"หยุด! ใครกล้าล้ำเส้นเขตคุ้มครองของกองทัพ ถอยหลังไปเดี๋ยวนี้!"
เสียงคำรามทรงพลังดังก้องกังวานผ่าความมืดสลัวของยามวิกาล ทำเอาสหายหม่าที่กำลังหน้าซีดเผือดถึงกับทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ขาสั่นพับจนแทบก้าวไม่ออก ในขณะที่ลู่จั้นไม่รอช้า ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบสนามขยับตัวเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็วราวดุดันดั่งเสือดาว เขาคว้าแขนเรียวของหลินว่านหลิงดึงเข้ามาหลบอยู่ด้านหลังแผ่นอกกว้างของตนเองทันที ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวหรี่ลงจ้องมองกลุ่มเงาดำนับสิบชีวิตที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาปิดล้อมพวกเขาไว้ทุกทิศทุกทางอย่างอุกอาจ
บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายคุกคามอันตราย เสียงฝีเท้าหนักหน่วงบดขยี้พื้นดินแห้งแล้งดังระงม ทว่าท่ามกลางความตึงเครียดระดับหายนะนี้ หลินว่านหลิงกลับไม่มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย
หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ ปลายจมูกพลانลักลอบสูดกลิ่นอายจางๆ จากมิติห้างสรรพสินค้าที่สถิตอยู่ในห้วงจิตสำนึก ความเย็นเฉียบของเครื่องปรับอากาศและกลิ่นหอมสะอาดของสินค้าอุปโภคบริโภคนับหมื่นรายการยังคงเป็นเบาะรองรับความมั่นใจให้เธอได้เสมอ เธอแอบพลิกข้อมือเบาๆ ถุงผ้าใบเก่าที่สะพายอยู่ด้านข้างถูกมือเรียวล้วงเข้าไปสัมผัสวัตถุชิ้นสำคัญ—หน้ากากผ้าหนาและหมวกปีกกว้างที่ใช้สำหรับภารกิจปลอมตัวครั้งนี้ถูกจัดเตรียมไว้อย่างรัดกุมตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากบ้าน
"พี่ลู่... คนพวกนี้ไม่ใช่ทหารยามลาดตระเวนปกติแน่" ว่านหลิงกระซิบเสียงแผ่วเบาแนบชิดแผ่นหลังของสามี ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดเนื้อผ้าจนลู่จั้นรู้สึกได้ถึงความสั่นสะท้านที่ไม่ได้มาจากความกลัว แต่เป็นความตื่นตัว
"อย่าห่างจากผมเด็ดขาด ว่านหลิง" ลู่จั้นตอบกลับเสียงต่ำ ลำแขนแกร่งเกร็งแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน มืออีกข้างแตะกระชับปืนพกข้างเอวอย่างระแวดระวัง แม้ในยามปกติเขาจะเป็นนายทหารหนุ่มผู้ซื่อตรงและรักภรรยาจนหมดหัวใจ แต่ยามเผชิญหน้ากับกลุ่มคนเถื่อนนอกกฎหมาย สัญชาตญาณนักรบของเขาก็ถูกปลุกเร้าจนถึงขีดสุด ดวงตาคมเข้มกราดมองเงาดำที่พุ่งเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนกระทั่งแสงจันทร์ส่องกระทบเข้ากับใบหน้าของหัวหน้ากลุ่มปริศนา
"ฮ่าๆๆ นึกว่าใครที่ไหน... ที่แท้ก็ผู้กองลู่ นายทหารอนาคตไกลแห่งค่ายทหารเขตเหนือเองหรอกหรือ?" เสียงหัวเราะแหบพร่าดังขึ้น พร้อมกับร่างสันทัดของชายวัยกลางคนสวมเสื้อคลุมกันหนาวตัวใหญ่ก้าวออกมาจากเงาไม้ ดวงตาเรียวเล็กเป็นประกายเจ้าเล่ห์จ้องมองลู่จั้นและภรรยาด้วยรอยยิ้มเยาะ "ดึกดื่นป่านนี้ พาภรรยาคนสวยมาเดินเล่นชมจันทร์แถวเขตแดนรกร้างนี่... ช่างมีอารมณ์สุนทรีย์เสียจริงนะผู้กอง"
สหายหม่าที่นั่งตัวสั่นอยู่บนพื้นรีบละล่ำละลักตะโกนขึ้นทันที "ล...ลูกพี่เฉิน! นี่... นี่ท่านเองหรอกหรือ ข้าน้อย... ข้าน้อยแค่พาคนมาทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนารบกวนอาณาเขตของท่านเลยสักนิด!"
ลูกพี่เฉิน... พ่อค้าคนกลางผู้คุมตลาดมืดรายใหญ่ที่สุดในรัศมีสามอำเภอ!
หลินว่านหลิงหรี่ตาลงพิจารณาคู่สนทนาเบื้องหน้าทันที ข้อมูลเกี่ยวกับตลาดมืดที่เธอเคยวิเคราะห์ไว้ในหัวแล่นปรี๊ดขึ้นมาเป็นฉากๆ ตลาดมืดแห่งนี้ไม่ได้ควบคุมง่ายอย่างที่คิด การจะแทรกตัวเข้ามาค้าขายสินค้าจากยุคปัจจุบันเพื่อกอบโกยเงินทองมาปั้นฐานะให้สามีรวยฟ้าผ่า การผ่านด่านของ "ลูกพี่เฉิน" ผู้นี้คือบททดสอบแรกที่สำคัญยิ่งยวด หากจัดการไม่ดี อย่าว่าแต่จะได้ทำธุรกิจเลย แม้แต่ทางกลับบ้านก็อาจไม่มีโอกาสได้เดิน
"ธุรกิจเล็กๆ อย่างนั้นเรอะ?" ลูกพี่เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ กวาดสายตาคมปลาบมองไปที่ถุงผ้าใบใหญ่ในมือของสหายหม่า ก่อนจะเลื่อนสายตามาหยุดอยู่ที่ร่างเพรียวบางของหลินว่านหลิงที่ยืนหลบอยู่หลังลู่จั้น "พกพาคนนอกเข้ามาในเขตควบคุมการค้าลับโดยไม่ได้รับอนุญาต แถมยังทำท่าลับๆ ล่อๆ... ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าผู้กองลู่ ข้าคงสั่งลูกน้องจับโยนลงแม่น้ำไปนานแล้ว!"
สถานการณ์ตึงเครียดถึงขีดสุด ลูกน้องของลูกพี่เฉินนับสิบคนต่างชูท่อนไม้และอาวุธขึ้นขู่ สหายหม่าเป็นลมล้มพับไปจริงๆ แล้วด้วยความหวาดกลัว ทว่าท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก ลู่จั้นกลับก้าวขาออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว บังร่างภรรยาไว้มิดชิดยิ่งกว่าเดิม ใบหน้าหล่อเหลาคมคายเรียบเฉยไร้ความหวาดกลัว น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว
"ลูกพี่เฉินทำธุรกิจใหญ่โต ย่อมเข้าใจดีว่า 'ผลประโยชน์' สำคัญกว่าการใช้กำลังข่มขู่ พวกเราไม่ได้มาหาเรื่อง แต่มาเพื่อ 'เสนอทางเลือก' ที่ท่านปฏิเสธไม่ลงต่างหาก"
คำพูดของลู่จั้นทำเอาลูกพี่เฉินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาเรียวเล็กหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด เขารู้กิตติศัพท์ความตรงไปตรงมาและฝีมือการต่อสู้ของนายทหารหนุ่มคนนี้ดี การปะทะกันตรงๆ นอกจากจะเสียกำลังพลแล้ว ยังอาจดึงดูดความสนใจจากทางการได้ง่ายๆ
ในจังหวะวิกฤตินั้นเอง มือเรียวเล็กของหลินว่านหลิงก็เอื้อมไปจับชายเสื้อของลู่จั้นเบาๆ เป็นสัญญาณว่าเธอพร้อมแล้ว หญิงสาวก้าวพ้นแผ่นหลังกว้างของสามีออกมาเผชิญหน้ากับแสงจันทร์ มือข้างหนึ่งเปิดฮู้ดหมวกคลุมศีรษะลงเผยให้เห็นใบหน้าเรียวสวยที่แต่งแต้มรอยแผลเป็นปลอมด้วยเครื่องสำอางจากมิติเพื่ออำพรางตัว ดวงตากลมโตเป็นประกายฉลาดเฉลียวและมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
"สวัสดีค่ะ... อึ่ม... สวัสดีครับลูกพี่เฉิน" ว่านหลิงจงใจปรับเสียงให้ทุ้มต่ำลงเล็กน้อยเพื่อตบตา "ท่านผู้นำตลาดมืดผู้กว้างขวาง คงไม่อยากปฏิเสธสินค้าล็อตแรกที่จะทำให้ท่านกวาดกำไรได้มหาศาลภายในคืนเดียวหรอกกระมัง?"
พูดจบ หลินว่านหลิงก็หยิบขวดแก้วใสขนาดเล็กบรรจุน้ำพริกหมูสับสูตรลับภัตตาคารหรูจากศตวรรษที่ 21 ออกมาจากถุงผ้า กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศคั่ว พริกแห้ง และเนื้อหมูชั้นดีที่ผ่านการเคี่ยวอย่างพิถีพิถันจนเข้มข้น ถูกปลดปล่อยอณูความหอมออกมาตลบอบอวลไปทั่วบริเวณความมืดทันทีที่จุกไม้ก๊อกถูกดึงออก
ลูกพี่เฉินที่กำลังจะอ้าปากปฏิเสธ ถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกโดยไม่รู้ตัว กลิ่นหอมเย้ายวนชวนน้ำลายสอเตะเข้าจมูกอย่างจังจนต่อมรับรสแทบคลั่ง ลูกน้องรอบกายต่างพากันกลืนน้ำลายเอื้อมคอชะเง้อด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"นี่มัน... กลิ่นบ้าอะไรกันวะเนี่ย?!" ลูกพี่เฉินอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองขวดแก้วในมือของหญิงสาวแปลกหน้าอย่างไม่วางตา
แสงจันทร์สาดส่องลงมาต้องใบหน้าของหลินว่านหลิงที่ยิ้มรับอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า ขณะที่ลู่จั้นยืนตระหง่านเป็นโล่กำบังอันแข็งแกร่งอยู่เคียงข้าง และในวินาทีที่ลูกพี่เฉินกำลังจะเอ่ยปากถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าปฏิวัติวงการชิ้นนี้ เสียงฝีเท้าปริศนากลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากความมืดเบื้องหลังพุ่มไม้ทึบ พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างวาบที่สาดส่องตรงมายังพวกเขาอย่างไร้การเตือนล่วงหน้า!
"หยุดอยู่ตรงนั้น! เจ้าหน้าที่ตรวจค้นตลาดมืด บุกเข้ามา!"
ฟาร์มเมอร์สุขใจขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนการเดินทางของสองสามีภรรยาในการสร้างเนื้อสร้างตัวครั้งนี้ด้วยนะครับ
คุณหนูสายสตรอง ทะลุมิติไปปั้นสามีทหารให้รวยฟ้าผ่า•ตอนที่ 10
เปิดฉากตลาดมืดครั้งแรก
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูสายสตรอง ทะลุมิติไปปั้นสามีทหารให้รวยฟ้าผ่า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!