สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ•ตอนที่ 31

คลื่นใต้น้ำจากแดนปีศาจทิศบูรพา

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
กลิ่นอายโลหิตจางๆ ลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นหมึกจีนชั้นดีบนโต๊ะไม้ไผ่ ไป๋อวิ๋นไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเศษกระดาษสีชาดที่ถูกปักตรึงไว้ด้วยกริชกระดูกมารบนเสาตำหนัก เขายังคงใช้พู่กันขนหมาป่าแตะหมึกสีดำสนิท ลากเส้นสายอักขระโบราณลงบนแผ่นยันต์ศิลาอย่างเชื่องช้า ท่าทางเกียจคร้านราวกับโลกใบนี้กำลังจะแตกดับก็หาได้ระคายผิวเขาไม่ “สาส์นท้าทายจากลานประลองยุทธภพทิศบูรพา… เจ้ายังนั่งใจเย็นเขียนยันต์เล่นอยู่ได้อีกหรือ ไป๋อวิ๋น?” เสียงหวานเยือกเย็นดั่งธารน้ำแข็งพันปีดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีฟ้าคราม มู่หรงเสวี่ยก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าโต๊ะหนังสือ นางปรายตามองแผ่นกระดาษสีชาดที่มีอักษรโลหิตเขียนไว้ด้วยจิตสังหารรุนแรง *‘สามวันให้หลัง ณ หุบผาหมื่นศพ ราชันย์ปีศาจเทียนกาง จักทวงคืนแผ่นดินเซียน หากสำนักกระบี่นภาไร้ซึ่งผู้กล้า ก็จงก้มหัวสยบแทบเท้า หรือไม่ก็ส่งศัตรูหัวเน่ามาเป็นเครื่องสังเวย!’* บรรยากาศภายในห้องโถงพลันทึบตันลงถนัดตา แรงกดดันจากปราณกระบี่ที่นางพยายามสะกดกลั้นไว้แผ่ซ่านจนฝุ่นผงบนพื้นลอยเคว้งคว้าง มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วเรียวสวยเข้าหากันเล็กน้อย ความร้อนรนที่ปกติไม่เคยเกิดขึ้นกับองค์หญิงแห่งวังวนวารีผู้เยือกเย็น กลับก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันยามที่นางมองสบตาชายหนุ่มตรงหน้า ไป๋อวิ๋นวางพู่กันลงอย่างนุ่มนวล เขาเงยหน้าขึ้นสบตานาง แววตาคู่นั้นยังคงลึกล้ำราวกับห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้ง ไม่มีความหวาดหวั่น ไม่มีความตื่นตระหนก มีเพียงรอยยิ้มบางเบาที่มักทำให้หัวใจของนางเซียนผู้สูงส่งปั่นป่วนอย่างไร้เหตุผล “ความร้อนรนไม่เคยช่วยให้กระบี่ในมือคมขึ้นนะ เสวี่ยเอ๋อร์” ไป๋อวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มราบเรียบ เขายื่นมือออกไปรินชาสมุนไพรใส่จอกกระเบื้องเคลือบส่งให้นาง “ดื่มเสียหน่อย จิตใจจะได้สงบลง การเผชิญหน้ากับราชันย์ปีศาจผู้หลับใหลมานับพันปี มิใช่เรื่องที่จะใช้เพียงกำลังเข้าหักหาญได้” มู่หรงเสวี่ยรับจอกชามาถือไว้ปลายนิ้วเรียวยาวสั่นเทาเล็กน้อย นางมิได้ใส่ใจรสชาติของชาแม้แต่น้อย หากแต่ดวงตาคู่คมกลับจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “เจ้าไม่รู้หรือว่าราชันย์ปีศาจเทียนกางผู้นั้นฝึกฝน ‘วิชากลืนกินตะวันจันทรา’ สำเร็จแล้ว พลังของมันอยู่ในขอบเขตครึ่งก้าวสู่เซียนแท้จริง สำนักใหญ่ทั้งเจ็ดต่างพากันปิดประตูค่ายกลหลบภัย แต่เจ้ากลับ… มานั่งจิบชาทำใจเย็นอยู่เช่นนี้?” จังหวะนั้นเอง เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังแหลมลึกก็แว่วมาจากนอกประมุขตำหนัก “ฮ่าๆๆ! ก็เพราะมันเป็นเพียงศัตรูสวะไร้ค่าอย่างไรเล่า ท่านเทพธิดามู่หรง!” ผู้อาวุโสจ้าวเดินนำเหล่าศิษย์สายในก้าวเข้ามาด้วยท่าทีองอาจ ผู้อาวุโสตาบอดผู้ถือไม้เท้าหัวมังกรยกยิ้มมุมปากด้วยความสมเพชเวทนา ใบหน้าเหี่ยวย่นยับยู่ยี่ด้วยความริษยาที่สะสมมานาน “สาส์นท้าทายจากแดนปีศาจบูรพาคือภัยพิบัติล้างบางยุทธภพ แต่เจ้าเด็กเหลือขอไป๋อวิ๋นกลับดีแต่เอาเวลามาวาดภาพเขียนอักขระไร้สาระ ข้าล่ะอยากรู้นักว่า เมื่อถึงเวลาเผชิญหน้ากับราชันย์ปีศาจ หัวหดๆ ของเจ้าจะมุดลงไปหลบใต้กระโปรงของใคร!” สิ้นเสียงของผู้อาวุโสจ้าว เหล่าศิษย์ด้านหลังต่างพากันหัวเราะคิกคักด้วยความสะใจ พวกมันล้วนรอคอยวันที่ไป๋อวิ๋นจะถูกเหยียบย่ำให้จมดิน เพื่อล้างภาพลักษณ์ ‘คุณชายขี้เกียจผู้ไร้พ่าย’ ที่มักทำให้พวกมันหน้าชาอยู่บ่อยครั้ง มู่หรงเสวี่ยปรายตามองผู้อาวุโสจ้าวด้วยแววตาดุจคมกระบี่ ปราณน้ำแข็งแผ่พุ่งจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงทันตาเห็น “ผู้อาวุโสจ้าว ระวังคำพูดของท่านด้วย!” “ฮفษ! ข้าพูดความจริง หรือท่านเทพธิดายังหลงกลลมปากของเจ้าสวะนี่อยู่?” ผู้อาวุโสจ้าวยังคงลำพองใจ ไม่สำนึกถึงภัยอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาแม้แต่น้อย ไป๋อวิ๋นยกมือขึ้นห้ามมู่หรงเสวี่ยเบาๆ เขายังคงนั่งพิงเก้าอี้ไม้ด้วยท่าทีสบายอารมณ์ นิ้วเรียวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ ราวกับกำลังรอคอยเสียงเพลงบรรเลงบทสุดท้าย “ผู้อาวุโสจ้าว ท่านกล่าวถูกครึ่งหนึ่ง…” ไป๋อวิ๋นเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มจางๆ ดวงตาคมกริบกวาดมองกลุ่มคนตรงหน้า “ข้าไร้พลังปราณต่อสู้ดุเดือดเลือดพล่านเช่นพยัคฆ์เหินฟ้า ข้าไม่อาจใช้กระบี่ฟันภูเขาให้ขาดเป็นสองท่อนได้เช่นพวกท่าน” “รู้ตัวก็ดี!” ผู้อาวุโสจ้าวยืดอกกล่าวอย่างลำพอง “แต่ทว่า…” ไป๋อวิ๋นเว้นจังหวะ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ท่านเคยลองเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเหนือสำนักกระบี่นภาในยามนี้ดูสักครั้งหรือยัง?” บรรยากาศภายในห้องโถงพลันชะงักงัน ผู้อาวุโสจ้าวขมวดคิ้วด้วยความฉงน ขณะที่มู่หรงเสวี่ยพลันสะดุ้งเฮือก นางเงยหน้าขึ้นมองผ่านหน้าต่างบานแกะสลักออกไปสู่ท้องนภากว้าง ท้องฟ้าเหนือสำนักกระบี่นภาในยามนี้ หาได้ปลอดโปร่งดังเช่นยามปกติไม่ เมฆหมอกสีดำทมิฬม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นหมุนวนอย่างน่ากลัว ล้อมรอบด้วยอักขระแสงสีทองเรืองรองนับล้านๆ ดวงที่ถูกถักทอเข้าหากันอย่างซับซ้อน มันคือ ‘ค่ายกลดาราผนบมาร’ ค่ายกลโบราณที่สาบสูญไปนับหมื่นปี ซึ่งถูกซ่อนไว้ใต้ผืนแผ่นดินของสำนักโดยที่ไม่มีใครล่วงรู้เลยแม้แต่คนเดียว! “นะ… นี่มันอะไรกัน?!” ผู้อาวุโสจ้าวหน้าถอดสี ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่กดทับลงมาจากฟากฟ้า พลังปราณในร่างของเขาถูกผนึกจนแทบไม่เหลือแม้แต่ส่วนน้อย “นี่คือสิ่งที่จะต้อนรับราชันย์ปีศาจเทียนกางอย่างไรล่ะครับ” ไป๋อวิ๋นลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาสลัดแขนเสื้อเบาๆ กลิ่นอายความเย่อหยิ่งอันทรงพลังที่ถูกเก็บงำไว้ใต้ความขี้เกียจมานานแผ่ซ่านออกมาจนทุกคนต้องก้มหัวให้ “พวกท่านวิ่งหนีความตายด้วยการหลบซ่อน แต่ข้า… ใช้เวลาสามวันในการปักหมุดค่ายกลทั่วทั้งเก้าทิศ เพื่อรอให้มันเดินเข้ามาติดกับด้วยเท้าของมันเอง” เขาก้าวเดินผ่านหน้าผู้อาวุโสจ้าวที่เข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งกับพื้น ปลายเท้าของเขาหยุดลงเบื้องถามู่หรงเสวี่ย นางเซียนผู้เยือกเย็นมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใสระคนทึ่ง ความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดไหล ไป๋อวิ๋นเอื้อมมือไปกุมมือเรียวเย็นเฉียบของนางไว้เบาๆ แววตาคมกริบทอดมองออกไปเบื้องนอก หน้าผาหมื่นศพเริ่มสั่นสะเทือน เสียงคำรามกึกก้องราวกับฟ้าถล่มดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างมหึมาสีดำทะมึนที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยจิตสังหารแผ่ซ่านสะท้านสะเทือนสวรรค์ ราชันย์ปีศาจเทียนกางมาถึงแล้ว! ทว่า ก่อนที่เงาร่างนั้นจะทันได้แผดเสียงคำรามประกาศศักดา ไป๋อวิ๋นกลับยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน นิ้วมือเรียวยาวดีดออกไปในอากาศเบื้องหน้าเพียงครั้งเดียว “ตื่นขึ้น… ค่ายกลเก้าสวรรค์สยบมาร!” *เปรี้ยงงงงงงง!* แสงสีทองเจิดจ้าพุ่งทะยานจากพื้นดินขึ้นสู่ท้องฟ้าดุจเสาค้ำยันสวรรค์ พันธนาการร่างของราชันย์ปีศาจที่กำลังพุ่งเข้ามาให้หยุดชะงักกลางอากาศในพริบตาเดียว! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "หมึกทองคำข้ามภพ" เสมอมานะครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%