กลิ่นอายจางๆ ของไม้กฤษณาและชาผู่เอ่อร์เก่าเก็บลอยอวลอยู่ในห้องหนังสือลับ ชั้นใต้ดินของจวนแม่ทัพ แสงจากตะเกียงน้ำมันสำริดส่องกระทบโครงหน้าคมสันที่มักจะเรียบเฉยราwanสลักจากหินผาของฉินอี้ ในยามนี้ ร่องรอยความอ่อนล้าปรากฏชัดขึ้นตามหางตาและสันกรามที่ขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน
บนโต๊ะไม้จันทน์แดง แผนที่แคว้นเป่ยและตำราพิชัยสงครามถูกกางทิ้งไว้ ทว่าไม่มีใครมีสติปัญญาพอจะใส่ใจมันในยามวิกาลเช่นนี้ ซูเหวินนั่งอยู่เบื้องขวา อาภรณ์ผ้าแพรสีเทาเข้มเรียบง่ายขับเน้นให้ผิวหน้าของนางดูกระจ่างใสราวกระเบื้องหยกขาว นิ้วเรียวดั่งลำเทียนกำลังประคองถ้วยชาอุ่นที่ไอร้อนเริ่มจางลง แต่นางไม่ได้ยกขึ้นดื่ม สายตาคู่คมกริบดุจดั่งดวงดาวในคืนเดือนมืดคู่นั้นกำลังจับจ้องอยู่ที่บาดแผลฉกรรจ์บริเวณหัวไหล่ซ้ายของชายหนุ่ม ซึ่งเนื้อผ้าถูกตัดออกเพื่อให้หมอหลวงทำแผลตั้งแต่ยามเซี่ย
"ท่านแม่ทัพควรพักผ่อนได้แล้วครับ บาดแผลฉกรรจ์จากการปะทะกับทหารม้าเกราะเหล็กของแคว้นเหลียงครานี้ หากท่านยังดึงดันจะตรวจฎีกาทหารอีก เกรงว่าเส้นเอ็นที่หัวไหล่นั้นคงไม่สู้ดีแน่" น้ำเสียงของซูเหวินราบเรียบแต่มั่นคง แฝงความห่วงใยที่นางมักจะซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีของกุนซือผู้ไร้หัวใจเสมอ
ฉินอี้แค่นเสียงในลำคอเล็กน้อย ดวงตาคู่นคมดุจเหยี่ยวละสายตาจากกองฎีกา เงยขึ้นสบตากับสตรีเบื้องหน้า ความเงียบงันปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่ ราวกับทั้งสองกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดในใจ ท่ามกลางบรรยากาศที่บีบคั้นและเต็มไปด้วยความกดดันจากราชสำนักที่กำลังจะเปลี่ยนผ่าน
"เจ้าเคยคิดไหม... ว่าที่เรากำลังทำอยู่ทั้งหมดนี้ เพื่อสิ่งใดกันแน่ ซูเหวิน"
คำถามนั้นไม่ใช่คำถามเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่การหยั่งเชิงเรื่องการเดินหมากทางการเมือง แต่มันคือเสียงสะท้อนจากก้นบึ้งของหัวใจที่ถูกกัก
ขังไว้ภายใต้หน้าที่ของแม่ทัพผู้ปกป้องแผ่นดินมาเนิ่นนาน
ซูเหวินชะงักไปเล็กน้อย นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงกระทบเบาหันมามองเขาเต็มตา "ท่านแม่ทัพ... มีเรื่องอันใดรบกวนจิตใจหรือครับ"
"ข้าเหนื่อย..." ฉินอี้เอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงที่เคยทรงอำนาจและเยือกเย็นกลับสั่นเครือเล็กน้อยอย่างที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อน มือหนาที่เคยถือทวนทะลวงค่ายกลข้าศึกมานักต่อนัก ยกขึ้นกุมขมับ "ข้าเหนื่อยกับการต้องเห็นคนตาย เหนื่อยกับการต้องเป็นหมากในกระดานของฮ่องเต้ และเหนื่อย... ที่ต้องปกป้องแผ่นดินโดยที่ปกป้องคนที่ข้ารักที่สุดไม่ได้"
ภาพความทรงจำในอดีต วันที่เพลิงผลาญจวนตระกูลฉินและร่างไร้ลมหายใจของมารดาและน้องสาวลอยเด่นชัดขึ้นมาในห้วงคำนึง ดวงตาของแม่ทัพผู้ไม่เคยหลั่งน้ำตาให้แก่ความตายใดๆ กลับมีประกายความเจ็บปวดร้าวลึกสะท้อนออกมา
ซูเหวินเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจของนางกระตุกวูบ ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาในอก นางเข้าใจบาดแผลในใจของเขาดีกว่าใคร เพราะนางคือผู้ที่คอยเก็บกวาดเศษซากความทรงจำเหล่านั้นร่วมกับเขามาตลอดหลายปี
"ท่านไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะครับ... ฉินอี้" ซูเหวินตัดสินใจเอ่ยเรียกชื่อจริงของเขาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน น้ำเสียงของนางอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด ไร้ซึ่งมาดของกุนซือไร้ลักษณ์ มีเพียงสตรีผู้หนึ่งที่พร้อมจะเป็นที่พักพิงให้แก่พายุร้ายในใจชายหนุ่ม
ฉินอี้เงยหน้าขึ้นมองนาง แววตาของแม่ทัพผู้เกรียงไกรในยามนี้กลับเว้าว้างและเปราะบางอย่างยิ่ง เขายืดยกตัวขึ้นอย่างยากลำบากเนื่องจากพิษบาดแผล ก้าวเข้าไปใกล้สตรีตรงหน้าทีละก้าว จนกระทั่งกลิ่นอายเฉพาะตัวและไอร้อนจากร่างกายของชายหนุ่มแผ่ซ่านเข้ามาใกล้ ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนแทบไม่มีเหลือ
"ซูเหวิน... ข้าไม่อยากเป็นแม่ทัพผู้ไร้พ่ายที่ต้องยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนจุดสูงสุดอีกต่อไปแล้ว" ฉินอี้กระซิบชิดริมหางคิ้วของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับข้างแก้มเนียนนุ่ม "หากวันหนึ่ง... ข้าต้องทิ้งทุกอย่าง ทั้งยศถาบรรดาศักดิ์ อำนาจ และกองทัพอาชาเหล็ก เพื่อแลกกับการได้ใช้ชีวิตอยู่กับเจ้าคนเดียว เจ้าจะว่าอย่างไร"
คำสารภาพอันหนักหน่วงและท้าทายขนบธรรมเนียมโบราณถูกเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างไม่เกรงกลัวต่อฟ้าดิน สำหรับแม่ทัพผู้กุมชะตาแผ่นดิน คำพูดนี้เทียบเท่ากับการทรยศต่อราชบัลลังก์กลายๆ แต่มันกลับจริงใจยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกหล้า
ซูเหวินเบิกตากว้างเล็กน้อย หัวใจเต้นระรัวดั่งกลองศึก นางมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมที่สะท้อนภาพเงาของนางเพียงผู้เดียว ความลังเลใจฉายผ่านแววตาอัจฉริยะอยู่ชั่วขณะ ก่อนที่นางจะทันได้เอ่ยคำใดตอบรับ
*ก๊อกๆๆ!*
เสียงเคาะประตูด้านนอกดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างเร่งรีบ ตามด้วยเสียงรายงานที่ทำลายบรรยากาศอันเปราะบางและลึกซึ้งลงในพริบตา
"เรียนท่านแม่ทัพ! มีพระราชโองการด่วนจากเมืองหลวง... ตราประทับมังกรทองห้าเล็บ!"
ฉินอี้ผละถอยหลังออกครึ่งก้าว ใบหน้ากลับคืนสู่ความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งในทันที ทว่ามือหนากลับคว้าข้อมือเรียวของซูเหวินไว้แน่นโดยไม่ยอมปล่อย นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ท่ามกลางความตึงเครียดที่กลับมาเยือนอีกครั้ง ประตูห้องหนังสือถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับขันทีเฒ่าผู้ถือม้วนราชโองการสีเหลืองทองก้าวเข้ามาด้วยใบซีดเผือด
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 22
คำสารภาพของแม่ทัพ
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!