“หากก้าวล่วงเข้าไปอีกเพียงครึ่งชốn ศีรษะบนบ่าของพวกเจ้าคงต้องแยกจากลำตัว ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า... ข้าเตือนด้วยความหวังดีในฐานะเพื่อนร่วมวิถี”
น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเย็นเยียบราวกับสายลมจากหุบเขาน้ำแข็งพัดผ่านกลางฤดูร้อน ดังขึ้นทำลายความเงียบงันของผืนป่าหมอกทมิฬ ผู้อาวุโสจ้าวแห่งสำนักกระบี่นภาสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ ใบหน้าที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดปูดโปน เมื่อพบว่าเจ้าของเสียงเตือนมิใช่ใครอื่น แต่เป็น 'ไป๋อวิ๋น' คุณชายขี้เกียจที่เขามักตราหน้าว่าเป็นเพียงศิษย์สวะไร้ค่าอยู่เสมอ
เบื้องหน้าของพวกเขา คือม่านพลังสีครามเข้มที่หมุนวนเป็นเกลียวคลื่นขนาดใหญ่ มันคือรอยแยกแห่งกาลเวลา—ประตูมิติสู่ดินแดนลับโบราณ มรดกมหาเทพ ที่เปิดออกเพียงครั้งเดียวในรอบห้าร้อยปี อภิมหาค่ายกลธรรมชาติอันซับซ้อนสลับซ้อนซ่อนเงื่อนแผ่ไอสังหารปกคลุมรัศมีสียวกวาดผ่านพื้นดินจนหญ้าแห้งเหี่ยวเฉาในพริบตา เหล่ายอดฝีมือจากสำนักใหญ่และพรรคมารต่างยืนตรึงกำลังล้อมรอบด้วยความยำเกรง ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวบุ่มบ่ามเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า ยกเว้นแต่...
“ไป๋อวิ๋น! เจ้าสวะตระกูลไป๋! ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่นของพวกไร้ค่าเช่นเจ้า ไสหัวกลับไปนอนรอความตายที่เรือนพักเสียเถอะ อย่ามาทำตัวเกะกะขวางทางผู้มีวิชาที่แท้จริง!” ผู้อาวุโสจ้าวกระชากเสียงคำรามลั่น กระบี่เหล็กกล้าในมือสั่นระริก ปราณกระบี่ขั้นหลอมรวมวิญญาณทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจนเมฆหมอกแตกกระเจิง
ไป๋อวิ๋นเพียงแค่ถอนหายใจยาวเหยียดอย่างเกียจคร้าน เขายกมือขึ้นแคะหูข้างหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ ดวงตาคู่คมทอดมองไปยังม่านมิติเบื้องหน้าด้วยแววตาครุ่นคิด ราวกับกำลังประเมินกลไกของเด็กเล่น มากกว่าจะสนใจสายตาอาฆาตมาดร้ายของผู้อาวุโสชราภาพผู้นั้น
“คนโง่มักคิดว่าเสียงดังจะทำให้ตนเองฉลาดขึ้น... น่าเสียดายที่กฎเกณฑ์ของฟ้าดินไม่เคยสนองตอบต่อเสียงเห่าหอนของสุนัขรับใช้” ไป๋อวิ๋นเอ่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ “ค่ายกลหกทิศสลายดาราเบื้องหน้านี้ หากเจ้าก้าวเข้าไปด้วยความทะนงตัวแบบนั้น พลังปราณย้อนกลับจะบดขยี้ร่างของเจ้าให้แหลกละเอียดเป็นจุล... แต่อย่าได้กังวลไปเลย ข้าแค่เสียดายผืนดินที่จะต้องมาเปื้อนซากศพโสโครกของเจ้าเท่านั้น”
“สามหาว!” ผู้อาวุโสจ้าวกระโจนเข้าหาด้วยความบันดาลโทสะ กระบี่ในมือวาดเป็นประกายสายฟ้าฟาดฟันเข้าใส่กลางลำตัวของไป๋อวิ๋นหมายปลิดชีพในกระบวนท่าเดียว
*เปรี้ยง!*
ทว่า ร่างของไป๋อวิ๋นกลับเลือนหายไปราวกับควันไฟในสายลม อักขระโบราณสีทองอร่ามสว่างวาบขึ้นใต้ฝ่าเท้าของเขาในเสี้ยววินาทีที่กระบี่พุ่งผ่าน แรงสะท้อนจากค่ายกลยันต์ที่ไป๋อวิ๋นวาดทิ้งไว้ล่วงหน้าซัดเข้าที่หน้าอกของผู้อาวุโสจ้าวอย่างจัง ร่างชราปลิวละลิ่วกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบจว่ะ กระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด วิชาอันใดกัน... เขายังไม่ทันได้เห็นไป๋อวิ๋นชักกระบี่ออกจากฝักด้วยซ้ำ!
“พอได้แล้ว... ผู้อาวุโสจ้าว หากท่านยังไม่อยากตายด้วยน้ำมือของข้า ก็จงหุบปากแล้วยืนนิ่งเสีย”
เสียงอันเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดูเอ่ยแทรกขึ้น มู่หรงเสวี่ย องค์หญิงแห่งวังวนวารี ก้าวเท้าออกมาจากเงาไม้ นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงจันทร์ ใบหน้างดงามล่มเมืองไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ทว่ารัศมีปราณเย็นเยือกขอบเขตบูรณาการวิญญาณที่แผ่ออกมาจากร่าง ทำเอาเหล่าจอมยุทธ์รอบด้านถึงกับหายใจติดขัด นางปรายตามองผู้อาวุโสจ้าวด้วยแววตาดุจคมมีด ทำให้ผู้อาวุโสชราต้องกลืนเลือดกลับลงคออย่างจำยอม ไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมาอีก
มู่หรงเสวี่ยหันมาสบตากับไป๋อวิ๋น ดวงตาคู่สวยฉายแววซับซ้อน ทั้งตำหนิ ทั้งกังวล และมีความรู้สึกบางอย่างที่นางพยายามปิดซ่อนไว้ลึกสุดหัวใจ นางก้าวเข้ามาประชิดตัวเขาด้วยระยะห่างที่ใกล้จนได้กลิ่นจางๆ ของไม้กฤษณาจากกายชายหนุ่ม
“เจ้ายังมีอารมณ์มาเล่นสนุกกับคนสติไม่ดีผู้นี้อีกหรือ? ประตูมิติเปิดออกเพียงหนึ่งก้านธูป หากพลาดโอกาสนี้ไป ดินแดนลับมรดกมหาเทพจะปิดตายไปอีกห้าร้อยปี” น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความร้อนรนที่เจ้าตัวไม่อาจควบคุม
ไป๋อวิ๋นแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์แต่กลับแฝงความอบอุ่นประหลาด จนทำให้หัวใจของนางเซียนผู้เย็นชาถึงกับกระตุกวูบ
“แม่นางมู่... ท่านเป็นห่วงข้าหรือ?” ไป๋อวิ๋นกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูของนาง จงใจแกล้งหยอกเย้าให้ใบหูขาวผ่องของนางขึ้นสีแดงเรื่อ “วางใจเถอะ ข้ายังไม่อยากตายและทิ้งภาระให้ท่านต้องกลายเป็นหม้ายขันหมากกลางยุทธภพหรอกนะ อีกอย่าง... การเดินทางลำพังมันน่าเบื่อเกินไป มีท่านคอยเดินเคียงข้าง คอยช่วยสะัดศัตรูที่น่ารำคาญให้ การสำรวจสุสานมหาเทพครั้งนี้จึงจะพอมีรสชาติขึ้นมาบ้าง”
มู่หรงเสวี่ยถลึงตาใส่เขาเล็กน้อย พวงแก้มเนียนนุ่มขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด นางสะบัดหน้าหนีพยายามรักษามาดนางเซียนผู้สูงส่ง ทว่ามุมปากกลับหยักยิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว “ใครเป็นภาระของเจ้ากัน? เจ้าต่างหากที่ต้องระวังตัว อย่ามาเป็นตัวถ่วงให้ข้าต้องคอยออกแรงช่วยก็พอ”
*ครืนนน—!*
เสียงคำรามกึกก้องราวกับฟ้าถล่มดังขึ้นจากใจกลางม่านมิติ พลังปราณโบราณอันยิ่งใหญ่แผ่พุ่งทะยานเสียดฟ้า แรงกดดันมหาศาลทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน เหล่ายอดฝีมือจากทั่วสารทิศต่างทะยานร่างพุ่งเข้าสู่ประตูมิติด้วยความโลภโมโทสัน ราวกับฝูงแมลงเม่าที่บินเข้ากองไฟ
ไป๋อวิ๋นหุบรอยยิ้มเล่นสนุก แววตาเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจพญาอินทรี เขาคว้าข้อมือเรียอบบางของมู่หรงเสวี่ยไว้หลวมๆ ทว่ามั่นคง “ตามข้ามา... ก้าวตามรอยเท้าอักขระที่ข้าทิ้งไว้ อย่าเหยียบออกนอกเส้นทางแม้แต่ชุ่นเดียว”
มู่หรงเสวี่ยพยักหน้ารับอย่างเงียบๆ นางปล่อยให้ชายหนุ่มจูงมือพาฝ่าดงพลังปราณและค่ายกลสังหารที่บ้าคลั่งเบื้องหน้า วิถียุทธภพเบื้องหน้าเต็มไปด้วยอันตรายและเล่ห์กล ทว่ายามที่ฝ่ามืออุ่นๆ ของเขาโอบกุมข้อมือของนางไว้ ความโดดเดี่ยวที่นางแบกรับมาตลอดชีวิตเซียนกลับมลายหายไปจนสิ้น
ทั้งสองร่างทะยานพุ่งหายลับเข้าไปในความมืดมิดของประตูมิติที่กำลังปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของเหล่าจอมยุทธ์ที่ลักไก่ก้าวล้ำเส้นทางผิดพลาด
ทว่า... ในความมืดมิดของมรดกมหาเทพที่พวกเขาเพิ่งย่างก้าวเข้ามา สิ่งที่รอคอยอยู่เบื้องหน้านั้น มิใช่สมบัติล้ำค่าอย่างที่ทุกคนคาดฝัน
แต่กลับเป็นร่างของบุคคลผู้หนึ่งที่นั่งขัดสมาธิรออยู่ก่อนแล้ว... บุคคลที่ควรจะตายไปเมื่อห้าร้อยปีก่อน และใบหน้านั้น... กลับมีหน้าตาพิมพ์เดียวกับไป๋อวิ๋นอย่างไร้ที่ติ!
“เจ้ามาช้าเสียจริง... ตัวข้าในยามนี้” เสียงแหบพร่าดังก้องขึ้นจากความมืด พร้อมกับดวงตาทั้งคู่ที่ค่อยๆ ลืมขึ้น เผยให้เห็นนัยน์ตาสีทองอร่ามที่เต็มไปด้วยจิตสังหารอันไร้ที่สิ้นสุด!
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ หมึกทองคำข้ามภพขอตัวไปพาน้องไป๋ลุยแดนลับต่อก่อน แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ!
สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ•ตอนที่ 22
เดินทางสู่ดินแดนลับโบราณ มรดกมหาเทพ
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!