เสียงทุบโต๊ะไม้จันทน์หอมดังสะเทือนเลื่อนลั่นจนกาน้ำชาบนโต๊ะสั่นสะท้าน หยดน้ำชาสีมรกตกระฉอกเปื้อนพรมขนสัตว์ราคาแพง
"ไป๋อวิ๋น! เจ้ายังจะมีหน้ามานอนเอกเขนกอยู่อีกหรือ? วันนี้คือวันชำระบัญชีของตระกูลไป๋ บุตรอกตัญญูผู้ไร้ซึ่งรากปราณเช่นเจ้า สร้างความอับaายให้แก่บรรพชนมามากพอแล้ว ไสหัวออกไปจากเรือนไผ่เขียวนี้เสีย!"
เสียงตวาดเกรี้ยวกราดของ 'ผู้อาวุโสจ้าว' เต็มไปด้วยจิตสังหารและรังสีอำมหิตที่กดดันจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว ร่างของผู้อาวุโสตาบอดในชุดคลุมสีเทาเข้มยืนตระหง่าน มือเหี่ยวย่นราวกับกิ่งไม้แห้งกำกระบี่ประจำกายแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ใบหน้ายับย่นบิดเบี้ยวด้วยความเหยียดหยาม คล้ายกำลังมองดูสุนัขข้างถนนตัวหนึ่ง
ทว่า บนเตียงไม้ไผ่สาน กลับมีร่างหนึ่งนอนตะแคงหันหลังให้อย่างไม่สะทกสะท้าน
ไป๋อวิ๋นยังคงหลับตาพริ้ม ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอราวกับเสียงฟ้าร้องคำรามในระยะไกล ร่างกายของเขาผอมบาง เสื้อคลุมสีขาวซีดดูยับยู่ยี่ เส้นผมสีดำสนิทสยายระหมอน ไม่มีความตื่นตระหนก ไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความเกียจคร้านที่แผ่ซ่านออกมาจากทุกอณูขุมขน ราวกับเสียงตะโกนด่าทอเมื่อครู่เป็นเพียงเสียงแมลงวันน่ารำคาญตัวหนึ่งเท่านั้น
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงชั่วขณะ ศิษย์สายในและผู้อาวุโสคนอื่นๆ ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่รอบนอกต่างพากันสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง ในสถานการณ์ที่ความเป็นความตายอยู่แค่เอื้อมเช่นนี้ คุณชายสวะแห่งตระกูลไป๋ผู้ถูกตราหน้าว่าไร้ค่า กลับเลือกที่จะนอนต่อหน้าผู้อาวุโสจ้าวผู้มีพลังยุทธ์ถึงขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่เจ็ด!
"บังอาจ!" ผู้อาวุโสจ้าวคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกเมินเฉยอย่างไร้เยื่อใย พลังปราณสีเทาหม่นพวยพุ่งออกจากร่างราวกับเปลวเพลิงมรณะ แรงกดดันระดับนภาสะท้านสะเทือนจนฝุ่นผงบนพื้นลอยเคว้งคว้าง "เจ้าคิดว่ามีท่านประมุขหนุนหลังแล้วข้าจะไม่กล้าสังหารเจ้าหรือ? ในเมื่อตระกูลไป๋ไม่ต้องการขยะเช่นเจ้าแล้ว วันนี้ข้าจะลบชื่อเจ้าออกจากสารบบสวรรค์เสีย!"
สิ้นเสียง กระบี่ในฝักก็ถูกชักออกมาครึ่งนิ้ว ประกายแสงเย็นเยียบสะท้อนวับกับนัยน์ตาที่บอดสนิทของมัน พลังปราณคมกริบพุ่งทะยานเข้าหากลางหลังของไป๋อวิ๋นราวกับอสนีบาตฟาดฟัน!
ในเสี้ยววินาทีความเป็นความตายนั้นเอง...
นิ้วมือเรียวยาวขาวสะอาดราวกับหยกสลักของไป๋อวิ๋นที่วางอยู่ข้างลำตัว ก็ขยับเพียงเล็กน้อย
*แปะ*
เสียงดีดนิ้วเบาหวิวราวกับเสียงดีดพิณสายหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางเสียงพายุลมปราณที่กำลังโหมกระหน่ำ แต่ทว่า... เสียงนั้นกลับดังก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณของทุกคนอย่างน่าประหลาด
พริบตาเดียว พื้นไม้ใต้ฝ่าเท้าของผู้อาวุโสจ้าวก็พลันเรืองแสงสีทองอร่าม เส้นสายอักขระโบราณนับพันสายผุดขึ้นมาจากรอยต่อของแผ่นไม้ราวกับงูพิษตื่นจากจำศีล พวกมันถักทอประสานกันอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ ก่อตัวเป็นค่ายกลปิดผนึกสวรรค์สิบสองทิศทางในชั่วพริบตา!
*เปรี้ยง!*
พลังปราณสีเทาที่พุ่งเข้าใส่ไป๋อวิ๋นเมื่อครู่ มลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับหยดน้ำที่ตกลงบนกองไฟ แรงสะท้อนมหาศาลจากค่ายกลพุ่งย้อนกลับเข้าหาร่างของผู้อาวุโสจ้าวราวกับคลื่นยักษ์สึนามิ
"อัก!"
ผู้อาวุโสจ้าวพ่นโลหิตสีดำทะลักออกมาคำโต ร่างชรากระเด็นลอยละลิ่วไปชนกับเสาหินนอกเรือนจนหักสะั้นเป็นสองท่อน กระบี่ในมือร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ดวงตาที่บอดสนิทเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เขากระอักเลือดออกมาอีกหลายคำ พลางชี้มือสั่นเทามาที่ร่างบนเตียง
"ค... ค่ายกลสะท้อนวิญญาณ... เป็นไปได้... อย่างไร..." เสียงแหบพร่าเค้นออกมาจากลำคอด้วยความยากลำบาก ขณะที่ลมปราณในร่างแตกซ่านจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
ภายในห้องยังคงเงียบสงัด ไม่มีใครกล้าหายใจแรง แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสที่ยืนอยู่ด้านนอกยังต้องถอยหลังไปสามก้าวด้วยความหวาดผวา พวกเขาไม่อาจเข้าใจได้เลยว่า คุณชายขี้เกียจผู้ไม่เคยแม้แต่จะจับกระบี่ไม้ฝึกยุทธ์ กลับสามารถวางค่ายกลระดับฟ้าดินได้โดยไม่ต้องร่ายคาถาหรือใช้ยันต์กระดาษด้วยซ้ำ!
บนเตียงไม้ไผ่ ไป๋อวิ๋นค่อยๆ พลิกตัวกลับมาอย่างเกียจคร้าน เขายันศอกขึ้นข้างหนึ่ง ปรือตาขึ้นช้าๆ เผยให้นัยน์ตาสีดำสนิทที่ล้ำลึกดั่งห้วงมหาสนุก ราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงอดีตและอนาคต มุมปากหยักยิ้มบางเบาเย้ยหยันฟ้าดิน
เขากวาดสายตาคมกริบมองไปยังร่างที่สะินสะท้านของผู้อาวุโสจ้าว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่น่าเกรงขามจนคนฟังต้องสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
"เสียงดังหนวกหูเสียจริง... แก่ป่านนี้แล้วยังไม่รู้จักรักษามารยาทในการเยี่ยมเยียนผู้อื่นอีกหรือ?" ไป๋อวิ๋นหยุดพักหายใจเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ทรงพลัง "หากยังไม่อยากตายอยู่ที่นี่... ก็ไสหัวออกไปให้พ้นสายตาของข้าเสีย"
สิ้นคำพูดนั้น แรงกดดันมหาศาลจากค่ายกลก็กดทับลงมาอีกระลอกจนพื้นดินรอบเรือนไผ่ยุบตัวลงไปหลายชุ่น ผู้อาวุโสจ้าวหน้าถอดสี รีบตะเกียกตะกายหนีตายออกไปอย่างอนาถโดยไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามอง
ไป๋อวิ๋นถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความเหนื่อยหน่าย เขากำลังจะล้มตัวลงนอนต่อเพื่อซึมซับพลังปราณธรรมชาติ ทว่า... จู่ๆ ลมเย็นยะเยือกสายหนึ่งก็พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง พร้อมกับกลิ่นอายกระบี่ที่คมกริบจนบาดผิวหนัง
เงาร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทพเซียนหลุดมาจากภาพวาด ปรากฏขึ้นยืนสง่านิ่งอยู่บนขอบหน้าต่าง แสงจันทร์สาดส่องกระทบใบหน้างดงามล่มเมืองที่เยือกเย็นชาไร้ความรู้สึก นัยน์ตาคู่สวยคู่นั้นจ้องมองมาที่เขาอย่างพินิจพิเคราะห์ พร้อมกับคมกระบี่ในมือที่ค่อยๆ ถูกชักออกจากฝักช้าๆ...
"เจ้าเป็นใครกันแน่... ไวล์อวิ๋น?" เสียงหวานใสราวกับกระดิ่งเงินเอ่ยถาม ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่เยียบเย็นจนน่าสะพรึงกลัว
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีเซียนอันไร้จุดสิ้นสุดนี้นะครับ)
สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ•ตอนที่ 1
ตื่นขึ้นมาในร่างขยะที่ไม่แม้แต่จะมีแรงถือกระบี่ไม้
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!