สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ•ตอนที่ 28

อ้อมกอดใต้แสงดาว ณ ยอดเขาเซียน

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
เลือดสีชาดหยดลงบนหิมะขาวโพลนบนยอดเขาไร้ชื่อ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะทะกับกลิ่นไอหมอกเย็นเยือกของยามราตรี มู่หรงเสวี่ยทรุดตัวลงพิงกับโขดหิน กระบี่ธาราในมือนางสั่นระริก อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยเลือดจากบาดแผลฉกรรจ์ที่หัวไหล่ขวา ซึ่งเกิดจากเคล็ดวิชา 'มารไร้ลักษณ์' ของศัตรูที่เพิ่งล่าถอยไป “อย่าขยับ...” น้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่ากังวานดุจระฆังเงินดังขึ้นใกล้ๆ ไป๋อวิ๋นไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย แม้ในยามนี้เขาก็ดูไร้ซึ่งความทะเยอทะยานดั่งเช่นทุกครา เขาขยับกายเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างบางที่กำลังสั่นสะท้านด้วยพิษเย็นที่แทรกซึมเข้าสู่ชีพจร “ข้า... ข้าไม่เป็นไร” นางพยายามฝืนเค้นเสียงตอบ แววตาดุจน้ำแข็งของนางยามนี้กลับดูพร่าเลือน ลมหายใจแผ่วเบาจนน่าใจหาย “ศิษย์พี่หญิง ท่านมักจะแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่าเสมอ” ไป๋อวิ๋นถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างนาง เขาประสานมือเป็นค่ายกลอักขระชั่วคราวกลางอากาศ แสงสีทองเรืองรองก่อตัวขึ้นล้อมรอบร่างของทั้งสองไว้ เพื่อป้องกันไอปีศาจจากภายนอกไม่ให้รบกวนการรักษา เขาวางฝ่ามือลงบนแผ่นหลังของนาง อุณหภูมิที่แตกต่างกันระหว่างร่างทั้งสองทำให้มู่หรงเสวี่ยสะดุ้งเล็กน้อย นางพยายามจะขยับกายหนีทว่าไป๋อวิ๋นกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “หากเจ้ายังดื้อรั้น พิษมารนี้จะกัดกินเส้นชีพจรจนกลายเป็นคนพิการ ถึงตอนนั้นอย่ามาโทษว่าข้าขี้เกียจช่วยก็แล้วกัน” พลังปราณบริสุทธิ์ดั่งสายน้ำฤดูใบไม้ผลิจากฝ่ามือของไป๋อวิ๋นไหลเวียนเข้าสู่ร่างนางอย่างนุ่มนวล ทว่าทรงพลัง มันเปรียบเสมือนแสงอาทิตย์ที่ขับไล่ความหนาวเหน็บแห่งเหมันต์ มู่หรงเสวี่ยสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ความเจ็บปวดที่เคยแหลมคมกลับถูกปลอบประโลมด้วยไออุ่นนี้ ท่ามกลางความเงียบสงัดใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาจากฟากฟ้า ไหล่ของนางที่เคยเกร็งแน่นค่อยๆ ผ่อนคลายลง ความใกล้ชิดที่ไร้ระยะห่างนี้ทำให้หัวใจของนางที่เคยเย็นชามาตลอดชีวิต กลับเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง “เจ้า... เหตุใดต้องช่วยข้าถึงเพียงนี้” มู่หรงเสวี่ยกระซิบถาม ดวงตาคู่สวยเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มที่ดูเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความใส่ใจอย่างลึกซึ้ง ไป๋อวิ๋นไม่ได้หยุดการโคจรพลัง เขามองไปยังดวงดาวที่พร่างพราวเบื้องหน้าด้วยสายตาที่ลุ่มลึกเกินกว่าอายุจริงของเขา “ในยุทธภพนี้ ข้าอาจเป็นเพียงคนขี้เกียจที่เฝ้ามองโลกหมุนผ่านไปวันๆ แต่หากเป็นเจ้า... แม้แต่สรวงสวรรค์ข้าก็พร้อมจะกระชากลงมาเพื่อรักษาไว้” คำพูดนั้นเรียบง่ายทว่ากลับหนักแน่นราวกับภูผา มู่หรงเสวี่ยชะงักงัน นางไม่เคยพบเจอผู้ใดที่กล้าเอ่ยถ้อยคำเช่นนี้ต่อหน้านาง ยิ่งไปกว่านั้นคือสายตาที่เขามองนาง... มิใช่สายตาของศิษย์ผู้น้องที่มีต่อศิษย์พี่ แต่มันคือสายตาของบุรุษที่มองสตรีผู้เป็นดั่งดวงใจ ทันใดนั้น แสงสีทองจากอักขระรอบกายสั่นไหวอย่างรุนแรง บาดแผลของนางเริ่มปิดสนิท แต่กระแสพลังในร่างกลับแปรปรวนเพราะจิตใจที่ไร้ความมั่นคงของทั้งสอง พลังปราณของไป๋อวิ๋นพลุ่งพล่านขึ้นจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่ร้อนผ่าวบริเวณฝ่ามือที่แตะอยู่กับแผ่นหลังเปลือยเปล่าใต้รอยฉีกขาดของอาภรณ์ มู่หรงเสวี่ยโน้มตัวลงมาตามสัญชาตญาณ ความเข้มแข็งที่นางพยายามสร้างมาตลอดชีวิตพังทลายลงในอ้อมแขนของเขา ไป๋อวิ๋นโน้มกายเข้าไปรับร่างบางไว้โดยอัตโนมัติ กลิ่นหอมอ่อนๆ ดั่งดอกเหมยในฤดูหนาวโชยเข้าจมูกของเขา ความเงียบงันในยามนี้เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังที่ไม่อาจหลีกหนี ทว่า ในขณะที่ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองกำลังก้าวข้ามเส้นแบ่งแห่งความสัมพันธ์ศิษย์พี่ศิษย์น้อง ท้องฟ้าที่เคยกระจ่างใสกลับมืดมิดลงฉับพลัน เสียงฟ้าร้องคำรามก้องดั่งมารร้ายตื่นจากภวังค์ ใต้แสงจันทร์ที่ถูกเมฆหมอกบดบัง เงาร่างปริศนาในชุดคลุมสีดำสนิทค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนยอดไม้สูงลิบ สายตาของมันจ้องมองลงมายังคนทั้งสองด้วยแววตาอำมหิต “ช่างเป็นภาพที่น่าอภิรมย์ยิ่งนัก... จอมยุทธ์ผู้เกียจคร้านกับนางเซียนผู้สูงส่ง” เสียงแหบพร่าดั่งใบไม้แห้งกรีดร้องดังมาจากเงามืดไป๋อวิ๋นลืมตาขึ้นทันที ประกายตาสีทองฉายวาบขึ้นชั่วขณะ เขาไม่ได้ปล่อยร่างของมู่หรงเสวี่ย แต่กลับกระชับอ้อมกอดให้นางมั่นคงยิ่งขึ้น มืออีกข้างหนึ่งดีดนิ้วเพียงเบาๆ ยันต์อักขระที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ดุจดั่งตาข่ายดักจับเทพยดา “ผู้ใดที่บังอาจมารบกวนเวลาพักผ่อนของข้ากัน?” ไป๋อวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ พลางมองขึ้นไปยังเงามืดเบื้องบนด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน “เจ้าคงไม่รู้สินะว่า ในสายตาข้า... เจ้าก็แค่ก้อนกรวดที่กำลังขวางทางเดินของข้าเท่านั้น” เขาสะบัดมือเพียงครั้งเดียว กระบี่เงาที่ก่อตัวจากปราณบริสุทธิ์ก็พุ่งทะยานแหวกอากาศขึ้นไป ประหนึ่งมังกรผงาดฟ้า เสียงปะทะของพลังดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งขุนเขา ทว่าก่อนที่การต่อสู้จะปะทุขึ้นจนถึงจุดเดือด ร่างปริศนานั้นกลับแสยะยิ้มที่มุมปากพร้อมกับโยน 'บางอย่าง' ลงมาที่เบื้องหน้าของไป๋อวิ๋น มันคือศีรษะของผู้อาวุโสจ้าวที่ถูกตัดขาด ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด... และพร้อมกันนั้น เสียงระฆังเตือนภัยจากสำนักกระบี่นภาก็ดังระงมไปทั่วทั้งหุบเขา เหมือนเป็นสัญญาณว่าสงครามที่แท้จริงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "หมึกทองคำข้ามภพ" เสมอมานะครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%