แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 27

ขบวนการลับใต้พื้นดิน

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
แสงเทียนสีชาดในกระโจมบัญชาการไหววูบตามแรงลมหนาวที่เล็ดลอดผ่านรอยต่อของผ้าใบหนา กลิ่นอายของสนิมเหล็กและคราบเลือดจากสมรภูมิยังคงลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นหอมจางๆ ของชาไป๋ฮ่าวอินเจินที่ซูเหวินเพิ่งรินใส่ถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ ฉินอี้ไม่แม้แต่จะชายตากองเลือดและซากศพที่นอนระเนระนาดอยู่เบื้องนอก สายตาคมกริบดุจพญาอินทรีของท่านแม่ทัพผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏกำลังจดจ้องไปยังแผ่นป้ายทองคำฝังลายมังกรห้าเล็บ ซึ่งสะท้อนแสงไฟวับวามอยู่ในมือของชายชุดดำผู้มาเยือน ราชโองการฉบับนี้ไม่ได้ถูกส่งผ่านม้าเร็วของกระทรวงกลาโหม แต่มันถูกซุกซ่อนมาในคราบของศพไร้ญาติที่ถูกส่งเข้ามาในค่ายพักแรม—นี่คือสัญญาณเตือนจากราชสำนักเบื้องบนที่มืดมิดและเน่าเฟะเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการ "ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ท่านรีบเดินทางกลับเมืองหลวงโดยลำพังภายในสามวัน... หรือไม่ก็จดจำสภาพของศพเหล่านี้ไว้ให้ดี ท่านแม่ทัพ" เสียงแหบพร่าราวกับกระดาษทรายเสียดสีกันดังขึ้นจากใต้หมวกปีกกว้าง ซูเหวินที่ยืนอยู่เคียงข้างฉินอี้ไม่1ขยับเขยื้อน ร่างระหงภายใต้ชุดบัณฑิตสีเทาเข้มสงบนิ่งดั่งผืนน้ำในบึงลึก นางปรายตามองแผ่นป้ายทองคำนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันแต่กลับงดงามจนน่าประหลาด "สามวันหรือ..." ซูเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ากังวานก้องกังวานในความเงียบ "ฮ่องเต้ทรงปรีชาสามารถยิ่งนัก ทรงรู้กระทั่งว่าพวกเรากำลังจะค้นพบสิ่งใดในเมืองรกร้างแห่งนี้ ถึงได้ส่งราชโองการด่วนที่สุดมาเร่งรัดเอาป่านนี้ เกรงว่าพระราชประสงค์ที่แท้จริงคงไม่ใช่การเรียกตัวท่านแม่ทัพกลับไปรับบำเหน็จกระมัง" ฉินอี้แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุบทำลายบรรยากาศอันกดดันให้แตกละเอียด "รับบำเหน็จหรือรับทัณฑ์ประหาร คงมีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะก้าวเท้าเข้าสู่ค่ายกลมังกรในยามนี้" นิ้วมือหนาหยาบกร้านจากการจับดาบเอื้อมไปหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบโดยไม่แยแสต่อภัยคุกคามตรงหน้า ดวงตาคู่คมกวาดมองข้อความในพระราชโองการด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะขยำแผ่นแพรสีเหลืองทองนั้นยับยู่ยี่ในอุ้งมือเดียว แล้วโยนลงสู่กองไฟที่ลุกโชน แสงไฟสีส้มสาดส่องใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นให้ดูดุดันและเยือกเย็นยิ่งขึ้น "ท่านแม่ทัพ! ท่านกล้าอาจหาญถึงเพียงนี้เชียวหรือ นั่นคือพระราชโองการ..." ทูตลับผู้ถือสสารสะดุ้งสุดตัว "กลับไปทูลผู้ที่ส่งเจ้ามา บอกว่าข้าพเจ้า ฉินอี้ จะกลับไปเยือนเมืองหลวงแน่... แต่ไม่ใช่ในฐานะนักโทษประหารที่ต้องก้มหัวรอความตาย" ฉินอี้เอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจจนชายชุดดำถึงกับถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว "ไสหัวไปเสีย ก่อนที่ดาบในมือข้าจะได้ดื่มเลือดสุนัขรับใช้เช่นเจ้า" ร่างภายใต้ชุดดำรีบเร้นกายหายลับไปกับความมืดมิดยามวิกาลอย่างไร้ซุ่มเสียง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันหนักอึ้งภายในกระโจม ซูเหวินถอนหายใจเบาๆ นางขยับเข้าไปใกล้ฉินอี้ มือเรียวยาวหยิบผ้าชุบน้ำอุ่นมาเช็ดคราบเขม่าดินตามกรอบหน้าและมือให้เขาอย่างทะนุถนอม ความอ่อนโยนนี้มีเพียงนางเท่านั้นที่ได้รับจากแม่ทัพผู้ไร้หัวใจผู้นี้ "ท่านกำลังเดินเข้าสู่หลุมพรางที่พวกมันขุดรอไว้" ซูเหวินกล่าวเบาๆ ขณะที่สายตาทอดมองออกไปเบื้องนอก "แต่ข้าก็รู้ว่า ต่อให้เบื้องหน้าคือขุมนรก ท่านก็ไม่มีวันถอย" "เราไม่มีทางเลือก ซูเหวิน" ฉินอี้คว้ามือเรียวนั้นมากุมไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของนางคือสิ่งเดียวที่ช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บในใจเขาได้ "แผ่นป้ายทองคำนั่นเป็นเพียงฉากหน้า แต่สิ่งที่ข้ากังวลยิ่งกว่าคือ ขบวนการลับใต้พื้นดินที่พวกมันกำลังสร้างขึ้นในเมืองนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของการกบฏ แต่เป็นการชักใยอำนาจที่เชื่อมโยงไปถึงราชสำนักชั้นสูง" "ท่านหมายถึง... เครือข่ายสายลับที่ฝังรากลึกอยู่ใต้เมืองโบราณแห่งนี้สินะคะ... อภัยด้วย ข้าเผลอติดปาก" ซูเหวินชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเกือบใช้สรรพนามที่ไม่เข้ากับบุรุษเพศ แต่ฉินอี้เพียงแค่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยในยามที่อยู่กันตามลำพัง "เจ้าพูดถูก ขบวนการนั้นซับซ้อนกว่าที่เราคิด" ฉินอี้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง คว้าดาบประจำกายมาคาดเอว "คืนนี้เราจะลงไปสำรวจอุโมงค์ใต้ดินที่เชื่อมต่อกับโรงเตี๊ยมร้างในเขตเมืองเก่า เจ้าพร้อมหรือไม่ กุนซือไร้ลักษณ์" ซูเหวินแย้มยิ้มอย่างมั่นใจ แววตาฉายประกายปัญญาเฉียบคม นางหยิบพัดเหล็กคู่ใจขึ้นมาเหน็บไว้ที่เอว "สำหรับท่านแล้ว ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ข้าก็ไม่เคยหวั่นเกรงอยู่แล้วครับท่านแม่ทัพ" ทั้งสองลอบออกจากค่ายพักแรมในยามดึกสงัด มุ่งหน้าสู่ใจกลางเมืองที่หลับใหล ภายใต้แสงจันทร์สลัว เงาร่างของแม่ทัพอาชาเหล็กและกุนซือผู้ปราดเปรื่องเคลื่อนตัวผ่านตรอกซอกซอยอันมืดมิด จนกระทั่งมาหยุดอยู่เบื้องหน้าโรงเตี๊ยมเก่าแก่ที่ควรจะร้างผู้คน แต่ทว่า... กลับมีควันจางๆ ลอยขึ้นมาจากปล่องไฟ พร้อมกับเสียงกระซิบกระซาบและเสียงฝีเท้าจำนวนมากที่ดังสะท้อนก้องขึ้นมาจากใต้พื้นดิน ฉินอี้ส่งสัญญาณมือให้ซูเหวินหยุดนิ่ง ทั้งสองแนบกายชิดกับผนังกำแพงศิลาอันเย็นเยียบ ขณะที่แผ่นไม้กระดานที่ปิดปากทางเข้าห้องใต้ดินค่อยๆ ถูกเลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ แสงไฟสีเหลืองนวลจากคบเพลิงใต้ดินสาดส่องขึ้นมา พร้อมกับร่างของชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งในชุดนักรบเกราะดำสนิท ที่กำลังลำเลียงลังไม้บรรจุอาสุกรและตราประทับปลอมขึ้นมาทีละลัง... และสิ่งที่ทำให้ฉินอี้ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง คือตราสัญลักษณ์ที่สลักอยู่บนลังไม้เหล่านั้น มันไม่ใช่ตราของกบฏชายแดนทั่วไป แต่เป็นตราประจำพระองค์ของ... *องค์รัชทายาท!* ก่อนที่ฉินอี้จะได้ส่งสัญญาณเตือน ซูเหวินที่กวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณกลับสะดุดตากับบางสิ่งเข้า นางรีบคว้าแขนเสื้อของฉินอี้ไว้แน่น ปลายเลิ่กลั่กชี้ไปยังเงาร่างหนึ่งที่เพิ่งก้าวขึ้นมาจากอุโมงค์ใต้ดิน นั่นคือสตรีในชุดอาภรณ์หรูหราปักลายหงส์ทอง นางคือสนองพระโอษฐ์คนสนิทของพระสนเอกผู้ทรงอิทธิพลในวังหลัง และในมือของนางกำลังถือตั๋วแลกเงินมูลค่ามหาศาล พร้อมกับบัญชีรายชื่อขุนนางนับร้อยคนที่ถูกซื้อตัวไว้แล้ว! ขบวนการลับใต้ดินไม่ได้มีไว้เพื่อก่อกบฏ... แต่มันคือแผนการล้มล้างบัลลังก์ที่ถูกชักใยโดยคนใกล้ชิดที่สุดในวังหลวง! ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงลูกธนูแหวกอากาศพุ่งตรงมาปักลงที่ผนังไม้ข้างศีรษะของฉินอี้อย่างเฉียดฉิว พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลังพวกเขา "ฮ่าๆๆๆ... ช้าไปหน่อยนะท่านแม่ทัพ รังหนูแห่งนี้... ต้อนรับพวกท่านด้วยความตาย!" --- ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันคลื่นลมแห่งยุคสมัยมาด้วยกันในบทนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%