สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ•ตอนที่ 21

ความจริงครึ่งหนึ่งและคำสารภาพในยามวิกาล

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
"เจ้าคิดจะปิดบังข้าไปถึงเมื่อใดกัน, ไป๋อวิ๋น!" น้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปีดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของตำหนักบูรพา แสงจันทร์นวลตาที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างไม้แกะสลัก ทอดเงาร่างสองร่างให้ทาบทับลงบนพื้นศิลาเย็นเฉียบ มู่หรงเสวี่ยในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ยืนตระหง่านราวกับเทพธิดาผู้สูงส่ง ทว่าริมฝีปากบางเฉียบกลับเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ดวงตาคู่คมดุจกระบี่น้ำแข็งจ้องเขม็งไปยังชายหนุ่มที่นั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้โยกอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว บนโต๊ะข้างกายมีกาน้ำชาที่ยังคงมีไอความร้อนคุกกรุ่นลอยขึ้นมาจางๆ ไป๋อวิ๋นไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขายกจอกชาขึ้นจิบช้าๆ คล้ายกำลังดื่มด่ำกับรสชาติอันล้ำลึกของใบชาหมื่นปี ก่อนจะวางลงเบาๆ จนแทบไม่มีเสียง "องค์หญิงมู่หรง..." ไป๋อวิ๋นทอดถอนหายใจยาวนาน พลางส่ายหัวเบาๆ รอยยิ้มที่มักประดับอยู่บนมุมปากอย่างเกียจคร้านในยามปกติ บัดนี้กลับเลือนหายไป เหลือไว้เพียงความลึกล้ำยากหยั่งถึงในดวงตาคู่นั้น "บางครั้ง การรู้ความจริงมากเกินไป ไม่เพียงแต่ไม่ช่วยให้ท่านนอนหลับสบายขึ้น แต่มันอาจนำพาภัยพิบัติที่แม้แต่พลังกระบี่ของท่านก็มิอาจต้านทานมาสู่ตัว" "ข้าไม่กลัวภัยพิบัติใดทั้งสิ้น!" มู่หรงเสวี่ยก้าวเท้าเข้ามาประชิดอย่างรวดเร็ว ปลายกระบี่วิญญาณวารีข้างกายสั่นระริกตามอารมณ์ที่คุกกรุ่นในอก "สิ่งที่ข้าเกลียดชังที่สุดคือการถูกหลอกลวง... โดยเฉพาะจากคนที่ข้า..." นางชะงักคำพูดไว้เพียงแค่นั้น ใบหน้างามล้ำเลิศขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความโกรธ (หรืออาจเป็นเพราะความอับอายที่ซ่อนอยู่เบื้องลึก) ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นสูง "เจ้าเป็นเพียงคุณชายขี้เกียจผู้ไร้รากปราณในสายตาของคนทั้งสำนักกระบี่นภา ไฉนจึงสามารถวาดค่ายกลสลายวิญญาณขั้นเก้าได้ด้วยการสะบัดพู่กันเพียงครั้งเดียว? ไฉนวิชาดาบของผู้อาวุโสจ้าวที่แม้แต่ศิษย์สายตรงยังต้องหวาดผวา กลับพ่ายแพ้แก่ปลายนิ้วที่ปัดป้องอย่างไร้เรี่ยวแรงของเจ้ากันแน่?" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงสายลมยามวิกาลที่พัดผ่านใบไผ่ด้านนอกหน้าต่างเสียดสีกันเบาๆ ไป๋อวิ๋นเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง แววตาที่ทอดมองนั้นไม่ได้มีความหวาดกลัว หรือมีความเย่อหยิ่งจองหองเช่นคนทั่วไป มีเพียงความเวทนาและอ่อนโยนอย่างประหลาดฉายชัดขึ้นวูบหนึ่ง "ท่านอยากรู้จริงๆ หรือ?" ไป๋อวิ๋นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่กลับทรงพลังกังวานราวกับเสียงระฆังสำนักเซียนที่ดังมาจากภวังค์ เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ร่างกายที่ดูผอมบางและเกียจคร้านในยามปกติ บัดนี้กลับแผ่กลิ่นอายความกดดันโบราณบางเบاออกมาโดยไม่ตั้งใจ ราวกับภูเขาไท่ซานที่กดทับลงบนผืนปฐพี มู่หรงเสวี่ยถึงกับผงถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว หัวใจในอกเต้นระรัวขึ้นอย่างผิดจังหวะ นางไม่เคยรู้สึกหวาดหวั่นต่อผู้ใดในยุทธภพแห่งนี้มานานเท่าใดแล้ว? แม้กระทั่งเผชิญหน้ากับเจ้าสำนักมารโลหิต นางก็ยังคงสงบนิ่งดั่งบึงน้ำลึก แต่วันนี้... ต่อหน้าบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าสวะแห่งสำนัก กลับทำให้จิตวิญญาณกระบี่ของนางสั่นสะท้าน "เพราะสิ่งที่พวกท่านเรียกว่า 'วิถีเซียน'..." ไป๋อวิ๋นก้าวเข้าไปใกล้ มู่หรงเสวี่ยสามารถได้กลิ่นอายจางๆ ของไม้กฤษณาและกลิ่นอายธรรมชาติจากตัวเขา "และสิ่งที่ข้าเป็น... มันอยู่คนละมิติกันอย่างสิ้นเชิง" "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?" นางเค้นเสียงถาม พยายามรวบรวมสมาธิเพื่อกดข่มความตื่นตระหนกในใจ "ข้าไม่ได้กลับชาติมาเกิดเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ในยุทธภพที่เน่าเฟะนี้..." ไป๋อวิ๋นหันหลังให้ing มองออกไปนอกหน้าต่าง เบื้องบนคือท้องฟ้ายามราตรีที่เต็มไปด้วยดวงดารานับแสนดวง ทอประกายระยิบระยับราวกับหมากรุกกระดานใหญ่ที่ถูกวางไว้โดยหัตถ์ปริศนา "มู่หรงเสวี่ยเอ๋ย เจ้าคิดว่าฟ้าดินนี้กว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด? สำนักกระบี่นภา? ดินแดนรกร้างบูรพา? หรือแม้แต่ทวีปเซียนทั้งเก้า? ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่กบในกะลาอันน้อยนิด" เขายื่นมือขวาออกไป นิ้วเรียวยาววาดเป็นวงโค้งกลางอากาศอย่างไร้ร่องรอย ทันใดนั้น แสงดาราบนท้องฟ้าก็พลันสั่นไหว เกิดเป็นระลอกคลื่นพลังปราณบริสุทธิ์พวยพุ่งลงมาตามปลายนิ้วของเขา ก่อตัวเป็นภาพค่ายกลดาราจักรหมุนวนอย่างเชื่องช้าบนฝ่ามือ งดงาม ตระการตา และเต็มไปด้วยสัจธรรมแห่งการเกิดดับ "นี่คือ..." มู่หรงเสวี่ยเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึก ภาพตรงหน้านี้เหนือล้ำกว่าตำราโบราณเล่มใดในห้องสมุดหลวงของวังวนวารีเสียอีก "กฎเกณฑ์ของสวรรค์สามารถพลิกผันได้ด้วยปลายพู่กัน และชะตากรรมของมนุษย์เป็นเพียงสิ่งไร้สาระที่ถูกขีดเขียนขึ้นโดยผู้มีอำนาจเหนือกว่า" ไป๋อวิ๋นหันกลับมาสบตากลับนางอีกครั้ง รอยยิ้มจริงจังบนใบหน้าของเขานั้นลึกล้ำราวกับห้วงเหวแห่งกาลเวลา "ที่ข้าขี้เกียจ... ไม่ใช่เพราะข้าไร้ความสามารถ แต่เป็นเพราะข้า 'มองทะลุ' ทุกสิ่งจนหมดสิ้นแล้ว การแก่งแย่งชิงดี การบรรลุขั้นพลัง การเป็นที่หนึ่งในใต้หล้า... สำหรับข้าแล้ว มันก็แค่การวิ่งวนอยู่ในกรงขังที่กว้างขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น" ถ้อยคำนั้นดังก้องอยู่ในโสตประสาทของมู่หรงเสวี่ยราวกับอสุนีบาตฟาดลงกลางใจ นางยืนแข็งค้าง ดึงสติกลับมาไม่ได้ ความทะนงตนในวิถีกระบี่ที่นางยึดถือมาตลอดชีวิต พังทลายลงในชั่วพริบตา เมื่อเผชิญหน้ากับปรัชญาอันลึกซึ้งและเหนือโลกีย์เช่นนี้ "เช่นนั้น..." น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยเป็นครั้งแรกในชีวิต "เหตุใด... เหตุใดเจ้าจึงยังอยู่ที่นี่? เหตุใดจึงต้องปกป้องสำนักกระบี่นภา? และ..." นางเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาที่สั่นไหวอย่างรุนแรง "เหตุใดจึงต้องช่วยชีวิตข้า?" ไป๋อวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนมุมปากอีกครั้ง แววตาที่เคยว่างเปล่าและลึกล้ำ บัดนี้กลับมีความอ่อนโยนสายหนึ่งพาดผ่าน เขาก้าวเข้าไปประชิดนางจนระยะห่างเหลือเพียงคืบเดียว กลิ่นอายบุรุษที่สะอาดสะอ้านและอบอุ่นแผ่ซ่านเข้าสู่จมูกของหญิงสาว จนทำให้หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับกลองศึก มู่หรงเสวี่ยลืมหายใจ สมองขาวโพลน นางทำได้เพียงยืนนิ่ง ปล่อยให้ร่างสูงใหญ่โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ "เพราะว่า..." ไป๋อวิ๋นกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูของนาง น้ำเสียงนั้นทุ้มนุ่มและจริงจังอย่างยิ่ง "ในวัฏสงสารที่ยาวนานและไร้จุดสิ้นสุดนี้ การได้พบกับคนผู้หนึ่งที่ถือกระบี่ด้วยจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์... เป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งนัก" เขายกมือขึ้น แตะปอยผมที่ระอยู่ข้างแก้มของนางออกอย่างแผ่วเบา โดยที่มู่หรงเสวี่ยไม่ได้ขัดขืนหรือถอยหนีแม้แต่น้อย นางหลับตาลงอย่างจำนนต่อความรู้สึกที่กำลังเอ่อล้นในอก ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังลึกซึ้งถึงขีดสุดนั้นเอง *เปรี้ยง!* เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวจากเขตหวงห้ามเบื้องหลังภูเขาด้านหลังสำนักกระบี่นภาดังสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่น แรงระเบิดรุนแรงจนทำให้ค่ายกลป้องกันทั่วทั้งสำนักสั่นสะกระเพื่อมอย่างรุนแรง แสงสีโลหิตพุ่งทะยานเสียดฟ้า กลืนกินรัตติกาลให้กลายเป็นสีแดงฉานในพริบตาเดียว! ไป๋อวิ๋นชะักมือกลับ สีหน้าที่เคยผ่อนคลายแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นในทันที ดวงตาคมกริบมองทะลุผ่านความมืดไปยังทิศทางของเขตหวงห้าม มู่หรงเสวี่ยลืมตาขึ้น สติสัมปชัญญะกลับคืนมา นางกระชับกระบี่วิญญาณวารีในมือทันที "เกิดอะไรขึ้น? นั่นมันทิศทางของผนึกมารโลหิตโบราณ!" ไป๋อวิ๋นไม่ตอบคำถาม เขาเพียงแต่แค่นเสียง "หึ" ออกมาเบาๆ แววตาฉายประกายความเยียบเย็นราวน้ำแข็งหมื่นปี "ดูเหมือนว่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญที่ข้าเฝ้ารอมานาน... จะอดใจรอไม่ไหวจนต้องพังประตูเข้ามาด้วยตัวเองเสียแล้วกระมัง" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทาง สนับสนุน และดื่มด่ำไปกับวิถียุทธภพนี้ด้วยกันเสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%