ความเงียบงันภายในโถงพิธีไม่ได้หมายถึงความสงบ หากแต่เป็นความอัดอั้นที่รอวันระเบิดออกราวกับลาวาใต้พิภพ
"เด็กน้อย... เจ้าคิดว่าสำนักกระบี่นภาแห่งนี้ เป็นที่ที่สวะเช่นเจ้าจะมาเดินทอดน่องเล่นหรืออย่างไร?"
เสียงหัวเราะแหบแห้งราวกระดาษทรายเสียบสีกันดังขึ้นจากผู้อาวุโสจ้าว ดวงตาที่ฝ้าฟางไร้ประกายคู่นั้นจ้องมองตรงมายังไป๋อวิ๋นด้วยความเหยียดหยหยัน ทว่าเบื้องหลังรอยยิ้มเยียบเย็นนั้น กลับซ่อนไว้ด้วยกระแสพลังปราณมืดทมิฬที่แอบแฝงอยู่ใต้พื้นศิลา
*เปรี้ยะ!*
ร่างของศิษย์น้องร่วมสำนักผู้หนึ่งทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น กระอักโลหิตสีดำสนิทออกมาคำใหญ่ เส้นเอ็นทั่วร่างปูดโปนด้วยพิษปราณที่ถูกลอบโจมตีอย่างอุกฉกรรจ์ ผู้อาวุโสจ้าวอาศัยจังหวะชุลมุนใช้วิชา ‘มารกลืนวิญญาณ’ หมายจะแอบแฝงถ่ายทอดพิษเข้าทำลายจุดชีพจรของคนผู้นี้ เพื่อบีบบังคับให้มู่หรงเสวี่ยต้องยอมจำนนต่อเงื่อนไขการประลอง
มู่หรงเสวี่ยขบกรามแน่น กระบี่น้ำแข็งในมือสั่นระริกด้วยความโกรธเกรี้ยว นางก้าวเท้าหมายจะพุ่งออกไปสะบั้นหัวใจชั่วช้าของตาแก่แซ่จ้าวผู้นี้ให้สิ้นซาก ทว่ากลับมีมือเรียวยาวคู่หนึ่งเอื้อมมาแตะที่ไหล่ของนางเบาๆ
"อย่าเพิ่งรีบร้อนสิครับ ศิษย์พี่หญิง... การร่ายรำดาบด้วยอารมณ์โกรธ จะทำให้คมกระบี่เสียศูนย์"
ไป๋อวิ๋นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรื่อยเฉื่อย ใบหน้าหล่อเหลายังคงประดับด้วยรอยยิ้มเอื่อยเฉื่อยราวกับคุณชายสำราญผู้ไม่รู้ร้อนรู้หนาว เขายกมือขึ้นจัดปกเสื้อของตนเองอย่างเชื่องช้า ราวกับสถานการณ์เบื้องหน้าเป็นเพียงการชมละครโรงเล็กข้างถนน หาใช่ความเป็นความตายของสำนักไม่
"ไป๋อวิ๋น! เจ้ายังจะมีแก่ใจมาพูดจาไร้สาระอีกหรือ ผู้อาวุโสจ้าวใช้วิชามარ..." มู่หรงเสวี่ยตวัดสายตาคมกริบมามองเขา แววตาคู่สวยมีความห่วง 1 ส่วน โกรธ 9 ส่วนระคนกัน แต่เมื่อนางสบเข้ากับดวงตาดำขลับที่ลึกล้ำดั่งห้วงสมุทรของเขา หัวใจที่กำลังร้อนรุ่มกลับสงบลงอย่างประหลาด
"วิชามารอันใดกัน ก็แค่เศษเดนปราณที่ฝึกฝนจนธาตุไฟเข้าแทรกเท่านั้น" ไป๋อวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ รอยยิ้มบนมุมปากจางหายไป กลายเป็นความเยียบเย็นที่แผ่ออกมาจากกระดูกดำ
รังสีอำมหิตพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยไร้ซึ่งเสียงเตือน!
ภายในรัศมีร้อย丈 บรรยากาศรอบตัวพลันหนักอึ้งราวกับถูกภูเขาไท่ซานกดทับ ผู้อาวุโสจ้าวที่กำลังลำพองใจถึงกับชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าเหี่ยวย่นแข็งค้าง เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม ความรู้สึกหวาดกลัวที่ไม่ได้สัมผัสมาหลายสิบปีพุ่งพล่านขึ้นมาเกาะกุมขั้วหัวใจอย่างไม่มีสาเหตุ
*เด็กนี่... มันคือตัวอะไรกันแน่?*
"เจ้า... เจ้าเด็กเหลือขอ กล้าดียังไงมาบังอาจต่อหน้าผู้อาวุโส!" ผู้อาวุโสจ้าวแผดเสียงคำรามลั่นเพื่อขับไล่ความหวาดกลัวในใจ พร้อมกับระเบิดพลังปราณระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ออกมาเต็มพิกัด เงาร่างมหึมาของอสูรโลหิตปรากฏขึ้นเบื้องหลัง ฝ่ามือสีดำทะลายฟ้าซัดเข้าใส่ไป๋อวิ๋นหมายจะบดขยี้ร่างให้แหลกเป็นจุลในพริบตาเดียว!
ผู้คนโดยรอบต่างพากันหลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัว บางคนถึงกับเบือนหน้าหนีเพราะไม่อาจทนเห็นภาพคุณชายผู้ไร้พลังถูกสังหารอนาถได้
ทว่า... มีเพียงมู่หรงเสวี่ยเท่านั้นที่เบิกตากว้าง จ้องมองภาพตรงหน้าไม่แม้แต่จะกะพริบตา
ณ วินาทีที่ฝ่ามือมารกำลังจะประชิดตัว ไป๋อวิ๋นไม่ได้ขยับเขยื้อนกายหนีแม้แต่น้อย เขายกมือซ้ายขึ้นไขว้หลัง มือขวาเพียงวางไว้บนด้ามกระบี่เหล็กดำสนิทที่เหน็บอยู่ข้างเอว
ดวงตาคู่นั้นทอประกายคมปลาบดุจดวงดาราในยามวิกาล
*คลิก*
เสียงเหล็กกระทบฝักกระบี่ดังขึ้นแผ่วเบา... แต่กลับก้องกังวานลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของทุกคนในที่นั้นอย่างชัดเจน
ไป๋อวิ๋นชักกระบี่ออกจากฝัก... *เพียงครึ่งนิ้วเท่านั้น!*
*วู้มมมมม—!*
เพียงแค่เศษเสี้ยวของคมกระบี่ที่เผยตัวออกมา ประกายกระบี่สีทองเจิดจ้าสายหนึ่งก็พวยพุ่งทะยานตัดผ่านผืนฟ้าและแผ่นดินในฉับพลัน! มันไม่ใช่แค่ลมปราณธรรมดา แต่มันคือ "เจตంటกระบี่" ที่แท้จริง—เจตంటกระบี่ที่สามารถผ่าดาราและสยบสรรพสิ่งบนโลกหล้า!
กาลเวลาคล้ายหยุดนิ่ง เสียงลมหายใจของทุกคนขาดห้วง
ประกายกระบี่สายนั้นไม่ได้พุ่งเข้าปะทะกับฝ่ามือมารโดยตรง แต่มันตัดผ่านห้วงอากาศ สลายอาคมทั้งหมดอย่างไร้ร่องรอย แรงกดดันมหาศาลถาโถมลงมาจากฟากฟ้า ราวกับพญาอินทรีตบะหมื่นปีที่กางกรงเล็บกดทับมดปลวก
*โครมมมม!*
พื้นศิลาแกร่งนับพันตารางเมตรแตกร้าวแหลกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา ผู้อาวุโสจ้าวที่กำลังทะยานเข้ามากลางอากาศ ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีซีดเผือดอย่างไร้สีเลือด ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ปราณในร่างแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวบีบอัดจนกระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นดังกร๊อบ
*อ๊ากกกกก!*
ร่างของผู้อาวุโสจ้าวร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นอย่างแรง ทรุดเข่าลงกราบกรานต่อหน้าไป๋อวิ๋นโดยไม่หลงเหลือศักดิ์ศรีใดๆ เลือดสดๆ พรั่งพรูทะลักออกจากปากทั้งเจ็ดทวาร ร่างกายสั่นเทานั่งพับเพียบอยู่กับพื้นราวกับสุนัขจนตรอก
ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วบริเวณอีกครั้ง ไม่มีใครกล้าส่งเสียงหายใจดัง แม้แต่แมลงตัวน้อยยังไม่กล้าส่งเสียงร้อง
ไป๋อวิ๋นค่อยๆ เลื่อนคมกระบี่กลับเข้าฝักอย่างช้าๆ เสียงเหล็กเสียดสีกันดังขึ้นเบาๆ เป็นสัญญาณของการสิ้นสุดการประลองที่รวดเร็วจนแทบไม่ทันได้ตั้งตัว
เขาก้มมองผู้อาวุโสจ้าวที่คุกเข่าตัวสั่นงันท่ามกลางซากปรักหักพัง มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยด้วยแววตาที่เย้ยหยันแต่นุ่มลึก
"วิชามารของท่าน... ช่างอ่อนหัดเสียจนข้าเกรงใจที่จะลงมือซ้ำสองจริงๆ นะครับ"
ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังตะลึงงันกับอานุภาพกระบี่เมื่อครู่ ท้องน้ายามวิกาลเบื้องบนก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับโลหิต เมฆหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นขนาดมหึมาพร้อมกับเสียงคำรามของสายฟ้าสีทองที่สะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งแดนเซียน
ร่างเงาดำปริศนาผู้หนึ่งปรากฏขึ้นบนยอดเขาไกลลิบ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ส่งตรงเข้ามาในจิตสำนึกของไป๋อวิ๋น
"นึกไม่ถึงว่า... ในสำนักเล็กๆ เช่นนี้ จะมีทายาท ‘กระบี่คว่ำฟ้า’ หลงเหลืออยู่ด้วย... น่าสนุกจริงๆ"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้กับผมนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ•ตอนที่ 16
กระบี่ชักออกจากฝักเพียงครั้งเดียว
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!