เสียงกระแทกกระทั้นของถาดไม้สนสนิมเขรอะดังสะท้อนก้องห้องโถงแคบๆ ของสหกรณ์อำเภอ ทว่าสำหรับหลินว่านหลิงในเวลานี้ เสียงเหล่านั้นกลับไพเราะราวกับเสียงดนตรีประสานจากสวรรค์
"นับให้ดี... นี่คือเงินสดเจ็ดร้อยหยวนถ้วน ค่าพริกหม่าล่าสูตรพิเศษและเนื้อแดดเดียวล็อตแรก สหายหม่าเขาฝากมาบอกว่า ถ้าล็อตหน้าเพิ่มจำนวนอีกเท่าตัว เขายินดีจ่ายเพิ่มให้อีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์"
เจ้าหน้าที่การเงินวัยกลางคนผู้มีไฝเม็ดใหญ่บนริมฝีปากบน พูดด้วยน้ำเสียงกระด้างตามเคย แต่สายตาที่กวาดมองปึกธนบัตรปึกหนาในมือกลับเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาอย่างปิดไม่มิด ในยุคสมัยที่เงินเดือนคนงานโรงงานทั่วไปได้แค่เดือนละสามสิบกว่าหยวน การที่ผู้หญิงบ้านนอกคนหนึ่งหิ้วตะกร้าผักเข้ามาแล้วเดินออกไปพร้อมกับเงินก้อนเท่ากับรายได้ครึ่งปี เป็นภาพที่กระตุ้นต่อมความริษยาของคนในห้องนั้นได้เป็นอย่างดี
ว่านหลิงไม่ได้ใส่ใจสายตาคู่นั้น เธอยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น นิ้วเรียวสวยบรรจงรับปึกธนบัตรมากวาดสายตาตรวจนับอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทุกใบไร้รอยปลอมแปลง กลิ่นหอมจางๆ ของหมึกพิมพ์ธนบัตรใหม่เอี่ยมช่างหอมหวลยิ่งกว่ากลิ่นดอกไม้ป่าเสียอีก
"ขอบคุณมากครับเจ้าหน้าที่... เรื่องล็อตหน้า รับรองว่าไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอนครับ" ว่านหลิงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพเรียบร้อย แต่แววตากลับคมกริบดั่งใบมีด
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้องโถง สภาพแวดล้อมรอบตัวก็เปลี่ยนเป็นความวุ่นวายของตลาดสดช่วงบ่ายแก่ๆ สายตาหลายคู่แอบเหลือบมองเธอด้วยความสงสัยระคนหวาดระแวง โดยเฉพาะสายตาของป้าสะใภ้รองตระกูลโจว ที่ยืนทำทีเป็นเลือกซื้อผักกาดอยู่ใกล้ๆ แผงขายเนื้อหมู นางชะเง้อคอมองตะกร้าสานในมือของว่านหลิงด้วยความโลภที่ฉายชัดผ่านรอยย่นบนใบหน้า
"อ้าว... นึกว่าใคร ที่แท้ก็สะใภ้สามบ้านตระกูลลู่เองหรอกรึ วันนี้หิ้วตะกร้าเปล่ามาเดินตลาด ทำไมหน้าตาดوดูสดชื่นนักเล่า หรือว่าแอบไปขโมยเงินสามีที่ส่งกลับมาจากค่ายทหารมาละลายเล่นซะแล้ว?" เสียงแหลมสูงเอ่ยแซะขึ้นกลางวงล้อมของชาวบ้าน เพื่อหวังให้คนหันมาสนใจและรุมประณาม
ว่านหลิงหยุดเดิน เธอมองหญิงวัยกลางคนผู้มีศักดิ์เป็นป้าสะใภ้ด้วยรอยยิ้มเย็นชา ผู้หญิงคนนี้เคยร่วมมือกับแม่เฒ่าโจววางแผนกลอยยึดส่วนแบ่งเงินเดือนทหารของลู่จั้นมาแล้วหลายครั้ง ครั้งนี้เห็นเธอเดินออกจากสหกรณ์อำเภอท่าทางอารมณ์ดี จึงนึกอยากจะเข้ามาหาเรื่องรีดไถตามสันดานเดิม
"เงินเดือนของพี่ลู่จั้นจะอยู่ที่ไหน ย่อมเป็นเรื่องระหว่างสามีภรรยาเรา... ส่วนป้าสะใภ้รอง ถ้ามีเวลาว่างมาคอยสอดส่องชีวิตคนอื่น สู้เอาเวลาไปอบรมลูกชายที่ชอบไปลักเล็กขโมยน้อยของตัวเองจะไม่ดีกว่าหรือครับ?" ว่านหลิงสวนกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่เนื้อหาเชือดเฉือนจนคนฟังหน้าชาซ่าน
"นัง... นังสะใภ้ปากดี! แกกล้าดียังไงมากล่าวหาลูกชายฉัน!" ป้าสะใภ้รองหน้าดำคร่ำเครียด ปรี่เข้ามาหมายจะคว้าแขนเสื้อของว่านหลิงเพื่อประจานกลางตลาด
ทว่า ว่านหลิงเร็วกว่า เธอเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งทำเป็นสะดุดกาลเวลา ตะกร้าในมือเอียงวับ ธนบัตรหนึ่งใบที่แอบหยิบเตรียมไว้ล่วงหน้าปลิวหลุดจากมือร่วงลงสู่พื้น ท่ามกลางสายตานับสิบที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
มันไม่ใช่เศษเงินย่อย แต่เป็นธนบัตรใบละสิบหยวนปึกใหญ่ที่มัดด้วยเชือกกล้วย แม้จะร่วงลงมาเพียงเสี้ยววินาที แต่ความหนาและปึกเงินนั้นก็สะท้อนเข้าตาชาวบ้านทุกคนจนแทบตาพร่า!
ป้าสะใภ้รองอ้าปากค้าง ตาโตเท่าไข่ห่าน มือที่ทำท่าจะคว้าตัวว่านหลิงเมื่อครู่ค้างเติ่งกลางอากาศ ความโลภเข้าครอบงำจิตใจจนนางลืมอาย พุ่งเข้าใส่กองเงินนั้นทันที "นั่นมันเงินอะไร! เงินตระกูลลู่ต้องเอามาแบ่งกันสิ แกซ่อนเงินไว้ตั้งมากมายขนาดนี้ นังเด็กหน้าไม่อาย!"
*ฉ่า—!*
เสียงเดือดพล่านของน้ำมันร้อนจัดจากแผงขายปาท่องโก๋ข้างทางดังกลบเสียงโวยวายชั่วขณะ ว่านหลิงก้มลงเก็บธนบัตรปึกนั้นอย่างใจเย็น รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงงดงามไร้ความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เธอมองป้าสะใภ้ที่ล้มคลุกคลานอยู่กับพื้นเพราะตะครุบอากาศ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานให้ทุกคนได้ยินชัดเจน
"เงินนี่คือหยาดเหงื่อแรงงานที่ฉันหามาได้จากการค้าขายสุจริต ไม่ใช่เงินโจร และไม่ใช่เงินที่ต้องเอาไปแบ่งให้คนหน้าหนาที่วันๆ เอาแต่แบมือขอส่วนบุญ... ถ้าป้าสะใภ้ยังไม่เลิกสร้างความวุ่นวาย ฉันเกรงว่าเรื่องที่ลูกชายป้าไปติดการพนันที่อำเภอข้างๆ อาจจะหลุดลอยไปถึงหูหัวหน้าหมู่บ้านในวันพรุ่งนี้ก็ได้นะครับ"
สิ้นคำพูดนั้น สีหน้าของป้าสะใภ้รองก็เปลี่ยนจากสีแดงก่ำกลายเป็นซีดเผือดราวกับกระดาษ นางอ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ ไม่กล้าเอ่ยคำว่าร้ายใดๆ ออกมาอีกเลย ทำได้เพียงนั่งมองว่านหลิงหมุนตัวเดินจากไปอย่างสง่างาม ท่ามกลางเสียงซุบซิบของชาวบ้านที่หันมาจับจ้องนางด้วยสายตาตำหนิ
หลินว่านหลิงเดินลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอยที่เงียบสงบ มั่นใจว่าไม่มีใครสะกดรอยตามมาแล้ว ร่างเพรียวบางก็หายวับเข้าไปในมุมอับของกำแพงอิฐสีเทਾ พริบตานั้น ร่างของเธอก็ถูกดึงดูดเข้าสู่ "มิติห้างสรรพสินค้า" พื้นที่ส่วนตัวที่ปลอดภัยไร้รอยต่อ อากาศบริสุทธิ์และกลิ่นอายความทันสมัยโอบ
เธอยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์แคชเชียร์ดิจิทัลในมิติ เปิดลิ้นชักนิรภัยแล้วบรรจงวางปึกเงินสดเจ็ดร้อยหยวนลงไปนอนสงบนิ่งเคียงข้างกับเงินเก็บสะสมก่อนหน้านี้ ตัวเลขยอดเงินรวมในหน้าจอโฮโลแกรมกระพริบแสงสีทองเรืองรอง แสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งที่กำลังเติบโตขึ้นทุกวันอย่างมั่นคง
"เรียบร้อย... แค่นี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องใครจะมาค้นบ้านอีกต่อไป" ว่านหลิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอยื่นมือไปหยิบขวดน้ำแร่เย็นฉ่ำขึ้นมาดื่มดับกระหาย ขณะที่ดวงตากลมโตมองสำรวจชั้นวางวัตถุดิบทำอาหารที่ถูกเติมเต็มด้วยระบบอัตโนมัติ
พรุ่งนี้คือวันที่ลู่จั้นจะเดินทางกลับจากการฝึกภาคสนามยาวนานถึงสองสัปดาห์ สามีหนุ่มผู้ซื่อสัตย์และคลั่งรักภรรยาคนนั้น สมควรได้รับรางวัลชิ้นใหญ่หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการปกป้องประเทศชาติ ว่านหลิงวางแผนไว้แล้วว่าเธอจะทำเมนูเด็ดที่ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วทั้งหมู่บ้าน เพื่อต้อนรับการกลับมาของเขา
ทว่า ในขณะที่เธอกำลังเลือกหยิบเนื้อหมูสามชั้นเกรดพรีเมียมออกจากตู้แช่เย็นในมิติ จู่ๆ หน้าจอโฮโลแกรมที่เคยนิ่งสงบก็ส่งเสียงแจ้งเตือน "ติ๊ง!" แหลมสูง พร้อมกับข้อความสีแดงฉานที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ:
*[แจ้งเตือนฉุกเฉิน: ตรวจพบคลื่นสัญญาณพลังงานแปลกปลอมกำลังเข้าใกล้พิกัดบ้านพักตระกูลลู่... และบุคคลที่ไม่ได้รับเชิญกำลังยืนเคาะประตูบ้านของคุณในเวลานี้]*
ดวงตาของว่านหลิงหรี่แคบลงทันที รอยยิ้มอุ่นๆ เมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงแววตาดุดลึกและเยือกเย็น เธอกำหมัดแน่นเมื่อฉุกคิดขึ้นได้ว่า ในขณะที่เธออยู่ในมิติเวลานี้ ใครกันที่กล้าบุกไปที่บ้านพักของเธอในยามวิกาลเช่นนี้?
(ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่สนับสนุน "ฟาร์มเมอร์สุขใจ" มาโดยตลอดครับ)
คุณหนูสายสตรอง ทะลุมิติไปปั้นสามีทหารให้รวยฟ้าผ่า•ตอนที่ 13
หิ้วเงินก้อนโตกลับบ้าน
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูสายสตรอง ทะลุมิติไปปั้นสามีทหารให้รวยฟ้าผ่า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!