"เหลวไหลสิ้นดี! มารโลหิตโลกันตร์ข้ามผ่านแดนสนธยามาถึงเขตแดนชั้นนอกแล้ว เจ้าสำนักยังจะให้พวกเรามานั่งถกเถียงเรื่องการแบ่งสรรทรัพยากรสมุนไพรวิญญาณอีกหรือ?!"
เสียงตบโต๊ะไม้จันทน์หอมดังสะท้านไปทั่วตำหนักสภาเซียน แรงกดดันจากลมปราณขอบเขตหลอมรวมวิญญาณแผ่ซ่านจนศิษย์รับใช้หน้าประตูถึงกับเข่าอ่อน ผู้อาวุโสจ้าวผู้มีดวงตาสีขาวขุ่นสะท้อนรัศมีอำมหิต เคราสีเทายาวสั่นระริกด้วยความเดือดดาล เขาชี้ไม้เท้าหัวมังกรไปเบื้องหน้า กวาดสายตาผ่านเหล่าผู้อำนวยการสำนักนับสิบชีวิตด้วยความรังเกียจ "หากพวกท่านยังมัวแต่ห่วงผลประโยชน์ส่วนตน เกรงว่าอีกสามวันข้างหน้า หัวบนบ่าของพวกท่านคงได้ไปประดับอยู่บนหอคอยโลหิตของมัน!"
บรรยากาศภายในห้องประชุมตึงเครียดจนแทบหยดเป็นหยาดน้ำแข็ง กลิ่นอายความหวาดกลัวคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นกำยานโบราณ ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากแย้ง แม้แต่บรรดาผู้อาวุโสสายหลักยังคงก้มหน้าเงียบงัน ข้อมูลข่าวกรองระบุแน่ชัดแล้วว่ากองทัพมารโลหิตนำโดย 'ราชาโลหิตหมื่นศพ' ผู้มีพลังระดับครึ่งก้าวสู่ขอบเขตเซียนแท้จริง การจะต้านทานกองทัพอสูรนับแสนด้วยกำลังของสำนักกระบี่นภาเพียงลำพัง มิใช่การต่อสู้... แต่มันคือการไปส่งศพชัดๆ
ทว่า ท่ามกลางความตื่นตระหนกและเสียงถกเถียงที่ดังเซ็งแซ่ราวกับตลาดสด กลับมีเสียงลมหายใจสม่ำเสมอดังเล็ดลอดออกมาอย่างไม่เกรงใจใคร
*คร่อก... ฟี้...*
เสียงนั้นช่างไพเราะและยาวนานในความเงียบงัน ทุกสายตาค่อยๆ หันขวับไปมองยังมุมอับแสงที่สุดของห้องประชุม มู่หรงเสวี่ยที่นั่งสง่างามอยู่บนเก้าอี้หยกขาวทางขวาของเจ้าสำนัก ถึงกับต้องยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ นางปรายตามองบุรุษผู้สวมชุดคลุมสีขาวลายเมฆาปักดิ้นทองที่กำลังฟุบหน้าหลับใหลอยู่บนโต๊ะ ใบหน้าด้านข้างของไป๋อวิ๋นรับกับแสงสลัวดูหล่อเหลาราวกับภาพวาด ทว่ายามนี้เขากลับกำลังน้ำลายยืดใส่ตำราพิชัยสงครามโบราณหน้าสำคัญเสียแล้ว
"ไป๋อวิ๋น!" ผู้อาวุโสจ้าวตวาดลั่นด้วยความโมโหจัด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน "เจ้าเด็กเหลือขอ! สำนักกำลังเผชิญภัยพิบัติล้างบาง แต่เจ้ากลับมานอนหลับน้ำลายยืดหยามหน้าพวกเรากระนั้นหรือ? ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!"
ไป๋อวิ๋นขยับตัวเล็กน้อยอย่างรำคาญ เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มือข้างหนึ่งยกขึ้นขยี้ตา ปรับโฟกัสสายตาที่พร่ามัวด้วยความง่วงงุน ดوَงตาคู่คมปลาบที่มักจะซ่อนความเจ้าเล่ห์เอาไว้กวาดมองรอบห้องอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะหาวหวอดใหญ่ออกมาโดยไม่รักษาภาพพจน์แม้แต่น้อย
"โวยวายอะไรกันแต่เช้า... เอ๊ย ยามอู่ (11.00 - 12.59 น.) ต่างหาก" ไป๋อวิ๋นส่งเสียงงיתง่อน น้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังแต่แฝงความกวนประสาทไว้เต็มเปี่ยม "พวกท่านถกเถียงกันมาสองชั่วยามแล้วไม่ใช่หรือ? ข้าฟังจนฝันเห็นเต่าบินไปสามรอบครึ่งแล้ว ยังไม่ได้ข้อสรุปอันใดที่เป็นชิ้นเป็นอันเลยสักนิด"
"สามหาม!" ผู้อาวุโสจ้าวตบโต๊ะอีกคราจนไม้จันทน์แตกละเอียดเป็นผุยผง "พวกเรากำลังปรึกษากลยุทธ์ถอยทัพและตั้งรับแนวสุดท้าย! หากเจ้ามีความสามารถนัก ก็จงเสนอแผนการที่ฉลาดล้ำออกมาสิ หรือสมองของเจ้ามีแต่ขี้เลื่อย ถึงได้เอาแต่นอนรอความตายเช่นนี้!"
สิ้นคำพูดของผู้อาวุโสจ้าว ความเงียบสงัดก็ปกคลุมทั่วห้องอีกครั้ง ทุกคนต่างรู้ดีว่าในสถานการณ์ที่กำลังพลน้อยกว่าและพลังฝีมือด้อยกว่า การตั้งรับคือหนทางตายอย่างช้าๆ ส่วนการถอยทัพคือการยอมยกดินแดนบรรพชนให้ศัตรูเหยียบย่ำ ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้อีกแล้ว
มู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้น ดวงตาดั่งหงส์มองตรงมาที่ไป๋อวิ๋น แม้มนמהสีหน้าของนางจะยังคงเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี แต่มือเรียวบางที่วางอยู่บนตักกลับกำชายเสื้อแน่นโดยไม่รู้ตัว นางไม่รู้ว่าเหตุใด... แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ นางก็ยังคงเชื่อมั่นลึกๆ ว่าบุรุษผู้ขี้เกียจสันหลังยาวผู้นี้ จะต้องมีเล่ห์กลอันใดซ่อนอยู่อีกอย่างแน่นอน
ไป๋อวิ๋นแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นช่างดูเอ้อระเหยลอยชายเสียจนน่าหมั่นไส้ เขาใช้ปลายนิ้วเคาะเบาๆ ลงบนพื้นโต๊ะสามครั้ง เป็นจังหวะที่แปลกประหลาด
"ถอยทัพ? ตั้งรับ? ช่างเป็นความคิดของคนแก่ที่สมองฝ่อไปตามกาลเวลาเสียจริง" ไป๋อวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงเรื่อยเปื่อย เขายันตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ ปัดฝุ่นตามอาภรณ์ราวกับกำลังเดินเล่นในสวนดอกไม้ หาใช่การประชุมสงครามอันเคร่งเครียดไม่ "พวกท่านคิดว่าราชาโลหิตหมื่นศพยกทัพมาเพราะเหตุใด? เพราะต้องการเหยียบสำนักกระบี่นภาให้ราบคาบใช่หรือไม่? ผิดถนัด... มันมาเพื่อ 'โลหิต' และ 'พลังงานดิบ' ต่างหาก"
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งขมวดคิ้ว "หมายความว่าอย่างไร?"
"ง่ายดายมาก" ไป๋อวิ๋นก้าวเท้าเดินช้าๆ ไปยังแผนที่ยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ที่ปักอยู่กลางห้อง ปลายนิ้วเรียวยาวชี้ไปยังจุดหุบเขาอัสดง ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่กองทัพมารต้องผ่าน "หากเราตั้งรับ เราจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะจำนวนคน หากเราหนี เราจะถูกไล่ล่าจนเสียขบวนและถูกฆ่าทีละกลุ่ม... ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือ 'ต้อนพวกมันเข้ามาในบ้าน แล้วค่อยปิดประตูตีแมว'"
"เจ้าพูดพล่อยๆ!" ผู้อาวุโสจ้าวแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "ต้อนกองทัพมารแสนนายเข้ามาในสำนักน่ะรึ? นั่นมันชักศึกเข้าบ้านชัดๆ! เจ้าอยากให้พวกเราตายเร็วขึ้นหรืออย่างไร?!"
"ผู้อาวุโสจ้าว... ท่านแก่จนหูหนวกตาบอดไปแล้วจริงๆ หรือ?" ไป๋อวิ๋นปรายตามองด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ รัศมีกดดันอันทรงพลังสายหนึ่งแผ่ออกมาจากร่างของคุณชายขี้เกียจชั่วพริบตา จนผู้อาวุโสจ้าวถึงกับชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกด้วยความตกตะลึงระคนหวาดผวา
*กลิ่นอายนี้มัน... อะไรกัน?!*
ไป๋อวิ๋นไม่สนใจท่าทีตื่นตระหนกนั้น เขาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจสะกดทุกผู้คนในห้องให้ต้องตั้งใจฟัง
"ข้าไม่ได้บอกให้ต้อนพวกมันเข้ามาเฉยๆ" ไป๋อวิ๋นวาดนิ้วกลางอากาศ วาดเป็นอักขระค่ายกลซับซ้อนขึ้นด้วยแสงสีทองจางๆ "ข้าจะใช้ 'ค่ายกลสกัดดาราพลิกฟ้าดิน' ผสานกับหินวิญญาณธาตุหยินเก้าสิบเก้าก้อน ฝังไว้ตามจุดชีพจรวิญญาณรอบภูเขากระบี่นภา เมื่อกองทัพมารก้าวเข้ามาเหยียบเขตแดนชั้นนอก ค่ายกลจะทำงานทันที มันจะไม่เพียงแค่ตัดขาดการเชื่อมต่อระหว่างราชาโลหิตกับกองทัพของมัน แต่จะ 'ดูดกลืน' โลหิตและลมปราณอสูรทั้งหมดมาเปลี่ยนเป็นพลังงานหล่อเลี้ยงค่ายกลป้องกันสำนัก"
ห้องประชุมทั้งห้องเงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มตก แม้แต่เจ้าสำนักที่นั่งนิ่งมาตลอดก็ยังต้องลุกขึ้นยืน ดวงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงอย่างถึงที่สุด
"ดูดกลืนโลหิตศัตรูมาเป็นพลังงานป้องกัน... นี่มัน... วิชาสำนักมารอันใดกัน?!" มีคนอุทานออกมาด้วยความหวาดกลัว
"ไม่ใช่สำนักมาร แต่มันคือ 'สัจธรรมฟ้าดิน' ต่างหาก" ไป๋อวิ๋นหันกลับมาสบตากับมู่หรงเสวี่ย แววตาคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายปัญญาที่เฉียบคมราวกับมองทะลุปรุโปร่งทุกสิ่ง "หยินหยางแปรผัน วาตภัยและอัคคีล้วนเกิดจากธรรมชาติ การยืมมือศัตรูมาทำลายศัตรูเอง คือวิถีแห่งความเหนือชั้น หาใช่การใช้กำลังหักหาญไม่"
เขายกมือขึ้นประสานคารวะเจ้าสำนักด้วยท่าทีสบายๆ "แผนการนี้ไม่มีช่องโหว่ เพราะต่อให้ราชาโลหิตจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่หากปราศจากกองทัพคอยหนุนหลัง และถูกค่ายกลสูบพลังปราณทุกชั่วยาม มันก็เป็นเพียงแค่หมูในอวยที่รอเวลาให้พวกเราเชือดเท่านั้นเอง... ทุกท่านว่าจริงไหมครับ?"
ความเงียบงันปกคลุมอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนที่ผู้อาวุโสจ้าวจะอ้าปากค้าง ใบหน้าแก่ชราบิดเบี้ยวจนดูไม่ได้ พูดไม่ออกบอกไม่ถูกแม้แต่คำเดียว
มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืนช้าๆ ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มจนดวงตะวันยามอู่ยังต้องอับEอาย นางประสานมือคารวะไป๋อวิ๋นด้วยความเคารพจากใจจริง แววตาคู่สวยฉายประกายความชื่นชมและลุ่มลึกอย่างปิดไม่มิด
"คุณชายไป๋ช่างล้ำเลิศ แผนการนี้ข้า... ขอสนับสนุนด้วยคนค่ะ" นางเอ่ยเสียงกังวาน
เจ้าสำนักสูดลมหายใจเข้าลึก ים ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นด้วยความสะใจ "ดี! ดีเยี่ยมยิ่งนัก! สมแล้วที่เป็นศิษย์สำนักกระบี่นภาของเรา! เรื่องการเตรียมค่ายกล มอบหมายให้เจ้าเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด ไป๋อวิ๋น!"
ไป๋อวิ๋นถอนหายใจยาวเหยียด ทำหน้าเซ็งราวกับแบกภาระอันยิ่งใหญ่ไว้บนบ่า "เฮ้อ... รู้อย่างนี้นอนต่ออีกสักชั่วยามน่าจะดีกว่า งานหลวงงานราษฎร์ชุกชุมเสียจริง..."
เขากล่าวพึมพำเบาๆ แต่ในจังหวะที่ทุกคนกำลังฮึกเหิมและเตรียมตัวแยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ตามแผนการอันแยบยลนั้นเอง...
จู่ๆ อากาศเหนือตำหนักสภาเซียนก็บิดเบี้ยวอย่างรุนแรง!
*เปรี้ยง! โครมมม—!*
ม่านฟ้าสีครามฉีกขาดออกเป็นทางยาวราวกับถูกกระบี่เทพเจ้าฟาดฟัน รัศมีปราณสีเลือดพวยพุ่งทะยานเสียดฟ้า พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นดังก้องกังวานสะท้านวิญญาณของผู้คนที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้
*"ฮ่าๆๆๆ! สำนักกระบี่นภาช่างรวดเร็วจริงนะ... แต่พวกเจ้าคิดหรือว่า ค่ายกลกระจอกๆ ของพวกเจ้า จะขวางทาง 'ทูตโลหิตสวรรค์' ผู้ร่วงหล่นผู้นี้ได้?!"*
ร่างของบุรุษชุดเกราะโลหิตผู้หนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศเหนือตำหนัก ทั่วร่างปกคลุมด้วยไอสังหารสีดำสนิท และที่น่าตกใจที่สุดคือ... บนหน้าอกของมัน ปรากฏ 'ยันต์อักขระสะกดมารโบราณ' ที่ควรจะอยู่ในห้องคลังลับของสำนักกระบี่นภาแปะอยู่!
ดวงตาของไป๋อวิ๋นหรี่แคบลงทันที รอยยิ้มขี้เล่นบนใบหน้ามลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก
*ไส้ศึก... อยู่ในสภาเซียนแห่งนี้เอง!*
---
(ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "หมึกทองคำข้ามภพ" เสมอมานะครับ)
สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ•ตอนที่ 32
การประชุมสภาเซียนที่น่าเบื่อหน่าย
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!