สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ•ตอนที่ 14

งานประลองยุทธสามสำนัก

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
“ศิษย์สำนักกระบี่นภา... มีเพียงเท่านี้หรือ?” เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยกระแสกดดันดุจภูเขาถล่มก้องกังวานไปทั่วลานประลองหินศิลาขาว มู่หรงเสวี่ยยืนนิ่งสงบดั่งรูปสลักน้ำแข็ง นัยน์ตาเรียวคมของนางหรี่ลงเล็กน้อย จ้องมองร่างของศิษย์สำนักเมฆาคล้อยที่กระอักเลือดลงไปกองกับพื้นแทบเท้า “อวดดีนัก!” ผู้อาวุโสจ้าวตะโกนลั่นจากแท่นประธาน ใบหน้าเหี่ยวย่นสั่นสะท้านด้วยความโกรธเกรี้ยว “ไป๋อวิ๋น! เจ้ามัวแต่ยืนแคะเล็บอยู่ตรงนั้นทำไม? สำนักเรากำลังถูกหยามเกียรติ เจ้าไม่มีเลือดรักสำนักอยู่ในกายบ้างหรืออย่างไร!” ไป๋อวิ๋นที่นั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้หวายข้างขอบสนามค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ เขาหาววอดหนึ่งพลางปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนชุดคลุมสีขาวสะอาดตา ก่อนจะส่งยิ้มบางๆ ให้กับมู่หรงเสวี่ยที่ยืนหันหลังให้เขาอยู่กลางลานประลอง “ผู้อาวุโสจ้าว ท่านใจร้อนเกินไปแล้ว” ไป๋อวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “มดปลวกที่พ่นลมปราณสกปรกออกมาหน้าประตูบ้าน มิได้แปลว่าเจ้าของบ้านต้องรีบวิ่งออกไปกวาดเองทุกครั้งหรอกครับ หากรำคาญใจมากนัก ท่านก็น่าจะลองหัดปิดหูปิดตาเสียบ้าง” “เจ้า... ไอ้ศิษย์ไร้ค่า!” ผู้อาวุโสจ้าวชี้หน้าสั่นเทา มู่หรงเสวี่ยหันกลับมามองไป๋อวิ๋นเพียงครู่เดียว แววตาเย็นชานั้นดุจกระบี่ที่ไร้ฝัก ทว่าลึกๆ ในนัยน์ตาสีรัตติกาลคู่นั้นกลับมีความกังวลที่นางพยายามปกปิดไว้อย่างมิดชิด นางรู้ดีว่าตัวแทนจากสำนักเมฆาคล้อยที่เหลืออยู่คือ ‘ต้วนฟง’ อัจฉริยะมารยุทธ์ผู้มีวิชาดูดกลืนปราณผู้อื่นมาเป็นของตน “เจ้าไม่ต้องออกมา” มู่หรงเสวี่ยกล่าวเสียงเย็น “ข้าจัดการเองได้” “ข้าทราบครับว่าท่านเก่งกาจ แต่บางครั้ง... การเอาชนะด้วยการออกแรงเพียงอย่างเดียว ก็มิใช่หนทางที่สง่างามที่สุดเสมอไป” ไป๋อวิ๋นลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายดูผ่อนคลายราวกับกำลังเดินเล่นในสวนดอกไม้มากกว่าอยู่ในสนามประลองที่คุกรุ่นด้วยไอสังหาร ต้วนฟงก้าวออกมาจากแถวสำนักเมฆาคล้อย มันมีรูปร่างกำยำ รอยสักรูปกระโหลกสีดำบนลำคอขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิต “ไป๋อวิ๋น? ข้าเคยได้ยินชื่อเจ้า... คุณชายขี้เกียจที่อาศัยบารมีสำนักไปวันๆ วันนี้ข้าจะพิสูจน์ให้เห็นว่า กระบี่ของเจ้ามันก็แค่เศษเหล็กที่ไม่มีวันผ่านคมหอกของข้าไปได้” ไป๋อวิ๋นไม่ได้ตอบโต้ด้วยวาจา เขาเพียงก้าวเท้าเดินลงไปกลางลานประลอง กลิ่นอายของเขาเบาบางจนแทบจะกลืนหายไปกับสายลม ผู้อาวุโสจ้าวกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน รอคอยที่จะเห็นศิษย์ที่ตนเกลียดชังต้องถูกกระชากวิญญาณกลางสนาม “เริ่มการประลอง!” เสียงประกาศจากกรรมการดังขึ้น ต้วนฟงไม่รอช้า มันคำรามก้อง ปราณสีเขียวคล้ำระเบิดออกจากร่าง พื้นหินศิลาขาวแตกร้าวเป็นวงกว้าง มันพุ่งตัวเข้าหาไป๋อวิ๋นด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายตาคนทั่วไป ความรุนแรงนั้นทำให้มู่หรงเสวี่ยเผลอก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ทว่าไป๋อวิ๋นกลับยืนนิ่ง... นิ้วชี้ขวาของเขาขยับเพียงเล็กน้อยในอากาศ ราวกับกำลังเขียนอักษรที่มองไม่เห็นบนผืนฟ้า *วูบ!* เสียงลมหมุนดังขึ้นเบาๆ รอบกายไป๋อวิ๋น ค่ายกลอักขระโบราณที่เขาวางไว้ล่วงหน้าส่องแสงสีทองจางๆ ขึ้นจากพื้นศิลา อักขระเหล่านั้นเชื่อมโยงกันดุจใยแมงมุมที่ไม่อาจมองเห็น ต้วนฟงที่กำลังพุ่งตัวมากลับชะงักกึกกลางอากาศ ราวกับชนเข้ากับกำแพงเหล็กที่ไม่มีตัวตน “กระบวนท่าอะไรกัน!” ต้วนฟงร้องเสียงหลง มันพยายามรวบรวมปราณทั้งหมดกระแทกเข้าใส่ทว่ากลับเหมือนปาไข่ใส่ก้อนหิน ทุกการเคลื่อนไหวของมันกลับถูกบิดเบือนด้วยกลไกของอักขระที่ไป๋อวิ๋นวางไว้ “ยุทธภพนี้กว้างใหญ่ไพศาล นัก” ไป๋อวิ๋นเอ่ยเบาๆ ขณะเดินเฉียดผ่านร่างของต้วนฟงที่ติดอยู่ในค่ายกล “ความแข็งแกร่งของเจ้ามิได้เกิดจากความเพียร แต่เกิดจากความโลภที่ไปดูดกลืนวิชาคนอื่นมา... รากฐานที่กลวงเปล่าเช่นนี้ เพียงข้าดีดนิ้ว ทุกอย่างก็พังทลาย” *เปรี๊ยะ!* เสียงนิ้วดีดดังขึ้นเบาๆ แต่ในหูของต้วนฟงมันดังก้องราวกับเสียงฟ้าร้อง ค่ายกลระเบิดพลังสะท้อนกลับเข้าสู่ร่างของมันทันที! ร่างของต้วนฟงกระเด็นลอยเคว้งออกไปนอกสนาม กระแทกเข้ากับเสาหินจนพังทลาย เลือดสีดำคล้ำพุ่งออกจากปากมันเป็นสาย ท่ามกลางความตกตะลึงของคนทั้งสนามประลอง แม้แต่ผู้อาวุโสจ้าวยังอ้าปากค้างจนแทบจะกลืนลงไปได้ทั้งลูก ไป๋อวิ๋นไม่ได้หันไปมองคู่ต่อสู้ เขาเพียงเดินกลับไปหามู่หรงเสวี่ยที่ยืนมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป “จบแล้วหรือ?” นางถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “งานประลองเพิ่งเริ่มต่างหากครับ” ไป๋อวิ๋นยิ้มกว้าง แต่นัยน์ตาของเขากลับฉายแววเคร่งขรึม “ที่ข้าทำไปเมื่อครู่ เป็นเพียงการส่งสัญญาณบอกสำนักเมฆาคล้อยว่า... อย่าได้คิดส่งคนกระจอกเช่นนี้มาให้ข้าต้องเสียเวลาอีก เพราะตัวจริงของพวกมัน กำลังซุ่มอยู่ในเงามืดของอัฒจันทร์นั้นต่างหาก” มู่หรงเสวี่ยมองตามสายตาไป๋อวิ๋นไป บนยอดหอคอยลับที่ห่างออกไป บุรุษชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่งกำลังมองลงมา มือของเขากำลังจับกระบี่เล่มหนึ่งที่ส่งไอเย็นเยือกออกมาจนอากาศรอบข้างกลายเป็นน้ำแข็ง มันคือยอดฝีมือที่แท้จริงจากสำนักมารฟ้า และดูเหมือนว่า... เป้าหมายของมันในวันนี้ มิใช่การประลองยุทธ แต่คือหัวใจของมู่หรงเสวี่ย และชีวิตของไป๋อวิ๋น! ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้กับผมนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%