“ศิษย์สำนักกระบี่นภา... มีเพียงเท่านี้หรือ?”
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยกระแสกดดันดุจภูเขาถล่มก้องกังวานไปทั่วลานประลองหินศิลาขาว มู่หรงเสวี่ยยืนนิ่งสงบดั่งรูปสลักน้ำแข็ง นัยน์ตาเรียวคมของนางหรี่ลงเล็กน้อย จ้องมองร่างของศิษย์สำนักเมฆาคล้อยที่กระอักเลือดลงไปกองกับพื้นแทบเท้า
“อวดดีนัก!” ผู้อาวุโสจ้าวตะโกนลั่นจากแท่นประธาน ใบหน้าเหี่ยวย่นสั่นสะท้านด้วยความโกรธเกรี้ยว “ไป๋อวิ๋น! เจ้ามัวแต่ยืนแคะเล็บอยู่ตรงนั้นทำไม? สำนักเรากำลังถูกหยามเกียรติ เจ้าไม่มีเลือดรักสำนักอยู่ในกายบ้างหรืออย่างไร!”
ไป๋อวิ๋นที่นั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้หวายข้างขอบสนามค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ เขาหาววอดหนึ่งพลางปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนชุดคลุมสีขาวสะอาดตา ก่อนจะส่งยิ้มบางๆ ให้กับมู่หรงเสวี่ยที่ยืนหันหลังให้เขาอยู่กลางลานประลอง
“ผู้อาวุโสจ้าว ท่านใจร้อนเกินไปแล้ว” ไป๋อวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “มดปลวกที่พ่นลมปราณสกปรกออกมาหน้าประตูบ้าน มิได้แปลว่าเจ้าของบ้านต้องรีบวิ่งออกไปกวาดเองทุกครั้งหรอกครับ หากรำคาญใจมากนัก ท่านก็น่าจะลองหัดปิดหูปิดตาเสียบ้าง”
“เจ้า... ไอ้ศิษย์ไร้ค่า!” ผู้อาวุโสจ้าวชี้หน้าสั่นเทา
มู่หรงเสวี่ยหันกลับมามองไป๋อวิ๋นเพียงครู่เดียว แววตาเย็นชานั้นดุจกระบี่ที่ไร้ฝัก ทว่าลึกๆ ในนัยน์ตาสีรัตติกาลคู่นั้นกลับมีความกังวลที่นางพยายามปกปิดไว้อย่างมิดชิด นางรู้ดีว่าตัวแทนจากสำนักเมฆาคล้อยที่เหลืออยู่คือ ‘ต้วนฟง’ อัจฉริยะมารยุทธ์ผู้มีวิชาดูดกลืนปราณผู้อื่นมาเป็นของตน
“เจ้าไม่ต้องออกมา” มู่หรงเสวี่ยกล่าวเสียงเย็น “ข้าจัดการเองได้”
“ข้าทราบครับว่าท่านเก่งกาจ แต่บางครั้ง... การเอาชนะด้วยการออกแรงเพียงอย่างเดียว ก็มิใช่หนทางที่สง่างามที่สุดเสมอไป” ไป๋อวิ๋นลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายดูผ่อนคลายราวกับกำลังเดินเล่นในสวนดอกไม้มากกว่าอยู่ในสนามประลองที่คุกรุ่นด้วยไอสังหาร
ต้วนฟงก้าวออกมาจากแถวสำนักเมฆาคล้อย มันมีรูปร่างกำยำ รอยสักรูปกระโหลกสีดำบนลำคอขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิต “ไป๋อวิ๋น? ข้าเคยได้ยินชื่อเจ้า... คุณชายขี้เกียจที่อาศัยบารมีสำนักไปวันๆ วันนี้ข้าจะพิสูจน์ให้เห็นว่า กระบี่ของเจ้ามันก็แค่เศษเหล็กที่ไม่มีวันผ่านคมหอกของข้าไปได้”
ไป๋อวิ๋นไม่ได้ตอบโต้ด้วยวาจา เขาเพียงก้าวเท้าเดินลงไปกลางลานประลอง กลิ่นอายของเขาเบาบางจนแทบจะกลืนหายไปกับสายลม ผู้อาวุโสจ้าวกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน รอคอยที่จะเห็นศิษย์ที่ตนเกลียดชังต้องถูกกระชากวิญญาณกลางสนาม
“เริ่มการประลอง!” เสียงประกาศจากกรรมการดังขึ้น
ต้วนฟงไม่รอช้า มันคำรามก้อง ปราณสีเขียวคล้ำระเบิดออกจากร่าง พื้นหินศิลาขาวแตกร้าวเป็นวงกว้าง มันพุ่งตัวเข้าหาไป๋อวิ๋นด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายตาคนทั่วไป ความรุนแรงนั้นทำให้มู่หรงเสวี่ยเผลอก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
ทว่าไป๋อวิ๋นกลับยืนนิ่ง... นิ้วชี้ขวาของเขาขยับเพียงเล็กน้อยในอากาศ ราวกับกำลังเขียนอักษรที่มองไม่เห็นบนผืนฟ้า
*วูบ!*
เสียงลมหมุนดังขึ้นเบาๆ รอบกายไป๋อวิ๋น ค่ายกลอักขระโบราณที่เขาวางไว้ล่วงหน้าส่องแสงสีทองจางๆ ขึ้นจากพื้นศิลา อักขระเหล่านั้นเชื่อมโยงกันดุจใยแมงมุมที่ไม่อาจมองเห็น ต้วนฟงที่กำลังพุ่งตัวมากลับชะงักกึกกลางอากาศ ราวกับชนเข้ากับกำแพงเหล็กที่ไม่มีตัวตน
“กระบวนท่าอะไรกัน!” ต้วนฟงร้องเสียงหลง มันพยายามรวบรวมปราณทั้งหมดกระแทกเข้าใส่ทว่ากลับเหมือนปาไข่ใส่ก้อนหิน ทุกการเคลื่อนไหวของมันกลับถูกบิดเบือนด้วยกลไกของอักขระที่ไป๋อวิ๋นวางไว้
“ยุทธภพนี้กว้างใหญ่ไพศาล นัก” ไป๋อวิ๋นเอ่ยเบาๆ ขณะเดินเฉียดผ่านร่างของต้วนฟงที่ติดอยู่ในค่ายกล “ความแข็งแกร่งของเจ้ามิได้เกิดจากความเพียร แต่เกิดจากความโลภที่ไปดูดกลืนวิชาคนอื่นมา... รากฐานที่กลวงเปล่าเช่นนี้ เพียงข้าดีดนิ้ว ทุกอย่างก็พังทลาย”
*เปรี๊ยะ!*
เสียงนิ้วดีดดังขึ้นเบาๆ แต่ในหูของต้วนฟงมันดังก้องราวกับเสียงฟ้าร้อง ค่ายกลระเบิดพลังสะท้อนกลับเข้าสู่ร่างของมันทันที!
ร่างของต้วนฟงกระเด็นลอยเคว้งออกไปนอกสนาม กระแทกเข้ากับเสาหินจนพังทลาย เลือดสีดำคล้ำพุ่งออกจากปากมันเป็นสาย ท่ามกลางความตกตะลึงของคนทั้งสนามประลอง แม้แต่ผู้อาวุโสจ้าวยังอ้าปากค้างจนแทบจะกลืนลงไปได้ทั้งลูก
ไป๋อวิ๋นไม่ได้หันไปมองคู่ต่อสู้ เขาเพียงเดินกลับไปหามู่หรงเสวี่ยที่ยืนมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
“จบแล้วหรือ?” นางถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“งานประลองเพิ่งเริ่มต่างหากครับ” ไป๋อวิ๋นยิ้มกว้าง แต่นัยน์ตาของเขากลับฉายแววเคร่งขรึม “ที่ข้าทำไปเมื่อครู่ เป็นเพียงการส่งสัญญาณบอกสำนักเมฆาคล้อยว่า... อย่าได้คิดส่งคนกระจอกเช่นนี้มาให้ข้าต้องเสียเวลาอีก เพราะตัวจริงของพวกมัน กำลังซุ่มอยู่ในเงามืดของอัฒจันทร์นั้นต่างหาก”
มู่หรงเสวี่ยมองตามสายตาไป๋อวิ๋นไป บนยอดหอคอยลับที่ห่างออกไป บุรุษชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่งกำลังมองลงมา มือของเขากำลังจับกระบี่เล่มหนึ่งที่ส่งไอเย็นเยือกออกมาจนอากาศรอบข้างกลายเป็นน้ำแข็ง
มันคือยอดฝีมือที่แท้จริงจากสำนักมารฟ้า และดูเหมือนว่า... เป้าหมายของมันในวันนี้ มิใช่การประลองยุทธ แต่คือหัวใจของมู่หรงเสวี่ย และชีวิตของไป๋อวิ๋น!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้กับผมนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ•ตอนที่ 14
งานประลองยุทธสามสำนัก
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้าด้วยปลายนิ้วคุณชายขี้เกียจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!