"เจ้าเป็นใครกันแน่... ไป๋อวิ๋น?"
เสียงหวานใสราวกับกระดิ่งเงินเอ่ยถาม ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่เยียบเย็นจนน่าสะพรึงกลัว คมกระบี่น้ำแข็งในมือของมู่หรงเสวี่ยจ่ออยู่ห่างจากลำคอของไป๋อวิ๋นเพียงมิลลิเมตรเดียว ละอองความเย็นจัดแผ่ซ่านจนเส้นผมสีดำสนิทของชายหนุ่มมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะพราว ทว่าเจ้าตัวกลับยังคงเอนกายพิงเก้าอี้ไม้ไผ่ด้วยท่าทางเกียจคร้าน ดวงตาหรี่ลงครึ่งหนึ่งราวกับแมวเซาที่ถูกรบกวนเวลานอน
ไป๋อวิ๋นถอนหายใจยาวนานอย่างเหนื่อยหน่าย เขายกนิ้วเรียวยาวขึ้นดีดเบา ๆ ที่คมกระบี่น้ำแข็งเล่มนั้น เสียง "ติ๊ง" กังวานใสราวกระดิ่งลมดังขึ้น พร้อมกับแรงสะท้อนมหาศาลที่ทำให้มู่หรงเสวี่ยต้องถอยหลังไปสามก้าวอย่างไม่คาดคิด
"แม่นางมู่หรง... ดาบกระบี่ของท่านคมกริบไร้ผู้ต่อกรก็จริง แต่การใช้มันขู่เข็ญคนขี้เกียจในยามวิกาลเช่นนี้ ดูจะไม่ใช่กิจของเซียนผู้สูงส่งกระมัง?" ไป๋อวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงเรื่อยเฉื่อย นัยน์ตาคู่นั้นมิได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความรำคาญใจเจือจาง
มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วมุ่น นางเป็นถึงองค์หญิงแห่งวังวนวารี ผู้บรรลุวิถีกระบี่น้ำแข็งไร้ลักษณ์จนผู้คนในยุทธภพต่างก้มหัวให้ แต่เมื่อครู่... นางเพียงแค่จะทดสอบฐานะที่แท้จริงของบุรุษผู้นี้ ทว่ายามที่ปลายนิ้วของเขาดีดลงบนกระบี่ ปราณกระบี่ของนางกลับถูกสลายอย่างไร้ร่องรอย ราวกับหยดน้ำที่ตกลงบนพื้นทรายแห้งผาก
"เจ้าซ่อนเร้นพลังเอาไว้..." นางเอ่ยเสียงเย็น เยาว์วัยแต่หนักแน่นราวหินผา "ตระกูลไป๋เป็นเพียงตระกูลเล็ก ๆ ในเมืองชายขอบ เหตุใดจึงมีค่ายกลสะท้อนวิญญาณซ่อนอยู่ใต้เรือนพักโทรม ๆ นี่ และเหตุใด... เจ้าจึงดูราวกับมองทะลุเคล็ดวิชาทั้งหมดในใต้หล้า"
"ข้าก็แค่คนนอนตื่นสายที่อยากใช้ชีวิตสงบสุขไปวัน ๆ เท่านั้นเองครับ" ไป๋อวิ๋นบิดขี้เกียจพลางหาวหวอดหนึ่งที "หากท่านอยากรู้นักว่าข้าเป็นใคร ไฉนไม่ลองนอนหลับพักผ่อนแล้วฝันดูเล่า เผื่อในความฝันท่านจะได้คำตอบที่ต้องการ"
"เจ้า...!" มู่หรงเสวี่ยโกรธจนใบหน้างามขึ้นสีแดงระเรื่อ นางไม่เคยถูกผู้ใดปฏิเสธความใส่ใจด้วยท่าทีระRื่นเช่นนี้มาก่อน ทว่าก่อนที่นางจะได้เอאวาจาใดออกมาอีก แรงกดดันมหาศาลสายหนึ่งก็พุ่งทะยานเข้ามาจากนอกกำแพงเรือน พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังสะท้านไปทั่วท้องฟ้า
"ฮ่า ๆๆๆ! ไป๋อวิ๋น! เจ้าสวะตระกูลไป๋! ยังไม่รีบออกมาต้อนรับผู้อาวุโสเช่นข้าอีก!"
บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนเป็นอึมครึม มู่หรงเสวี่ยชะงักและเก็บกระบี่เข้าฝักอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวถอยไปยืนหลบมุมความมืดของเงาไม้ ปล่อยให้ไป๋อวิ๋นเผชิญหน้ากับแขกที่ไม่ได้รับเชิญตามลำพัง
ณ ลานบ้านตระกูลไป๋ ผู้อาวุโสจ้าวแห่งสำนักกระบี่นภาก้าวเข้ามาด้วยท่าทีผยองพองขน ดวงตาที่ฝ้าฟางข้างหนึ่งถูกปิดทับด้วยผ้าคาดสีดำ แต่พลังปราณขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นที่ห้าที่แผ่ออกมาจากร่างกลับกดทับจนบ่าวไพร่ในตระกูลต่างหมอบราบคาบกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ด้านหลังของมันยังมีศิษย์สายในอีกสี่นายถือกระบี่คอยคุ้มกัน
"คารวะผู้อาวุโสจ้าว" ผู้อำนวยการตระกูลไป๋รีบวิ่งหน้าตาตื่นออกมาต้อนรับด้วยความหวาดหวั่น "ลมหวนอันใดจึงพัดท่านผู้อาวุโสมาเยือนตระกูลเล็ก ๆ ของเราเช่นนี้ขอรับ?"
ผู้อาวุโสจ้าวยกมือขึ้นลูบเคราแพะของตนด้วยความลำพองใจ สายตากวาดมองไปรอบบริเวณก่อนจะแค่นเสียงฮึดฮัด "หึ! ข้าได้ยินมาว่าตระกูลไป๋ของพวกเจ้าช่วงนี้ทำตัวน่าสงสัยนัก มีการใช้พลังปราณประหลาดปรากฏขึ้นแถบนี้ บังอาจนัก! หรือว่าพวกเจ้าแอบซ่อนค่ายกลต้องห้ามของมารนอกรีตเอาไว้!"
คำกล่าวนี้รุนแรงยิ่งนัก หากปักปรัมปราณนี้ลงไป ตระกูลไป๋ทั้งตระกูลย่อมต้องถูกกวาดล้างในข้อหาสมคบกับพรรคมาร ผู้อำนวยการตระกูลหน้าซีดเผือดจนแทบเป็นลม ล้มตัวลงคุกเข่าโม่ศีรษะกับพื้น
"ไม่นะขอรับ! ผู้อาวุโสโปรดให้ความเป็นธรรมด้วย ตระกูลไป๋ของเราซื่อสัตย์สุจริตต่อสำนักมาโดยตลอด ไม่เคยมีความเกี่ยวข้องกับพรรคมารแม้แต่น้อย!"
"ซื่อสัตย์หรือ?" ผู้อาวุโสจ้าวยิ้มเยาะอย่างเหี้ยมเกรียม "ถ้าเช่นนั้น ให้ไป๋อวิ๋น... เจ้าบุตรชายอกตัญญูที่ไร้ประโยชน์คนนั้นก้าวออกมาคุกเข่ารับโทษโบยร้อยครั้งเพื่อแสดงความบริสุทธิ์เสีย! หากมันไม่กล้า... ข้าจะถือว่าตระกูลไป๋ของพวกเจ้าเป็นกบฏ และจะสังหารล้างบางเสียในคืนนี้!"
สิ้นคำพูดของผู้อาวุโสจ้าว บรรยากาศในลานบ้านก็เงียบสงัดลงทันที เหล่าศิษย์สายในต่างชักกระบี่ออกจากฝัก แสงสีฟ้าครามวาววับสะท้อนกับแสงจันทร์
ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ประตูไม้เก่า ๆ ของเรือนพักก็เปิดออกอย่างช้า ๆ
ไป๋อวิ๋นก้าวเดินออกมาด้วยรองเท้าแตะสานสีเก่าคร่ำคร่า มือข้างหนึ่งถือขวดสุรากลิ่นฉุน อีกข้างหนึ่งกำลังเกาแก้มด้วยความง่วงงุน เขากวาดสายตามองผู้อาวุโสจ้าวที่มีท่าทีดุดันราวกับสุนัขบ้า ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
"เสียงดังหนวกหูจริง... พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าเวลานี้เป็นเวลานอนของคนมีอายุ... อ้อ โทษที ผู้อาวุโสจ้าว ท่านแก่จนหนังหน้าด้านชาหมดแล้ว คงไม่ต้องนอนมากกระมัง?"
คำพูดประโยคเดียว ทำเอาลานบ้านทั้งลานตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า!
ผู้อำนวยการตระกูลไป๋ถึงกับอ้าปากค้าง หัวใจแทบจะหยุดเต้น บุตรชายของเขา... กล้าดียังไงถึงไปลูบคมผู้อาวุโสระดับสูงด้วยวาจาเช่นนี้!
ส่วนผู้อาวุโสจ้าว ใบหน้าที่เหี่ยวย่นพลันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นมาจนน่ากลัว ดวงตาข้างที่เหลืออยู่เบิกกว้างจนแทบถลն
"ไอ้... ไอ้สวะไป๋อวิ๋น! เจ้าเดรัจฉานน้อย บังอาจนักนะ! กล้าดีอย่างไรจึงมาพูดจาหลบหลู่ผู้อาวุโสเช่นข้า วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้เจ้ารู้ซึ้งถึงนรกบนดิน!"
พรึบ!
พลังปราณขอบเขตหลอมรวมวิญญาณระเบิดออกทันที แรงกดดันระดับสูงพุ่งเข้าใส่ไป๋อวิ๋นราวกับภูเขาทองคำทับลงมา พื้นศิลาบริเวณที่ไป๋อวิ๋นยืนอยู่แตกร้าวเป็นทางยาว ลมพายุหมุนวนรอบตัวผู้อาวุโสจ้าว กระบี่ในมือสั่นระริกด้วยความกระหายเลือด
"ตายเสียเถือก! ฝ่ามือนภากลืนวิญญาณ!"
ผู้อาวุโสจ้าวซัดฝ่ามือออกไปเต็มแรง พลังปราณสีดำทมิฬรูปฝ่ามือขนาดใหญ่พุ่งแหวกอากาศเข้ามาหมายจะบดขยี้ร่างของไป๋อวิ๋นให้แหลกเป็นจุลในคราเดียว
ทว่า... ไป๋อวิ๋นแม้แต่ชายตาก็ไม่มอง
เขายกมือขึ้นปัดป้องกลางอากาศอย่างเกียจคร้าน นิ้วมือเรียวยาวสะบัดออกไปเบา ๆ สามครั้งเสมือนกำลังไล่แมลงวันน่ารำคาญ
วับ! วับ! วับ!
ยันต์อักขระสีทองอร่ามสามแผ่นที่ถูกฝังไว้ใต้พื้นศิลาตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครล่วงรู้ พลันเปล่งแสงเจิดจ้าขึ้นมาพร้อมกัน! อักขระโบราณนับพันตัวหมุนวนเป็นค่ายกลรูปวงกลมกลางอากาศ ดูลึกล้ำและทรงพลังราวกับดวงอาทิตย์ขนาดย่อม
ตูมมมมม!
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งภูเขา พลังฝ่ามือนภากลืนวิญญาณของผู้อาวุโสจ้าวยังไม่ทันเข้าใกล้ตัวไป๋อวิ๋นด้วยซ้ำ ก็ถูกค่ายกลอักขระดูดกลืนเข้าไปจนหมดสิ้น! ไม่เพียงเท่านั้น พลังงานทั้งหมดถูกสะท้อนกลับด้วยความเร็วและรุนแรงกว่าเดิมถึงสิบเท่า!
"อ... อะไรกัน?!" ผู้อาวุโสจ้าวหน้าถอดสี ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกขีดสุด ยามเมื่อพลังย้อนกลับพุ่งเข้าใส่ร่างของตนเองอย่างหลบเลี่ยงไม่พ้น
เปรี้ยง!
อ๊ากกกกกก!
เสียงร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือดดังลั่นสนั่นหวั่นไหว ผู้อาวุโสจ้าวผู้ยิ่งใหญ่ถูกพลังของตนเองซัดกระแทกเข้าที่กลางอกอย่างจัง ร่างลอยละลิ่วเคว้งคว้างกลางอากาศ ก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นหน้าหงายไม่เป็นท่า ฝุ่นตลบอบอวล ฟันหักกระเด็นออกมาพร้อมกับเลือดสด ๆ เต็มปาก
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณอีกครั้งอย่างสมบูรณ์แบบ
เหล่าศิษย์สายในทั้งสี่คนต่างอ้าปากค้าง ตัวสั่นเทานั่งพับเพียบลงกับพื้นโดยไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย พวกเขามองไปที่ชายหนุ่มผู้สวมรองเท้าแตะที่กำลังยืนเอามือไขว้หลังด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ราวกับกำลังมองมัจจุราชที่จำแลงกายมา
ไป๋อวิ๋นก้มมองผู้อาวุโสจ้าวที่นอนดิ้นพลัก ๆ อยู่แทบเท้า ถอนหายใจเบา ๆ แล้วส่ายศีรษะอย่างระอาใจ
"เฮ้อ... บอกแล้วว่าอย่าหาเรื่องใส่ตัว ตอนนี้เป็นอย่างไรเล่า? เจ็บตัวฟรีแถมยังเสียฟันสวย ๆ ไปตั้งหลายซี่... น่าสงสารจริง ๆ นะครับ"
ผู้อาวุโสจ้าวเลือดไหลอาบหน้า มือสั่นเทาชี้ไปที่ไป๋อวิ๋น ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความแค้นและหวาดกลัวสุดขีด "ทะ... หรือว่าเจ้า... เจ้าคือผู้สร้างค่ายกลลับระดับสวรรค์..."
ทว่า ยังไม่ทันที่ผู้อาวุโสจ้าวจะได้เอ่ยจบประโยค ความมืดมิดรอบตัวก็พลันถูกฉีกกระชากด้วยแสงสีเงินยวดยิ่งสายหนึ่งที่พุ่งทะยานลงมาจากยอดเขาด้านหลัง ท้องฟ้าที่เคยกระจ่างใสกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีครามเข้มในพริบตา เมฆฝนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องของสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ที่สะท้อนก้องกังวาน
มู่หรงเสวี่ยที่หลบอยู่ในเงาไม้เมื่อครู่ พลันพุ่งตัวออกมา ยืนขวางหน้าไป๋อวิ๋นด้วยสีหน้าเคร่งเครียดถึงขีดสุด ดวงตาคู่งามจ้องมองไปยังจุดสูงสุดของภูเขาตระกูลไป๋ ที่ซึ่งรอยแยกมิติสีดำสนิทกำลังเปิดออกช้า ๆ พร้อมกับกลิ่นอายอันชั่วร้ายที่แผ่ซ่านกดทับจนสรรพสิ่งต้องสั่นสะท้าน
"ไป๋อวิ๋น..." น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยเป็นครั้งแรก "ประตูมิติแห่งแดนปีศาจ... ถูกเปิดออกแล้ว และเป้าหมายของพวกมัน... คือเจ้า!"
- หมึกทองคำข้ามภพ -
สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ•ตอนที่ 2
ชาตินี้ข้าขอแค่กินอิ่มนอนหลับ... พวกเจ้าอย่าหาเรื่องใส่ตัว
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!