"กิเลสคือน้ำค้างบนยอดหญ้า ยิ่งต้องแสงตะวันยามเช้าก็ยิ่งระเหยหาย หากจิตใจท่านยังอาลัยอาวรณ์แม้แต่เศษเสี้ยวธุลีดิน ค่ายกลภาพมายาเจ็ดราคะนี้ก็จะกลายเป็นสุสานฝังวิญญาณของท่านไปชั่วกัปชั่วกัลป์นะครับ"
เสียงเตือนอันราบเรียบของไป๋อวิ๋นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ทว่ารอบตัวเขากลับเต็มไปด้วยเสียงร่ำไห้คร่ำครวญและเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของผู้บำเพ็ญเพียรนับพันที่กำลังติดอยู่ในห้วงนิมิตแห่งตัณหาและอุปาทาน
เบื้องหน้าของฝูงชนคือ "ประตูแห่งห้วงนึกคิด" ด่านทดสอบที่สามสิบห้าแห่งแดนลับสวรรค์คราม ค่ายกลโบราณนี้ไม่ได้ใช้พลังปราณกดดัน ไม่ได้ใช้กระบี่คมกริบทิ่มแทง แต่ซย่าซ่านมันใช้ "ภาพมายาจากก้นบึ้งจิตใจ" ดึงเอาความโลภ ความโกรธ ความหลง และปมด้อยในอديตของผู้เข้าทดสอบออกมาฉายซ้ำจนพวกเขากลายเป็นทาสของอารมณ์ตนเอง
ร่างนับร้อยล้มฟุกอยู่กับพื้น บางคนกอดอากาศด้วยความอาลัยอาวรณ์ บางคนกรีดร้องหวาดกลัวเงาหัวของตัวเอง บ้างถึงกับกระอักเลือดออกมาเพราะจิตมารเข้าแทรกแซง
ผู้อาวุโสจ้าวที่ยืนมองอยู่บนแท่นศิลาไกลออกไป ใบหน้าแก่ชราพลันฉายแววตระหนกแกแกมสมเพช "หึ... เด็กน้อยไป๋อวิ๋น แม้แต่ศิษย์สายตรงผู้มีรากปราณนภาขั้นสมบูรณ์ยังต้องทรุดเข่าลง น้ำยาอย่างเจ้าที่วันๆ เอาแต่นอนขี้เกียจ เกรงว่าคงหลุดเข้าไปในนิมิตและขาดใจตายเป็นคนแรกกระมัง!"
ทว่า มู่หรงเสวี่ยที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องข้าง กลับมิได้มีความกังวลแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามดั่งห้วงน้ำฤดูใบไม้ร่วงจ้องมองไปยังแผ่นหลังของบุรุษชุดขาวผู้นำพัดจีบมาเคาะฝ่ามือเบาๆ นางรู้ดี... สำหรับคนที่ไม่มีความทะเยอทะยานใดในโลกหล้า นอกจากความปรารถนาจะได้นอนหลับอย่างสงบสุขในที่ร่มแล้ว ค่ายกลภาพมายาเหล่านี้ก็เป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านใบไม้ไผ่เท่านั้น
ไป๋อวิ๋นหาวหวอดออกมาอย่างไม่เกรงใจผู้ใด ดวงตาหรี่ลงครึ่งหนึ่งราวกับคนอดนอนมาสามวันสามคืน เขากวาดสายตามองภาพความวุ่นวายตรงหน้าด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายระคนรำคาญใจ
"ช่างน่ารำคาญเสียจริง แค่นอนกลางวันยังสบายเสียกว่าต้องมาดูคนแสดงละครน้ำเน่าเช่นนี้" ไป๋อวิ๋นพึมพำเบาๆ
เขาก้าวเท้าเดินผ่านร่างของผู้ฝึกยุทธที่กำลังดิ้นรนในนิมิตราวกับเดินเล่นในสวนหลังบ้านยามอัสดง เท้าแต่ละก้าวไม่ได้โคจรพลังปราณแม้แต่น้อย อาศัยเพียงความว่างเปล่าในจิตใจที่ปราศจากความอยากได้อยากมี
ในห้วงนิมิตที่คนอื่นเห็นเป็นภูเขาเงินภูเขาคำ หรือหญิงงามล่มเมืองที่พร้อมจะมอบกายถวายชีวิตให้ แต่สิ่งที่ไป๋อวิ๋นมองเห็นผ่านค่ายกลอักขระโบราณกลับเป็นเพียง "ความว่างเปล่าสีเทา" และภาพของเตียงนอนนุ่มๆ ที่ตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้าอันเงียบสงบ
*กิเลสอันใดเล่าจะสู้การได้นอนหลับแปดชั่วโมงเต็มโดยไม่มีใครมารบกวน?*
เมื่อจิตใจไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ ภาพมายาทั้งปวงจึงไม่ต่างอะไรกับควันหมอกยามเช้าที่สลายตัวไปเองเมื่อสัมผัสถูกแสงตะวัน อักขระโบราณนับหมื่นตัวที่สลักอยู่บนพื้นศิลาเริ่มสั่นระริกและดับแสงลงทีละตัว ราวกับมันกำลังยอมจำนนต่อจิตใจที่ขี้เกียจเกินกว่าจะถูกหลอกลวง
*เปรี้ยง!*
เสียงอักขระตัวสุดท้ายระเบิดออกเบาๆ ม่านพลังภาพมายาทั้งหมดพังทลายลงในพริบตา ฝูงชนนับพันที่นอนเกลือกกลิ้งอยู่กับพื้นต่างสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ ใบหน้าซีดเผือดโชกไปด้วยเหงื่อกาฬ หลายคนหอบหายใจราวกับเพิ่งรอดพ้นจากปากเหวแห่งความตาย
ทว่า ไป๋อวิ๋นกลับเดินทะลุผ่านประตูแห่งห้วงนึกคิดออกมาอย่างง่ายดายราวกับเดินผ่านประตูบ้านตัวเอง เขายืดเส้นยืดสายเล็กน้อยแล้วหาวออกมาอีกคราหนึ่งอย่างเกียจคร้าน
ความเงียบสงบปกคลุมไปทั่วบริเวณ แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสจากสำนักใหญ่ต่างๆ ที่นั่งชมการทดสอบอยู่บนหอคอยสูงยังต้องอ้าปากค้างจนแทบกลืนน้ำลายไม่ลง
"เป็นไปได้อย่างไร..." ผู้อาวุโสจ้าวอุทานออกมาเสียงหลง ดวงตาที่ฝ้าฟางเบิกกว้างจนแทบถลونออกจากเบ้า "เด็กนั่น... ผ่านด่านจิตมารเจ็ดราคะโดยไม่แม้แต่จะโคจรลมปราณคุ้มกันจิตใจเลยสักนิดเดียว?!"
มู่หรงเสวี่ยลอบอมยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามราดอกเหมยแย้มบานท่ามกลางเหมันตฤดู ทำเอาศิษย์พี่ชายหลายสำนักถึงกับลืมหายใจ นางก้าวเข้าไปใกล้ไป๋อวิ๋นพร้อมกับยื่นขวดหยกบรรดาน้ำทิพย์วิญญาณให้เขาอย่างเงียบๆ โดยไม่เอ่ยคำใด แต่นัยน์ตากลับทอประกายความชื่นชมและอ่อนโยนที่ซ่อนไว้ไม่มิด
"เจ้าทำได้น่าสนใจอีกแล้วนะ ไป๋อวิ๋น" เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นเบาๆ มีเพียงเขากับนางที่ได้ยิน
"ข้าเพียงแค่ขี้เกียจแม้แต่จะหลงกลพวกมันต่างหากแม่นางมู่" ไป๋อวิ๋นรับขวดหยกมาถือไว้พล้อยส่งยิ้มเจ้าเล่ห์กลับไป "หากรู้ว่าการผ่านด่านนี้มันน่าเบื่อเช่นนี้ ข้าขอตัวไปนอนใต้ต้นท้อเมื่อครู่ยังดีเสียกว่า"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองเต็มไปด้วยความเงียบงันอันน่าพึงใจ ทว่าความสงบสุขนั้นดำรงอยู่ได้เพียงชั่วลมหายใจ...
จู่ๆ ท้องฟ้าเหนือแดนลับสวรรค์ครามก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆดำทะม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นพายุหมุนขนาดยักษ์ แรงกดดันระดับขอบเขตราชันเซียนกดทับลงมาจนผู้ฝึกยุทธนับพันถึงกับทรุดฮวบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิท ปักลายกระบี่โลหิต ปรากฏขึ้นบนยอดเขาหินผาเบื้องหน้าอย่างไร้สุ้มเสียง กระบี่โบราณในมือสั่นระริกส่งเสียงร้องคำรามก้องฟ้า
"ไป๋อวิ๋น... ในที่สุดข้าก็หาตัวเจ้าพบ" เสียงแหบพร่าดังก้องสะท้อนไปทั่วหุบเขา พร้อมกับปลายกระบี่ที่ชี้ตรงมายังหน้าผากของเขาโดยตรง!
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "หมึกทองคำข้ามภพ" มาโดยตลอด แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ!
สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ•ตอนที่ 23
ด่านทดสอบจิตใจที่คนขี้เกียจผ่านได้ง่ายที่สุด
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!