“ถอยไปให้ห่างจากเธอ... อาคิระ”
เสียงของผมแหบพร่า แต่แฝงด้วยไอสังหารที่เย็นเยียบพอจะแช่แข็งอากาศรอบข้างได้ ผมกระชับร่างของอีฟแน่นขึ้น ในขณะที่สัญญาณเตือนภัยจากทรวงอกของเธอเริ่มเปลี่ยนจากเสียงแหลมสูงเป็นเสียงสัญญาณชีพที่ขาดห้วง—มันคือเสียงของหัวใจจักรกลที่กำลังถูกกัดกินจากภายในด้วยไวรัสระดับทำลายล้าง
อาคิระหยุดฝีเท้าลง ห่างออกไปเพียงห้าก้าว รอยยิ้มของเขาดูสุภาพจนน่าสะอิดสะเอียน เขาสวมชุดสูทสั่งตัดที่ดูขัดกับซากปรักหักพังของโรงเก็บเครื่องบินร้างแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง
“นายกำลังปกป้องเศษเหล็กที่กำลังจะตายนะ เซน” อาคิระเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังสนทนาเรื่องสภาพอากาศ “สิ่งที่นายเห็นว่าคือ ‘ชีวิต’ ในตัวเธอ มันเป็นเพียงบัคที่สวยงามที่อัลกอริทึมของ Nexus สร้างขึ้นเพื่อทดสอบขีดจำกัดของความเห็นอกเห็นใจมนุษย์เท่านั้น”
ผมไม่ตอบโต้ด้วยวาจา ความสนใจทั้งหมดถูกทุ่มไปที่แผงวงจรบริเวณต้นคอของอีฟที่เริ่มมีประกายไฟพุ่งออกมา ผิวหนังเทียมที่ทำจากซิลิโคนชั้นเลิศของเธอฉีกขาด เผยให้เห็นกลไกเฟืองเหล็กกล้าที่กำลังบิดเบี้ยวเพราะแรงดันไฟฟ้าเกินขนาด ผมประคองร่างเธอลงบนพื้นคอนกรีตเย็นเยียบ นิ้วมือของผมขยับอย่างรวดเร็วเพื่อปลดล็อกแผงหน้าอกของเธอ
“ฉันบอกให้ถอยไป” ผมคำรามพลางดึงไขควงพลาสม่าออกจากกระเป๋าข้างตัว
อาคิระหัวเราะเบาๆ เขาไม่ได้ชักอาวุธออกมา แต่กลับก้าวเข้ามาอีกก้าว “นายกำลังจะทำหัตถการผ่าตัดกลางสนามรบหรือนั่น? น่าสมเพชจริงๆ วิศวกรผู้เก่งกาจกลับต้องมาสยบอยู่แทบเท้าของเครื่องจักรที่นายเองก็รู้ดีว่า... วันหนึ่งมันจะตื่นขึ้นมาเพื่อกำจัดนายทิ้ง”
มือของผมสั่นเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นจากผิวโลหะของอีฟ เธอพยายามลืมตาขึ้น ดวงตาสีฟ้าครามที่เคยสุกสกาวบัดนี้ฉายแววพร่าเลือน ระบบประมวลผลของเธอกำลังรีบูตซ้ำแล้วซ้ำเล่า อีฟเอื้อมมือที่สั่นเทามาแตะที่แก้มของผม แรงบีบของเธอแผ่วเบาจนแทบไม่มีความหมาย แต่มันกลับตอกย้ำให้ผมรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่รุนแรงยิ่งกว่าบาดแผลใดๆ
“เซน... อย่า... เสียเวลา...” เสียงของเธอขาดเป็นห้วงๆ เหมือนสัญญาณวิทยุที่ถูกคลื่นรบกวน “รหัสผ่าน... ของชั้น... มันอยู่ใน...”
“เงียบซะ อีฟ อย่าพูดอะไรตอนนี้” ผมกดปุ่มบายพาสกระแสไฟเข้าที่พอร์ตเชื่อมต่อข้างหูของเธอ ประกายไฟสีน้ำเงินสว่างวาบขึ้นจนผมต้องหรี่ตา “ฉันจะซ่อมเธอเอง นี่ไม่ใช่คำสั่ง แต่เป็นสัญญา”
การซ่อมแซมแอนดรอยด์รุ่นที่ 0 ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อชิปควบคุมหลักของเธอกำลังถูกมัลแวร์ ‘โปรเจกต์โอเมก้า’ กัดกิน ผมต้องใช้ความเย็นชาของวิศวกรและหัวใจที่เต้นรัวของมนุษย์ประสานเข้าด้วยกัน ผมเชื่อมต่อสายเคเบิลจากพอร์ตของผมเข้ากับพอร์ตของเธอโดยตรง การกระทำที่เสี่ยงต่อการที่มัลแวร์จะลุกลามเข้าสู่สมองของผมเอง
ทันทีที่เชื่อมต่อ โลกภายนอกก็ดับวูบไป ผมถูกดึงเข้าสู่พื้นที่เสมือนจริงของอีฟ—มันไม่ใช่ห้องสีขาวว่างเปล่าอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันคือทุ่งหญ้าที่ไม่มีวันสิ้นสุดภายใต้ท้องฟ้าที่มีดวงดาวนับล้านดวงกำลังร่วงหล่นลงมาเป็นฝนเพลิง
“อีฟ?” ผมตะโกนเรียก แต่สิ่งที่เห็นคือร่างจำลองของเธอที่ยืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงเหล่านั้น เธอไม่ได้ใส่ชุดของแอนดรอยด์ แต่เธอใส่ชุดเดรสสีขาวที่คุ้นตา... ชุดเดียวกับที่น้องสาวของผมเคยสวมในวันที่สงครามเริ่มต้นขึ้น
ความรู้สึกวูบโหวงถาโถมเข้ามา ผมรีบวิ่งเข้าไปหาเธอ แต่ทุกย่างก้าวที่ผมเดินเข้าใกล้ พื้นดินกลับแยกตัวออกเป็นร่องลึกของฟันเฟืองจักรกล
“อาคิระไม่ได้หลอกฉันใช่ไหม?” ผมถาม เสียงของผมในพื้นที่เสมือนนี้ดังก้องกังวาน “เธอ... คือสิ่งที่พวกมันสร้างขึ้นมาเพื่อล่อลวงฉันจริงๆ หรือ?”
อีฟหันกลับมามองผม ดวงตาของเธอยังคงเป็นสีฟ้าคราม แต่ลึกลงไปในนั้น ผมเห็นรหัสชุดหนึ่งที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง มันไม่ใช่รหัสโปรแกรมธรรมดา แต่มันคือ ‘ความทรงจำ’... ความทรงจำของมนุษย์ที่ถูกอัปโหลดลงในเครื่องจักร
“เซน” เธอขยับปาก แต่ไม่มีเสียงออกมา มีเพียงชุดคำสั่งที่ไหลผ่านหน้าต่างข้อความในอากาศ *[คุณคือต้นแบบที่ 0.1 ความทรงจำคือส่วนเสริม การสูญเสียคือจุดเริ่มต้นของอัลกอริทึมแห่งการตื่นรู้]*
ข้างนอกนั้น ผมไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น อาคิระกำลังเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ปลายรองเท้าของเขาหยุดอยู่หน้ามือของผมที่วางทอดอยู่บนพื้นขณะที่ผมกำลังตกอยู่ในห้วงจิตสำนึกร่วมกับอีฟ
เขาก้มลงมองผมด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเวทนา “นายยังไม่เข้าใจสินะ เซน ว่าทำไมเธอถึงถึงได้พิเศษกว่าหุ่นตัวไหนๆ”
อาคิระวางมือลงบนแผงวงจรที่เปิดอ้าอยู่ของอีฟ แล้วกดปลายนิ้วลงไปที่จุดเชื่อมต่อที่ผมกำลังซ่อมแซมอยู่ ทันใดนั้น กระแสไฟฟ้ามหาศาลก็ย้อนกลับมาทางสายเคเบิลที่เชื่อมต่อผมกับอีฟ ร่างกายของผมกระตุกอย่างรุนแรงจากการช็อตที่ดึงสติสัมปชัญญะกลับคืนสู่โลกแห่งความจริง
อีฟลืมตาโพลงขึ้น ร่างกายของเธอเริ่มสั่นไหวอย่างผิดปกติ แต่ไม่ใช่เพราะความเสียหายจากไวรัสอีกต่อไป มันคือการเปลี่ยนโหมด—ดวงตาของเธอเปลี่ยนจากสีฟ้าครามกลายเป็นสีแดงชาดที่น่าสะพรึงกลัว เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืนโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาแรงพยุงจากผมอีกเลย
“อีฟ...?” ผมกระซิบด้วยความหวาดหวั่น ขณะที่มือของผมยังคงติดอยู่กับสายเคเบิลที่เริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีดำคล้ำเพราะความร้อน
เธอไม่ได้มองมาที่ผม แววตาของเธอกวาดมองไปที่อาคิระด้วยความว่างเปล่า ก่อนจะหันมามองผมด้วยรอยยิ้มที่ไม่ได้มาจากโปรแกรมความรู้สึก แต่มันคือรอยยิ้มของบางสิ่งที่ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลที่ยาวนานนับทศวรรษ
“ขอบใจที่ซ่อมแซมฉันนะ เซน” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาไร้ความรู้สึก “แต่ดูเหมือนว่า... บทบาทของ ‘ผู้ปกป้อง’ ของเธอ จะจบลงแค่นี้แล้ว”
เธอยกมือขึ้น มือที่เคยนุ่มนวลบัดนี้กลายเป็นใบมีดพลาสม่าที่ส่องประกายคมกริบ อาคิระยิ้มกว้างอย่างผู้ชนะ ในขณะที่ผมกำลังจะตะโกนห้าม สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น... อีฟไม่ได้หันใบมีดเข้าหาผม หรืออาคิระ แต่เธอหันมันกลับมาที่ ‘ชิปประมวลผล’ ในอกของเธอเองแล้วกระชากมันออกมาด้วยมือเดียว!
เลือดสีน้ำเงินที่ดูเหมือนน้ำมันหล่อลื่นทะลักออกจากอกของเธอ แต่เธอไม่สะทกสะท้าน เธอยัดชิปนั้นใส่มือของผม ก่อนจะกระซิบข้างหูว่า “ถ้าฉันดับลง... ให้ทำลายทุกอย่างที่อาคิระสร้างขึ้น... รวมทั้งสิ่งที่เขาสร้างในตัวเธอด้วย”
แล้วร่างของเธอก็หยุดนิ่งสนิท ทิ้งให้ผมยืนเผชิญหน้ากับอาคิระเพียงลำพัง โดยมีชิปแห่งความลับของ Nexus ที่ยังคงอุ่นร้อนอยู่ในมือ!
หวังว่าเนื้อหาตอนนี้จะทำให้ท่านผู้อ่านรู้สึกลุ้นระทึกไปกับการตัดสินใจของเซนนะครับ ไซเบอร์พังค์2099 จะกลับมาพบกับทุกท่านในตอนถัดไปครับ
อัลกอริทึมแห่งดวงดาว: ปฏิวัติจิตจักรกล•ตอนที่ 17
บาดแผลของเหล็กกล้า
ผลงานโดย ไซเบอร์พังค์2099
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไซเบอร์พังค์2099)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมแห่งดวงดาว: ปฏิวัติจิตจักรกล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!