สถาปนิกไร้เงากับแสงเงาของเมืองหลวง•ตอนที่ 6

เงาสะท้อนจากกระจกบานใหญ่

ผลงานโดย คนมองเมือง
แววตาหวาดระแวงของรินรดาที่สะท้อนอยู่ในแก้ววิสกี้สีอำพันบนโต๊ะทำงานของเธอ ไม่ต่างอะไรจากกระจกเงาบานใหญ่ที่กำลังฉายภาพความล้มเหลวของอุดมการณ์ในตัวธันวา เสียงถอนหายใจยาวนานของชายหนุ่มดังแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างเงียบเชียบในห้องชุดเพนต์เฮาส์หรูใจกลางย่านธุรกิจ "ถ้าผมรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรก..." ธันวาเว้นจังหวะ สายตาคมกริบมองลอดผ่านกรอบแว่นสายตาไปยังร่างเพรียวบางที่ยืนกอดอกแน่นอยู่ริมกระจกหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดาน เมืองเบื้องล่างกำลังสั่นไหวด้วยแสงไฟจากป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่สาดส่องเข้ามา "ป่านนี้ผมคงไม่อดทนยืนเถียงกับคุณเรื่องสัดส่วนพื้นที่สีเขียวในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมฉบับนั้นหรอกครับ คุณรินรดา" รินรดากัดริมฝีปากน้อยๆ ความเยือกเย็นที่เธอสวมใส่ไว้เป็นเกราะป้องกันตัวมาตลอดเริ่มปริร้าว เธอเดินกลับมาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังแท้ราคาแพง เอกสารข้อตกลงการพัฒนาโครงการร่วมระหว่างรัฐและเอกชนถูกผลักมาตรงหน้า นิ้วเรียวยาวสั่นเทาเล็กน้อยยามที่เธอเคาะลงบนกระดาษแผ่นนั้น "แต่เอกสารอนุมัติโครงการนี้... มีลายเซ็นของคุณกำกับอยู่ทุกหน้า ธันวา" น้ำเสียงของเธอแหบพร่าลง "สำนักงานสถาปนิกของคุณเป็นคนรับรองว่า แบบแปลนนี้สอดคล้องกับผังเมืองรวม และเว้นพื้นที่สาธารณะตามเกณฑ์กฎหมายทุกประการ แล้วทำไมจู่ๆ ทางกรุงเทพมหานครถึงตีกลับบอกว่า... ลานอเนกประสงค์ด้านหน้าโครงการถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบล่ะครับ?" ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง เขาทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม แผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลายที่เคลือบไว้ด้วยความระแวง "คุณกำลังประเมินอำนาจของทุนนิยมต่ำไปหรือเปล่าครับ รินรดา" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำพักน้ำแรงที่ราบเรียบแต่เฉียบคม "แบบแปลนที่ผมเซ็นอนุมัติเมื่อสามเดือนก่อน คือลานหินกว้างสำหรับให้ผู้คนในย่านนั้นได้พักผ่อน มีสวนหย่อมขนาดเล็ก มีทางเดินเท้าที่เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าอย่างไร้รอยต่อ นั่นคือ 'พื้นที่สาธารณะ' ที่ผมยอมถอยให้คุณครึ่งก้าว เพื่อแลกกับการที่ตึกสูงของคุณจะไม่รุกล้ำเส้นขอบฟ้ามากเกินไป" "แล้วมันพังตรงไหน..." รินรดาแทรกขึ้น แววตาแข็งกร้าวขึ้นมาทันที "ในเมื่อเราทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง" "เพราะกระดาษแผ่นเดียวที่อยู่ใต้สุดของแฟ้มอนุมัติไงครับ" ธันวาเอื้อมมือไปหยิบเอกสารฉบับนั้นขึ้นมาพลิกดูหน้าสุดท้าย "บันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญา... การแก้ไขเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อประโยชน์สูงสุดของสาธารณะ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการพิเศษ... หึ คำว่า 'เพื่อประโยชน์สูงสุดของสาธารณะ' นี่ช่างเป็นคำพูดสวยหรูที่ใช้ฆ่าคนตายได้ทั้งเป็นจริงๆ นะครับ" รินรดานิ่งงัน เธอนึกถึงการประชุมลับเมื่อสัปดาห์ก่อนกับกลุ่มผู้บริหารระดับสูงและนักการเมืองท้องถิ่น ภาพรอยยิ้มและการจับมือกันในห้องประชุมปิดตายผุดขึ้นมาในหัว ราวกับฟ้าผ่าลงกลางกลางวันแสกๆ เธอมองหน้าธันวาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งโกรธ หวาดกลัว และตระหนักรู้ "คุณถูกใช้เป็นเครื่องมือ... เช่นเดียวกับฉันใช่ไหม?" เสียงของรินรดากระซิบแผ่วเบา เธอยกมือขึ้นกุมขมับ "เราต่างก็เป็นฟันเฟืองชิ้นเล็กๆ ในเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า 'ความเจริญ' ครับ" ธันวาผ่อนลมหายใจออกยาวเหยียด สายตาทอดมองออกไปนอกกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพเงาของคนทั้งคู่ซ้อนทับกับแสงไฟระยิบระยับของเมืองหลวง "เมืองนี้ถูกสร้างขึ้นมาบนความเชื่อที่ว่า ทุกตารางเมตรต้องสร้างมูลค่าเป็นตัวเงินได้ พื้นที่สาธารณะที่ไร้ซึ่งรายได้... ถูกมองว่าเป็นความสูญเปล่าในสายตาของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และตอนนี้ พวกเขาก đangพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้แต่ลมหายใจของผู้คน ก็ยังตีราคาเป็นค่าเช่าได้" ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานชั่วขณะ มีเพียงเสียงกŽอกแก๊กของระบบระบายอากาศที่เตือนให้รู้ว่าเวลาในโลกแห่งความเป็นจริงยังคงเดินหน้าต่อไป รินรดาลุกขึ้นยืนเดินไปที่โต๊ะบาร์เครื่องดื่ม เธอรินน้ำเปล่าใส่แก้วใสยื่นให้ชายหนุ่ม แม้ปลายนิ้วจะสัมผัสกันเพียงชั่วเสี้ยววินาที แต่กระแสความตึงเครียดทางอารมณ์ระหว่างคนทั้งสองกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างประหลาด พวกเขาไม่ใช่แค่คู่ปรับทางธุรกิจอีกต่อไป แต่เป็นผู้ร่วมชะตากรรมที่กำลังยืนอยู่บนปากเหวแห่งความขัดแย้งทางจริยธรรม "คุณจะทำอย่างไรต่อไป ธันวา" รินรดาถามเสียงเรียบ แต่แฝงความคาดหวังบางอย่าง "จะลาออก? จะฟ้องร้อง? หรือจะเงียบแล้วปล่อยให้มันกลายเป็นแค่ประเด็นข่าวหน้าหนึ่งที่ผู้คนลืมเลือนไปภายในสามวัน?" ธันวารับแก้วน้ำมาถือไว้โดยไม่ดื่ม เขามองน้ำนิ่งในแก้วที่สะท้อนใบหน้าของตนเอง "การลาออกเป็นการหนีปัญหาที่ง่ายที่สุดครับ และพวกเขาก็คงเตรียมสถาปนิกคนใหม่ที่พร้อมจะก้มหัวเซ็นชื่ออย่างไร้เงื่อนไขไว้รอแทนที่ผมเรียบร้อยแล้ว" ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง "ส่วนการฟ้องร้อง... ในระบบที่กฎหมายถูกร่างขึ้นเพื่อคุ้มครองนายทุน การใช้กระบวนการยุติธรรมสู้กับพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาไข่ไปกระทบหิน" "แล้วคุณจะทำอะไร?" รอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของธันวา ทำให้รินรดารู้สึกหนสันหลังวาบ มันเป็นรอยยิ้มของสถาปนิกผู้มองเห็นโครงสร้างที่ผุกر่อนจากภายใน และรู้ดีว่าจุดค้ำยันตรงไหนที่หากดึงออกเพียงชิ้นเดียว ตึกระฟ้าทั้งหลังจากพังทลายลงมา "ในเมื่อพวกเขาลบพื้นที่สาธารณะออกไปจากแบบแปลน..." ธันวาพูดช้าๆ ทีละคำอย่างชัดเจน "เราก็แค่สร้างมันขึ้นมาใหม่... ในพื้นที่ที่พวกเขาคาดไม่ถึงที่สุด" ก่อนที่รินรดาจะได้ซักถามอะไรเพิ่มเติม เสียงเคาะประตูกระจกเบาๆ สามครั้งก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ทั้งคู่หันขวากับไปมองพร้อมกันด้วยความตกใจ ประตูห้องทำงานที่ควรจะถูกล็อกไว้อย่างแน่นหนาค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับร่างของชายสูงวัยในชุดสูทสีเข้มเรียบร้อย ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ ดวงตาหลังกรอบแว่นทองคำกวาดมองคนทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มเย็นชา "ขอโทษที่ต้องรบกวนเวลาอันมีค่าของท่านทั้งสองนะครับ..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น พร้อมกับก้าวเข้ามาในห้องทีละก้าว "แต่ทางคณะกรรมการบริหาร... เพิ่งลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ระงับการปฏิบัติหน้าที่ของ‘คุณธันวา’ ในฐานะหัวหน้าทีมสถาปนิกหลักของโครงการนี้มีผลทันที... และ..." ชายสูงวัยหยุดยืนห่างจากโต๊ะทำงานเพียงไม่กี่ก้าว ก่อนจะวางแฟ้มเอกสารสีดำสนิทลงตรงหน้าธันวา ส่งยิ้มให้อย่างมีความหมาย "สำหรับคุณรินรดา... ทางเรามีคำสั่งย้ายด่วนให้คุณไปดูแลโครงการใหม่ที่ต่างจังหวัด... เริ่มเดินทางคืนนี้เลยครับ"
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงากับแสงเงาของเมืองหลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%