สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ•ตอนที่ 12

ทะลวงผ่านขอบเขตสู่ขั้นปฐพีสะท้านฟ้า

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
"หากเจ้ายังคงดึงดันดูดซับมันเข้ามาในอัตรานี้ เกรงว่าหุบเขานี้คงไม่เหลือแม้แต่เศษซากของศิลาปราณ..." สุ้มเสียงเยียบเย็นดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดู หลุดออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบของมู่หรงเสวี่ย นางยืนอยู่บนชะง่อนผาสูงชัน อาภรณ์สีฟ้าครามพลิ้วไหวตามกระแสลมปราณที่ปั่นป่วนจนน่ากลัว ดวงตาดั่งหงส์คู่สวยจ้องมองไปยังร่างของชายหนุ่มที่นั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องล่างด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเอ่ย ไป๋อวิ๋นไม่ได้ตอบคำถามนั้น ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะประดับด้วยรอยยิ้มขี้เล่นและเกียจคร้านในยามปกติ บัดนี้กลับตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายซึมตามไรผม ผิวเนื้อขาวสะอาดสะอ้านอาบไล้ด้วยแสงเรืองรองสีทองอร่ามที่แผ่พุ่งออกมาจากจุดชีพจรทั่วร่าง ทั่วทั้งรัศมีร้อย丈 (ประมาณ 330 เมตร) อากาศบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่นคล้ายผิวน้ำยามถูกโยนก้อนหิน นี่ไม่ใช่การบำเพ็ญเพียรเพื่อเพิ่มพูนพลังตามปกติ... แต่มันคือวิกฤตอันเกิดจากความ "อุดมสมบูรณ์" จนเกินขีดจำกัด! ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน หลังจากที่ไป๋อวิ๋นใช้ค่ายกลสกัดดาราพลิกนภาเพื่อสลายการลอบโจมตีของผู้อาวุโสจ้าวและพรรคพวก พลังฟ้าดินที่สะสมอยู่ใต้หุบเขาแห่งนี้ซึ่งถูกผนึกไว้ด้วยค่ายกลโบราณนับหมื่นปีได้เกิดทะลักทลายออกมาพร้อมกัน เปรียบเสมือนเขื่อนกั้นน้ำขนาดมหึมาที่พังครืนลงมาอย่างไร้การควบคุม ปราณธรรมชาติหนาแน่นเข้มข้นจนกลั่นตัวเป็นของเหลวสีมรกตไหลรินไปตามพื้นดิน สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป การได้รับปราณปริมาณมหาศาลขนาดนี้ย่อมเป็นวาสนาครั้งใหญ่ แต่สำหรับไป๋อวิ๋นผู้มีร่างเนื้อขีดจำกัดของ "คุณชายขี้เกียจ" ร่างกายนี้กลับเปรียบเสมือนภาชนะดินเผาบางๆ ที่กำลังถูกเติมเต็มด้วยธารน้ำพุร้อนเดือดพล่าน หากไม่รีบระบายออก มีหวังเส้นชีพจรทั่วร่างคงระเบิดเป็นจุล "เจ้าคนโง่... รู้จักประมาณตนเสียบ้างสิ" มู่หรงเสวี่ยกัดริมฝีปากแน่นอย่างลืมตัว มือเรียวบางที่ถือกระบี่วิญญาณสั่นระริก นางเป็นถึงองค์หญิงแห่งวังวนวารี ผู้สำเร็จวิชา剣心 (จิตกระบี่) ไร้พ่าย เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี ไร้ความรู้สึกยินดียินร้ายต่อโลกหล้า ไฉนเลยจึงมานั่งกระวนกระวายใจให้กับบุรุษสำมะเลเทเมาผู้นี้ได้? แต่ทว่า... นางจะปล่อยให้เขาตายต่อหน้าต่อตาได้อย่างไรเล่า? กระแสลมปราณรอบตัวนางแผ่พยายขยายออกไปเพื่อช่วยกดทับแรงกดดันจากฟ้าดินที่กำลังโหมกระหน่ำใส่ไป๋อวิ๋น ทว่าทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยกระจ่างใสกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สัญญาณเตือน เมฆฝนทมิฬก่อตัวม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ใจกลางมวลเมฆปรากฏประกายสายฟ้าสีม่วงเข้มแลบแปลบปลาทุ่ง ประหนึ่งดวงเนตรของเทพเจ้าผู้ลงทัณฑ์กำลังจ้องมองลงมา *โครมคราม—!* เสียงฟ้าร้องคำรามสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่น กัมปนาทจนแผ่นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น นกอสูรและสัตว์วิญญาณในรัศมีสือลี่ (5 กิโลเมตร) ต่างหมอบกราบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวต่อจิตสังหารอันไร้รูปของธรรมชาติ ทัณฑ์สวรรค์! นี่คือ "ทัณฑ์สวรรค์" ระดับที่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหลอมรวมลมปราณจะก้าวข้ามสู่ขั้นปฐพีสะท้านฟ้าต้องเผชิญ แต่ความรุนแรงของมันในยามนี้กลับเหนือกว่าตำนานบันทึกไว้หลายเท่าตัว ราวกับสวรรค์กำลังหวาดกลัวตัวตนบางอย่างที่กำลังจะตื่นขึ้นจากหลับใหล จึงพยายามกวาดล้างมันให้สิ้นซากตั้งแต่ยังเยาว์ "เสวี่ยเอ๋อร์..." เสียงแหบพร่าแต่ทว่าหนักแน่นดังขึ้นท่ามกลางเสียงคำรามของสายฟ้า ไป๋อวิ๋นลืมตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาข้างหนึ่งสะท้อนประกายแสงสีทองของสุริยัน อีกข้างสะท้อนประกายแสงสีเงินของจันทรา ทwvให้บรรยากาศรอบตัวเขากลายเป็นห้วงมิติที่หยุดนิ่ง มู่หรงเสวี่ยสะท้านเฮือกเมื่อได้ยินสรรพนามที่อีกฝ่ายเรียก นางหันขวับไปมอง "เจ้า... ยังมีแก่ใจมาหยอกล้อข้าอีกหรือ? ตั้งสมาธิรับมือกับสายฟ้าทัณฑ์เบื้องบนเสีย!" "หยอกล้ออันใดกัน ข้าเพียงแต่จะบอกว่า..." ไป๋อวิ๋นเหยียดยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจจนน่าหมั่นไส้ แต่ในขณะเดียวกันก็ทรงอำนาจจนน่าเกรงขาม ร่างของเขาค่อยๆ ลอยขึ้นจากพื้นอย่างไร้น้ำหนัก ท่ามกลางกระแสลมปราณที่พัดกระหน่ำจนเส้นผมสีดำสนิทปลิวไสว "ฟ้าดินต้องการทดสอบข้า งั้นหรือ? เกรงว่ากระดานหมากนี้... สวรรค์ยังเดินหมากไม่เก่งพอที่จะชนะข้าหรอกนะ" สิ้นเสียงคำพูดนั้น ไป๋อวิ๋นสะบัดมือขวาคราหนึ่ง แผ่นยันต์อักขระสีทองอร่ามจำนวนสิบแปดแผ่นพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศราวกับฝูงดาวตก พวกมันเรียงร้อยประสานกันอย่างแม่นยำกลางห้วงอากาศ ก่อเกิดเป็น "ค่ายกลสะท้านนภาเก้าชั้นฟ้า" ที่สูญหายไปจากยุทธภพมากว่าสามพันปี! *เปรี้ยงงงง—!* สายฟ้าสีม่วงเข้มขนาดเท่าลำต้นตาลผ่าลงมาจากกลางมวลเมฆทมิฬ มันพุ่งตรงเข้าใส่ใจกลางร่างของไป๋อวิ๋นอย่างไร้ความปรานี แรงระเบิดจากการปะทะแผ่ขยายเป็นคลื่นกระแทกสีขาวโพลนกวาดล้างต้นไม้ใหญ่รอบบริเวณจนราบเป็นหน้ากลอง มู่หรงเสวี่ยต้องใช้กระบี่ค้ำยันพื้นและแผ่ปราณคุ้มกายสุดกำลังเพื่อต้านทานแรงลมมหาศาลนั้น หัวใจของนางกระตุกวูบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน "ไป๋อวิ๋น!" นางหลุดปากตะโกนเรียกชื่อเขาด้วยความตกใจระคนหวาดหวั่น ท่ามกลางกลุ่มควันหนาทึบและแสงสว่างจ้าแสบตา ทว่า... ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงความเงียบงันชั่วขณะ ก่อนที่ควันหลากสีจะค่อยๆ จางลง เผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มที่ยังคงยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ เสื้อผ้าภายนอกอาจจะมีรอยขาดวิ่นบ้างตามกาลเวลา แต่ผิวเนื้อกลับเปล่งประกายระยิบระยับราวกับเพชรนิลจินดาที่ผ่านการเจียระไนมาอย่างดี ลมปราณรอบตัวเขาพุ่งทะยานผ่านจุดคอขวดอย่างไร้แรงต้านทาน *กริ๊ง...* เสียงคล้ายระฆังโบราณดังแว่วมาจากห้วงลึกของจิตวิญญาณ ขอบเขตพลังของไป๋อวิ๋นทะลวงผ่านขั้นหลอมรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์แบบ ก้าวเข้าสู่ **"ขอบเขตปฐพีสะท้านฟ้า"** อย่างเป็นทางการ! แรงกดดันระดับปฐพีแผ่ซ่านออกไปทั่วสารทิศ ทำให้มู่หรงเสวี่ยถึงกับต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง นางมองภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกตะลึงงันจนสมองขาวโพลน ชายหนุ่มที่นางเคยคิดว่าเป็นเพียงคุณชายสำมะเลเทเมาผู้อ่อนแอ บัดนี้กลับยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยรัศมีของยอดฝีมือผู้กุมชะตากรรมฟ้าดินไว้ในกำมือ ทว่า... รอยยิ้มแห่งชัยชนะยังไม่ทันได้ประดับบนใบหน้าของไป๋อวิ๋น ร่างของเขากลับชะงักกึก สีหน้าที่เคยเยือกเย็นกลับแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เพราะในวินาทีนั้นเอง... มิติเบื้องหน้าของทั้งคู่ก็ฉีกขาดออกเป็นรอยแยกสีดำสนิท ไร้ซึ่งเสียงเตือนใดๆ มือสวมถุงมือหนังสีดำสนิทคู่หนึ่ง ค่อยๆ ยื่นออกมาจากรอยแยกมิติความว่างเปล่า พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบต่ำเยือกเย็นที่กรีดแทงโสตประสาทของคนทั้งสองจนเลือดซิบ "ฮี่ๆๆ... ช่างเป็นการทะลวงขั้นที่งดงามยิ่งนัก... แต่น่าเสียดาย ที่วันนี้... จะเป็นวันตายของอัจฉริยะผู้กำความลับค่ายกลโบราณ!" หมึกทองคำข้ามภพ (ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอด แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%