สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ•ตอนที่ 29

คำสัญญาที่ไร้คำพูด

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โลหิตสีดำสนิทหยดลงกระทบพื้นศิลาหยกขาว เกิดเป็นเสียงดัง *ติ๋ง* ดุจเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย ไป๋อวิ๋นไม่ได้แม้แต่จะชายตามองซากศพของสัตว์อสูรบรรพกาลที่นอนแน่นิ่งอยู่เบื้องหน้า เขายังคงนั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้โยกไม้ไผ่ตัวโปรด ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเอื่อยเฉื่อยราวกับเรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อครู่เป็นเพียงการชมละครโรงเล็กยามบ่าย มือขวาถือจอกสุราอุ่นควันกรุ่น ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ เป็นจังหวะตามลำนำลมปราณที่หมุนวนอยู่ในห้วงนารา เบื้องหลังความเกียจคร้านนี้ คือค่ายกลอักขระดาราเก้าสวรรค์ที่เพิ่งถูกสลักเสร็จสิ้นลงด้วยปลายนิ้วเพียงคราเดียว มันเปล่งแสงเรืองรองสีครามเข้มสะกดข่มกลิ่นอายฟ้าดินโดยรอบให้อยู่ในกำมือของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ "วิชา 'กระบี่ควบอาชาสวรรค์' ของสำนักกระบี่นภานี่... หากตัดความเย่อหยิ่งจองหองทิ้งไป ก็นับว่ามีดีพอจะใช้รองขาโต๊ะได้อยู่บ้างนะฃรับ" น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความเย้ยหยันดังขึ้น ทำลายความเงียบงันภายในถ้ำลับแลแห่งนี้ มู่หรงเสวี่ยที่ยืนสงบนิ่งอยู่มุมห้องถึงกับมุมกระบี่ในมือสั่นระริก นางเซียนผู้เยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี ปราดเปรื่องในวิถีกระบี่จนผู้คนต่างหวาดผวา ยามนี้กลับรู้สึกว่าหัวใจใต้ร่มผ้าของตนเองเต้นผิดจังหวะอย่างควบคุมไม่ได้ นางจ้องมองชายหนุ่มผู้ที่ผู้คนต่างตราหน้าว่าเป็น 'คุณชายสวะขี้เกียจ' ผู้นี้มาเนิ่นนาน ทว่ายิ่งค้นหากลับยิ่งพบว่าภายใต้ท่าทางเกียจคร้านไร้พิษภัยนั้น กลับซ่อนขุมพลังที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเอาไว้โดยที่เขาไม่ต้องออกแรงแม้แต่น้อย "เจ้า... รู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังเล่นอยู่กับไฟบรรพกาล?" มู่หรงเสวี่ยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางเย็นชาดังเดิม ทว่าแฝงความสั่นพร่าเล็กน้อยที่แม้แต่นางเองก็ไม่อาจซ่อนเร้น "ผู้อาวุโสจ้าวและเหล่าผู้อาวุโสสายในกำลังเคลื่อนไหว พวกมันใช้ 'ค่ายกลผนึกโลหิต' ปิดกั้นเส้นทางออกทั้งหมด เพื่อต้องการบีบคั้นให้เจ้ายอมจำนนหรือตายอย่างอนาถในเขตหวงห้ามนี้" ไป๋อวิ๋นเหลือบสายตาขึ้นมองนาง แววตาคู่นั้นลึกล้ำดุจห้วงมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง เขายกยมุมปากขึ้นเล็กน้อยก่อนจะรินสุราลงในจอกเพิ่มอีกครึ่งหนึ่ง "ปล่อยให้พวกมันดิ้นรนไปเถอะครับ การกวาดล้างขยะชิ้นใหญ่ จำเป็นต้องรอให้พวกมันมารวมตัวกันเสียก่อน มิฉะนั้นจะเสียเวลาเดินหามันให้เหนื่อยเปล่า... จริงไหมครับ คุณหนูมู่หรง?" คำพูดที่ติดจะกวนประสาทนั้น ทำให้นางเซียนผู้สูงศักดิ์ถึงกับถอนหายใจออกมาเบาๆ ความโกรธเกรี้ยวที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นในอก ในยุทธภพนี้ ผู้คนต่างแย่งชิงความเป็นใหญ่ หลั่งเลือดเพื่อชื่อเสียงและอำนาจ แต่วิญญาณหนุ่มเบื้องหน้านี้กลับมองบัลลังก์ฟ้าดินเป็นเพียงทางเดินเล่นในยามว่าง ทว่า ท่ามกลางความเงียบสงบที่กลับคืนมา บรรยากาศภายในถ้ำกลับแปรเปลี่ยนเป็นอึดอัดอย่างฉับพลัน แรงกดดันจากลมปราณระดับมหาปรมาจารย์แผ่ซ่านทะลุกำแพงหินเข้ามา ผู้อาวุโสจ้าวพร้อมด้วยศิษย์สายตรงนับร้อยชีวิตได้ปิดล้อมปากถ้ำไว้หมดสิ้นแล้ว เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังสะท้อนก้องกังวานเข้ามา "ไป๋อวิ๋น! เจ้าสวะไร้ค่า ถึงคราวตายของเจ้าแล้ว! ค่ายกลนี้แม้แต่เซียนแท้จริงยังต้องสิ้นชื่อ ต่อให้เจ้ามีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเพียงใด ก็หนีไม่พ้นความตายไปได้หรอก!" เสียงคำรามของผู้อาวุโสจ้าวตาบอดดังขึ้นด้วยความเคียดแค้นชิงชัง รังสีอำมหิตพุ่งทะยานเสียดฟ้า มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วเรียวงามเข้าหากัน นางก้าวเท้าขึ้นมาเบื้องหน้าเพื่อชักกระบี่ประจำกายเตรียมรับมือกับภัยคุกคาม แต่มือเรียวกลับถูกมืออุ่นจัดของไป๋อวิ๋นคว้าเอาไว้เบาๆ "ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมเถอะครับ การรบราฆ่าฟันมันเปลืองพลังงาน และที่สำคัญ... มันทำลายบรรยากาศการดื่มสุราของเรา" คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่าเปี่ยมด้วยความมั่นใจอันไร้ขอบเขต ไป๋อวิ๋นค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้โยกอย่างช้าๆ เขาสบัดแขนเสื้อเพียงคราเดียว อักขระโบราณนับหมื่นตัวก็พรั่งพรูออกจากปลายนิ้วราวกับฝูงผีเสื้อเพลิง ทะยานพุ่งผ่านม่านหินออกไปปะทะกับค่ายกลภายนอกอย่างดุเดือดตระการตา *ตูมมมมมมม!* เสียงระเบิดกัมปนาทสนั่นหวั่นไหว แรงสะเทือนทำให้ภูเขาแทบถล่มลงมา ค่ายกลผนึกโลหิตที่ผู้อาวุโสจ้าวภาคภูมิใจนักหนากลับแหลกสลายกลายเป็นจุลภายในเวลาไม่ถึงลมหายใจเดียว ร่างของเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์สำนักกระบี่นภาต่างกระเด็นกระดอนกระอเลือดออกมาพร้อมกันอย่างน่าอนาถ ความเงียบสงบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าดุจดั่งความเงียบก่อนพายุใหญ่จะมาเยือน มู่หรงเสวี่ยยืนนิ่งค้าง นางมองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่ยืนรับสายลมเย็นยามค่ำคืนอย่างองอาจ หัวใจของนางสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ตลอดชีวิตที่ผ่านมา นางโดดเดี่ยวในวิถีกระบี่มาโดยตลอด คิดเสมอว่าบนเส้นทางเซียนนี้มีเพียงตนเองที่ต้องแบกรับทุกสิ่ง แต่ในยามนี้... กลับมีบุรุษผู้หนึ่งก้าวเข้ามายืนหยัดเคียงข้าง และปัดเป่าอันตรายทั้งปวงให้โดยไม่เอ่ยคำโอ้อวดแม้แต่ครึ่งคำ นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกที่เอ่อล้นอยู่ในอก ก่อนจะตัดสินใจทำในสิ่งที่นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนในชีวิต มู่หรงเสวี่ยปลดปิ่นปักผมหยกนิลล้ำค่าที่ประดับอยู่บนมือนวล เส้นผมสีดำสนิทสยายลงเคลียไหล่ระหง นางก้าวเข้าไปใกล้ไป๋อวิ๋นอย่างเชื่องช้า ทว่ามั่นคง แววตาคู่คมที่เคยเย็นชาบัดนี้ฉายประกายความอ่อนโยนล้ำลึกอย่างที่ไม่เคยมีผู้ใดได้เห็นมาก่อน ไป๋อวิ๋นหันกลับมามองด้วยความแปลกใจเล็กน้อย มู่หรงเสวี่ยยื่นปิ่นปักผมในมือให้กับเขา ดวงตาสบประสานกับนัยน์ตาของชายหนุ่มโดยไม่หลบหลีก น้ำเสียงของนางแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานลึกลงไปในจิตวิญญาณ "ข้า... มู่หรงเสวี่ย มอบวิถีกระบี่และหัวใจดวงนี้ให้แก่ท่าน..." นางกล่าวด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อย เพิ่มเสน่ห์ให้นางเซียนผู้เย็นชาผู้นี้งดงามจนฟ้าดินยังต้องหมองหม่น "...ปิ่นนี้แทนคำสัญญา หากวิถีเซียนของข้ายังคงอยู่ ข้าจะเคียงข้างท่านตราบชั่วนิรันดร์" ไป๋อวิ๋นรับปิ่นปักผมนั้นมาถือไว้ รอยยิ้มเอื่อยเฉื่อยบนใบหน้าจางหายไปแทนที่ด้วยแววตาที่ลึกซึ้งและจริงจัง เขายกมือขึ้นบรรจงปักปิ่นหยกนิลนั้นลงบนเรือนผมของนางด้วยความทะนุถนอมอย่างยิ่ง "คำสัญญาที่ไร้คำพูดเช่นนี้ มีค่ามากกว่าคำสาบานใดๆ ในใต้หล้าครับ... คุณหนูมู่หรง" ทว่า ในวินาทีที่สายสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองกำลังประสานเป็นหนึ่งเดียว ท้องนภายามค่ำคืนที่เคยปลอดโปร่งกลับมืดครึ้มลงฉับพลัน สายฟ้าสีเลือดผ่าผ่าลงกลางค่ายกลโบราณที่ก้นถ้ำ พร้อมกับเงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีทองอร่ามที่ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติด้วยกลิ่นอายพลังระดับเทพเจ้าที่กดทับจนวิญญาณสั่นสะท้าน! "ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง... แต่ก็น่าเสียดาย ที่พวกเจ้าไม่มีวันได้ไปถึงวันพรุ่งนี้" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "หมึกทองคำข้ามภพ" เสมอมานะครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%