กลิ่นควันธูปอบเชยและน้ำมันจันทน์ที่อัดแน่นอยู่ในห้องสอบสวนขนาดสิบสองตารางเมตร ช่างชวนให้รู้สึกอึดอัดเสียยิ่งกว่ากลิ่นคราบเลือดในที่เกิดเหตุเสียอีก
สารวัตรกันต์ใช้ปลายนิ้วเขี่ยเศษขี้เถ้าสีเทาที่ร่วงหล่นอยู่บนซองพลาสติกใส ซึ่งบรรจุวัตถุชิ้นสำคัญจากคดี—"เพชรตาเสือโบราณ" อัญมณีเจียระไนมือยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่สะท้อนแสงไฟนีออนเป็นประกายสีอำพันขุ่นมัว ทว่าในความรู้สึกของเขา มันไม่ใช่แค่โบราณวัตถุราคาแพง หากแต่มันคือเครื่องเตือนใจถึงความล้มเหลวในคืนเดือนมืดเมื่อสองปีก่อน คืนที่เขาต้องสูญเสียลูกน้องฝีมือดีไปในป่าลึกอย่างไร้ร่องรอย โดยไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ใดๆ มารองรับได้เลย
"คุณกำลังใช้เหตุผลแบบตำรวจยุคหินมาตีความสิ่งที่เก่าแก่กว่าประวัติศาสตร์ชาติไทยเสียอีกนะครับ สารวัตร"
น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเย้ยหยันดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง ดร.รวิภา ก้าวเท้าช้าๆ ออกมาจากเงาสลัว หล่อนสวมเสื้อเชิร์ตผ้าลินินสีดิบพับแขนขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นรอยสักหมึกโบราณรูปอักขระขอมเลือนรางที่ต้นแขนขวา ดวงตากลมโตคมกริบใต้กรอบแว่นสายตาไร้กรอบคู่นั้นไม่ได้มองหน้าเขา แต่มันจับจ้องอยู่ที่ 'เพชรตาเสือ' ในมือเขา ราวกับสัตว์นักล่าที่กำลังจดจ้องเหยื่อในกรง
กันต์เงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบของอดีตนายตำรวจมือปราบหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อประเมินคู่สนทนา "ผมไม่สนใจว่ามันจะเก่าแก่มาจากยุคไดโนเสาร์ที่ไหน ดร.รวิภา สิ่งที่ผมสนใจคือรอยกรีดบนลำคอของผู้ตาย และคราบสารเคมีเรืองแสงที่เราพบในจุดเกิดเหตุ... มันคือหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องงมงายที่คุณพยายามจะป้อนให้ผู้บังคับบัญชาของผมฟัง"
รวิภากระตุกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา หล่อนเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานจนได้กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าผสมกลิ่นอายดินชื้น หล่อนทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ชันศอกทั้งสองข้างลงกับโต๊ะโน้มตัวเข้าหาเขาอย่างคุกคาม
"นิติวิทยาศาสตร์หรือครับ? สารวัตร... คุณกล้าเอาหัวเป็นประกันไหมล่ะว่า รอยกรีดรูปดวงตานั้นเกิดจากมีดผ่าตัดธรรมดา ไม่ใช่เหล็กจารโบราณที่ผ่านพิธีปลุกเสกด้วยเลือดของคนตาย?" รวิภาเอียงคอเล็กน้อย น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือน "คุณเก่งมากในการไล่ล่าฆาตกรที่มีเนื้อหนังมังสา แต่กับฆาตกรที่ใช้ 'ความกลัว' ในจิตใจคนเป็นอาวุธ... คุณก็แค่เด็กหลงทางในป่าใหญ่ที่พยายามจุดไฟแช็กสู้กับความมืดเท่านั้นเอง"
คำพูดนั้นสะรรค์สร้างขึ้นเพื่อแทงใจดำโดยเฉพาะ กล้ามเนื้อกรามของกันต์ขยับเกร็งจนนูนเด่น ภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นผุดขึ้นมาในหัว—เสียงกรีดร้องโหยหวนของลูกน้องท่ามกลางความมืด และรอยสลักประหลาดบนต้นไม้ใหญ่ กันต์สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังพุ่งพล่าน เขาเป็นผู้ชายประเภทที่เกลียดความไร้เหตุผลที่สุดในโลก แต่สถานการณ์และคำสั่งเบื้องบนกลับบีบให้เขาต้องมานั่งหายใจร่วมห้องกับผู้หญิงที่บูชาความเชื่อเหนือธรรมชาติเหล่านี้
"พูดจบหรือยังครับ ดร.รวิภา" กันต์วางซองพลาสติกลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น ดวงตาจ้องมองตรงไปยังนัยน์ตาของหล่อนอย่างไร้ความเกรงกลัว "ถ้าคุณมีเวลาว่างมากพอที่จะมานั่งแต่งนิทานพื้นบ้านให้ผมฟัง ทำไมไม่เอาเวลาไปตรวจดูบันทึกการเบิกจ่ายวัตถุโบราณของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ที่อาจจะเชื่อมโยงกับคดีฆาตกรรมนี้เสียล่ะ นั่นคืองานที่คุณควรจะทำ ไม่ใช่มานั่งวิเคราะห์จิตวิทยาตื้นๆ กับผม"
รวิภาไม่สะทกสะท้าน หล่อนหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่น่ารำคาญหูเสียเหลือเกินในความรู้สึกของกันต์ "คุณนี่ดื้อด้านเสียจริงนะสารวัตร... รู้ไหมว่าทำไมผู้บังคับบัญชาถึงส่งผมมาประกบคุณ ก็เพราะพวกเขารู้ว่าคุณไม่มีทางไขคดีนี้ได้ด้วยสมองตรรกะพังๆ ของคุณเองน่ะสิ เพชรตาเสือเม็ดนี้ไม่ได้ถูกขโมยมาจากพิพิธภัณฑ์ แต่มัน 'เลือก' ที่จะกลับมาหาเจ้าของที่แท้จริงต่างหาก และคนๆ นั้น... ก็กำลังฆ่าคนเพื่อเซ่นสรวงมันทีละคนสองคน"
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที เสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ส่งเสียงฮัมดังหึ่ง แข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวในอกของนายตำรวจหนุ่ม แม้เขาจะไม่เชื่อเรื่องไสยเวท แต่ความบังเอิญของรูปคดีและร่องรอยการตายที่ไร้ร่องรอยการต่อสู้ ก็ทำให้คำพูดของหญิงตรงหน้ามีน้ำหนักน่าขนลุกอย่างประหลาด
ก่อนที่กันต์จะทันได้เอ่ยปากตอกกลับ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างร้อนรน ประตูห้องสอบสวนถูกผลักเปิดออกโดยผู้หมวดปกรณ์ ลูกน้องคนสนิทของกันต์ สีหน้าของนายตำรวจหนุ่มรุ่นน้องซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มขมับ
"สารวัตรครับ... เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ" ปกรณ์หอบหายใจแรง พยายามกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เราเพิ่งได้รับรายงานจาก สภ.ท้องถิ่น... มีการพบศพคนที่สามแล้วครับที่ชายป่าดิบชื้นเขตอุทยานฯ และ... และสภาพศพ... แปลกประหลาดมากครับ"
กันต์ขมวดคิ้วมุ่น "แปลกประหลาดอย่างไร? รอยกรีดแบบเดิมอีกหรือเปล่า"
ปกรณ์ส่ายหน้าหวือ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว "เปล่าครับสารวัตร... รอบนี้ ฆาตกรไม่ได้ใช้มีด แต่... แต่ดวงตาทั้งสองข้างของผู้ตาย ถูกควักออกไป แล้วแทนที่ด้วย 'ก้อนหินสีอำพัน' ที่มีลวดลายเหมือนดวงตาของเสือ... เหมือนกับของที่เราอยู่ในห้องนี้ไม่มีผิดครับ!"
กันต์นิ่งงันไปชั่วขณะ ความเย็นวาบลามเลียขึ้นมาจากกระดูกสันหลัง เขาค่อยๆ หันกลับไปมอง ดร.รวิภา ช้าๆ
หญิงสาวไม่ได้มีท่าทีตกใจแม้แต่น้อย หล่อนเพียงแต่ลุกขึ้นยืนช้าๆ จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วส่งยิ้มเย็นเยียบให้เขาผ่านเลนส์แว่นตา
"เห็นไหมล่ะครับ สารวัตร..." รวิภากระซิบเสียงแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความเงียบ "เกมล่าสัตว์ในป่าลึก... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นจริงๆ ต่างหากล่ะครับ"
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่สองนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสนุกและตื่นเต้นไปกับปมปริศนาที่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
- เพชรตาเสือโบราณ -
ศาลาคนเศร้ากับเฒ่าพรานไพร•ตอนที่ 2
การพบกันของสองขั้วความคิด
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศาลาคนเศร้ากับเฒ่าพรานไพร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!