวเดียว ศีรษะของเราคงประดับอยู่บนกำแพงเมืองหลวง" ซูเหวินระบายยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่งดงามราวกับดอกเหมยที่ผลิบานกลางหิมะโปรย นางขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ จากกายสาวลอยละล่องปะปนกับกลิ่นไอสน "ข้าไม่เคยกลัวความตาย ฉินอี้..." นางเอמהด้วยน้ำเสียงมั่นคงหนักแน่น "สิ่งที่ข้ากลัวที่สุด มิใช่การสูญเสียชีวิต... แต่เป็นการสูญเสียท่านไปในสงครามที่ข้าเองเป็นคนวางแผนเดินหมากให้ท่านก้าวเดิน" ฉินอี้สะท้านเฮือกในอก เขาคว้าเอวบางของนางเข้ามากอดแนบอกอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพลวงตา สัมผัสจากอ้อมแขนที่แข็งแกร่งโอบกอดร่างของนางไว้แน่น ราวกับจะหลอมรวมร่างทั้งสองให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อต้านทานลมหนาวและความโหดร้ายของโชคชะตา ซูเหวินซบใบหน้าลงกับลาดไหล่กว้างของเขา สองแขนเรียวโอบกอดรอบเอวสอบของชายหนุ่ม หลับตาลงซึมซับความอบอุ่นที่หาได้ยากยิ่งในยามศึกสงคราม "ข้าสัญญา..." ฉินอี้กระซิบข้างใบหูของนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำจริงจังดั่งคำสัตย์ปฏิญาณต่อฟ้าดิน "ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ต่อให้กองทัพหลวงจะโถมเข้ามาดั่งคลื่นสมุทร หรือกลอุบายของขุนนางกังฉินจะลึกล้ำเพียงใด ข้าจะไม่มีวันปล่อยมือจากเจ้า... เราจะรอดไปด้วยกัน หรือไม่ก็ตายเคียงข้างกันในฐานะของพวกเราเอง" ซูเหวินเงยหน้าขึ้นจากไหล่กว้าง ดวงตาคู่สวยคลอด้วยหยาดน้ำใสๆ แต่ไม่มีหยดใดไหลรินลงมา นางยกมือขึ้นสัมผัสแก้มสากที่เต็มไปด้วยร่องรอยของสงครามอย่างทะนุถนอม "ท่านพูดเช่นนี้ ข้าก็หมดห่วงแล้ว... มาเถอะ ดื่มชากับข้าสักจอก ให้ความอบอุ่นนี้ขับไล่ความหนาวเหน็บของคืนนี้ไปเสีย" นางรินชาอุ่นๆ ลงในจอกเซรามิก ส่งส่งกลิ่นหอมกรุ่นไปทั่วกระโจม ฉินอี้รับจอกชามาจากมือของนาง สายตายังคงจับจ้องใบหน้างดงามที่อาบไล้ด้วยแสงไฟจากกองฟืน ทั้งสองชนจอกกันเบาๆ เสียงกระเบื้องกระทบกันดังกังวานใสท่ามกลางความเงียบงันของราตรี ทว่า... ในวินาทีที่ฉินอี้กำลังจะยกจอกชาขึ้นจิบรสชาติอันหอมหวานนั้นเอง *พรึบ!* เปลวเพลิงในตะเกียงน้ำมันสำริดมุมกระโจมเกิดกระพริบไหววูบและดับลงเองอย่างไร้สาเหตุ ความมืดมิดโรยตัวลงปกคลุมพื้นที่ครึ่งหนึ่งของกระโจมทันที เสียงฝีเท้าฝูงม้าศึกด้านนอกที่ควรจะสงบกลับส่งเสียงพายุฮือฮาตื่นตระหนกขึ้นมาอย่างกะทันหัน ตามมาด้วยเสียงตะโกนร้องเตือนภัยจากพลทหารยามหน้ากระโจมที่ขาดหายไปกลางคันราวกับถูกปลิดชีพในพริบตา! ฉินอี้ชะงักกึก สัญชาตญาณแม่ทัพสนามรบตื่นตัวถึงขีดสุด มือซ้ายที่ว่างอยู่คว้าด้ามกระบี่ข้างกายโดยอัตโนมัติ ดวงตาคมกริบหันขวับไปยังเงาดำที่ทาบทับอยู่บนผืนผ้าใบกระโจมด้านนอก ซึ่งบัดนี้... เงาร่างของใครบางคนกำลังก้าวเข้ามาหยุดนิ่งอยู่หน้าประตู โดยไม่แม้แต่จะส่งเสียงขออนุญาต "ใครอยู่ข้างนอก!" ฉินอี้ตวาดก้อง เสียงกังวานดุจสายฟ้าฟาด เงาร่างนั้นไม่ตอบคำถาม แต่มือเรียวยาวสีขาวซีดราดกับศพได้เอื้อมมาแหวกผืนผ้าใบกระโจมออกช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าภายใต้หมวกปีกกว้าง และแผ่นป้ายทองคำฝังลายมังกรห้าเล็บที่ห้อยอยู่ข้างเอว... พระราชโองการลับด่วนที่สุดจากเมืองหลวง ที่ถูกส่งตรงมาถึงมือแม่ทัพผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ!
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%