กลิ่นเหม็นเน่าของซากพืชที่เน่าสลายผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอวลอยู่ในความชื้นของผืนป่าดิบชื้น ปลายรองเท้าคอมแบทช์ของผมเหยียบย่ำลงบนรากไม้ใหญ่ที่ปกคลุมด้วยมอสสีเขียวเข้ม พื้นดินใต้ฝ่าเท้ายวบยาบและเปียกชื้นราวกับฟองน้ำชุ่มน้ำ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของผมไม่ใช่ความงามของธรรมชาติอันดิบเถื่อนเบื้องหน้า แต่เป็นร่างไร้วิญญาณที่ถูกตรึงไว้กับลำต้นของต้นตะเคียนยักษ์
"สภาพศพแบบนี้ ไม่ใช่ฝีมือของสัตว์ป่าอย่างแน่นอนครับสารวัตร"
เสียงทุ้มห้าวแต่เจือความราบเรียบของหมวดธ ารงดังขึ้นทำลายความเงียบงัด ขัดจังหวะเสียงหรีดหรีดเรไรและเสียงหยดน้ำที่เกาะตามใบไม้ร่วงหล่นกระทบพื้นป่าเป็นจังหวะ ผมไม่ได้หันไปมองลูกน้องหนุ่ม แต่สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่รอยแผลเหวอะหวะบนหน้าอกของเหยื่อ รอยแผลนั้นไม่ได้เกิดจากเขี้ยวเล็บของสัตว์ร้าย แต่มันถูกกรีดด้วยของมีคมอย่างประณีต ขอบแผลเรียบกริบ และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือ รอบรอยแผลนั้นถูกละเลงด้วยผงสีดำสนิท ซึ่งเมื่อสูดดมเข้าไปใกล้ๆ จะได้กลิ่นฉุนรุนแรงของว่านยาโบราณและเขม่าศพ
ผมค่อยๆ ย่อตัวลงต่ำเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับร่างนั้น สารวัตรกันต์ไม่ใช่คนที่จะเสียขวัญให้กับศพในสภาพสยดสยอง ผมผ่านคดีฆาตกรรมมานับไม่ถ้วน ตั้งแต่ฆาตกรรมอำมหิตในเมืองหลวงไปจนถึงศพเน่าเฟะในซอกตึก แต่คดีนี้... มีบางอย่างที่ทำให้สันหลังของผมเย็นวาบอย่างประหลาด มันไม่ใช่แค่ความตาย แต่มันคือ "การส่งสาส์น"
"ดูที่ข้อมือของเขาสิครับหมวด" ผมพยักเพยิดหน้าไปยังแขนข้างขวาของเหยื่อที่ห้อยต่องแต่ง เชือกป่านถักเป็นปมเงื่อนประหลาดพันธนาการข้อมือทั้งสองข้างเข้ากับรากไม้ที่ปูดโปนออกมาจากโคนต้นไม้ ทว่ารอยเชือกนั้นไม่ได้รัดแน่นเพื่อกัก
ขัง แต่มันผูกไว้ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมบางอย่าง
"ปมเงื่อนแบบนี้... ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในตำราสืบสวนสอบสวนไหนเลยครับ" ธารงกลืนน้ำลายลงคอเสียงดังเอื้อก มือที่ถือแฟ้มคดีสั่นเทาเล็กน้อย แม้เขาจะเป็นตำรวจหนุ่มไฟแรง แต่ความเงียบงันและบรรยากาศกดดันของผืนป่าแห่งนี้ก็เพียงพอที่จะบั่นทอนความมั่นใจของใครก็ตามลงทีละน้อย
ผมหยิบไฟฉายแรงสูงขึ้นมาส่องสำรวจรอบบริเวณ พื้นดินรอบต้นตะเคียนยักษ์มีรอยรองเท้าบูทหลายคู่ทับซ้อนกัน แต่มีอยู่คู่หนึ่ง... รอยเท้าขนาดใหญ่ที่ลึกกว่าปกติ และที่สำคัญที่สุดคือ รอยเท้านั้นไม่มีร่องรอยของการเดินหนี มันขาดหายไปดื้อๆ กลางลานดินเปียกชื้น ราวกับว่าเจ้าของรอยเท้านั้นลอยตัวขึ้นสู่ฟ้า หรือไม่ก็... เดินหายเข้าไปในเนื้อไม้ของต้นตะเคียนต้นนั้น
"หลักฐานเชิงประจักษ์บอกเราว่านี่คือคดีฆาตกรรมอำพรางคดีด้วยความเชื่อท้องถิ่น" ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปัดเศษดินตามกางเกงขายาวอย่างใจเย็น "แต่สัญชาตญาณบอกผมว่า ฆาตกรจงใจจัดฉากเพื่อให้เราวิ่งไล่เงาของไสยศาสตร์ เพื่อกลบเกลื่อนแรงจูงใจที่แท้จริง"
"แล้วถ้ามันไม่ใช่แค่การจัดฉากล่ะคะสารวัตร?"
เสียงใสทรงพลังดังขึ้นจากความมืดทึบของพุ่มไม้เบื้องหลัง ร่างเพรียวในชุดลุยป่าทะมัดทะแมงก้าวออกมาจากเงาไม้ แสงไฟจากไฟฉายคาดหัวสะท้อนแววตาคู่คมกริบที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและความรู้ลึกซึ้งที่ยากจะต่อกร ดร.รวิภา นักมานุษยวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านพิธีกรรมโบราณและไสยเวทพื้นถิ่น ปรากฏตัวขึ้นโดยไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้า เธอมาพร้อมกับกลิ่นอายของความรู้ที่น่าเกรงขามและรอยยิ้มมุมปากที่อ่านยาก
ผมหันไปสบตากับเธอ นัยน์ตาของเธอนิ่งสนิทและเต็มไปด้วยความท้าทาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมพบเจอมาตลอดสามวันที่เราต้องร่วมงานกันในพื้นที่ป่าอาถรรพ์แห่งนี้
"คุณกำลังจะบอกผมว่า วิญญาณไพรเป็นคนลงมือเองอย่างนั้นหรือครับ ดร.รวิภา" ผมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงเจือความเย้ยหยันอย่างปิดไม่มิด "ผมเป็นนายตำรวจ ผมเชื่อในหลักฐานและตรรกะ ไม่ใช่เรื่องงมงายที่คุณใช้หากินในงานวิจัย"
รวิภาก้าวเข้ามาใกล้ศพมากขึ้น เธอไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย เธอก้มตัวลงใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆ ที่ผงสีดำรอบบาดแผล ก่อนจะเอาขึ้นมาดมใกล้จมูกเพียงเสี้ยววินาที แล้วหันมามองผมด้วยสายตาที่เฉียบคมราวกับใบมีด
"คุณกันต์คะ... ตำรวจอย่างคุณมักจะตาบอดสนิทต่อสิ่งที่อยู่เหนือความเข้าใจของกฎหมาย" รวิภากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "คุณคิดว่าฆาตกรจัดฉาก แต่คุณรู้ไหมว่า ผงยาที่คุณเห็นอยู่นี้คือ 'ว่านผีปั้น' ที่ต้องเก็บเกี่ยวในคืนเดือนมืด และมีเพียงหมอผีสายดำในเขตแดนอาถรรพ์เท่านั้นที่รู้สูตรผสมนี้ รอยแผลนั่นไม่ได้กรีดเพื่ออำพรางคดี แต่มันคือการ 'ถอนวิญญาณ' ตามความเชื่อโบราณเพื่อไม่ให้เหยื่อตามอาฆาต... ถ้าคุณยังใช้ไม้บรรทัดทางกฎหมายมาวัดเรื่องนี้ คุณจะไม่มีวันจับตัวฆาตกรได้ทันกาลหรอกค่ะ"
บรรยากาศระหว่างเราตึงเครียดขึ้นในทันที ปฏิกิริยาเคมีที่ผสมผสานระหว่างความกระด้างของอุดมการณ์ตำรวจผู้ยึดมั่นในความจริงเชิงประจักษ์ กับความลึกซึ้งดุดันของนักมานุษยวิทยาผู้มองทะลุความมืดมนในจิตใจมนุษย์ ทำให้ห้วงอากาศรอบตัวแทบจะหยุดนิ่ง ธารงทำได้เพียงยืนกลืนน้ำลายและเบนสายตาหนีการปะทะคารมที่คุกรุ่นไปด้วยประกายไฟทางความคิด
ผมจ้องลึกลงไปในดวงตาของเธอ พยายามค้นหาช่องโหว่ในคำพูดเหล่านั้น แต่สิ่งที่ผมพบมีเพียงความมั่นใจที่ไม่อาจสั่นคลอน และมัน... ช่างน่าดึงดูดใจเสียจนน่าหงุดหงิด
"ถ้ามันเป็นเรื่องของไสยเวทจริงอย่างที่คุณว่า..." ผมก้าวเข้าไปประชิดเธอจนระยะห่างลดลงเหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรป่าลอยปะปนกับกลิ่นคาวเลือด "งั้นช่วยบอกผมหน่อยสิครับ ดร.รวิภา ว่าทำไมรอยเท้าปริศนาคู่ที่อยู่ตรงนั้น ถึงมีร่องรอยการสวมรองเท้าคอมแบทช์ทหารยี่ห้อเดียวกับที่ผมใส่... และทำไมมันถึงมุ่งตรงมาจากค่ายพักแรมของคณะสำรวจที่คุณเพิ่งเดินกลับออกมาเมื่อสักครู่นี้?"
รอยยิ้มบนมุมปากของรวิภาแข็งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม เธอนิ่งเงไปชั่วครู่ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดของผมในใจ
ทว่า... ก่อนที่เธอจะได้เอ่ยปากตอบคำถาม เสียงฝีเท้าหนักหน่วงราวกับก้อนหินกลิ้งตกจากหน้าผาก็กรอบแกลบดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลังพุ่มไม้หนาทึบห่างออกไปไม่ถึงสิบเมตร!
"ใครวะ!" ผมชักปืนพกสั้นออกจากซองข้างเอวในเสี้ยววินาที พร้อมกับหันปากกระบอกปืนเล็งตรงไปยังความมืดมิดเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
แสงไฟฉายจากมือผมกวาดผ่านกิ่งไม้ที่สั่นไหว และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... เงาดำทึบสายหนึ่งก็พุ่งวาบผ่านลำแสงไฟไป พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าเย็นเยียบที่บาดลึกเข้ามาในโสตประสาท ราวกับเสียงกระซิบจากหลุมศพ
และสิ่งที่ทิ้งไว้บนกิ่งไม้ระดับสายตาตรงหน้าเรา ไม่ใช่ร่องรอยของสัตว์ป่า... แต่มันคือป้ายชื่อข้าราชการตำรวจที่สลักชื่อของ "ร้อยตำรวจเอกธน า" ลูกน้องมือขวาของผมเอง... ลูกน้องคนที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในป่าลึกแห่งนี้เมื่อสามวันก่อน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ ดินแดนเร้นลับแห่งนี้ด้วยกันนะครับ
*เพชรตาเสือโบราณ*
ศาลาคนเศร้ากับเฒ่าพรานไพร•ตอนที่ 1
รอยเท้าปริศนาบนดินเปียก
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศาลาคนเศร้ากับเฒ่าพรานไพร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!