สถาปนิกไร้เงากับแสงเงาของเมืองหลวง•ตอนที่ 5

กาแฟยามดึกกับบทวิจารณ์เมือง

ผลงานโดย คนมองเมือง
"เฮ้ย! ใครอยู่ตรงนั้นวะ!" เสียงตะโกนห้าวห้วนของ รปภ. กะดึกดังทะลวงความเงียบงันของไซต์งานก่อสร้างร้างย่านเพลินจิต กลิ่นอับชื้นของปูนซีเมนต์เก่าและฝุ่นผงคละคลุ้งในอากาศยามวิกาล แสงไฟฉายกระบอกใหญ่กราดกวาดผ่านซากเสาคอนกรีตเสริมเหล็กที่ถูกทิ้งร้างมานานนับทศวรรษ เผยให้เห็นเงาตะคุ่มของคนสองคนที่ยืนหลบมุมอยู่หลังแนวแผ่นยิปซمเก่าๆ ธันวาขยับตัวตามสัญชาตญาณ มือหนาคว้าข้อแขนเรียวของรินรดาไว้โดยไม่รู้ตัว แรงดึงนั้นทำให้ร่างเพรียวในชุดสูททำงานเข้ารูปเซถลาเข้ามาปะทะแผ่นอกกว้างของเขาอย่างไม่ตั้งใจ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงจางๆ ปะปนกับกลิ่นฝุ่นเมืองหลวงลอยเข้าจมูก ชั่วขณะหนึ่ง... เสียงหัวใจที่เต้นรัวของคนทั้งคู่ราวกับจะแข่งกับเสียงฝีเท้าของ รปภ. ที่กำลังใกล้เข้ามาทุกที "เงียบไว้" ธันวาเอ่ยกระซิบชิดริมหูของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอขาวผ่อง รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นตาแฟชั่นฉายแววตื่นตระหนกเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของผู้บริหารสาวจะกลับมาควบคุมสถานการณ์ได้ เธอนิ่งเงียบ ปล่อยให้ธันวากดร่างของเธอให้แนบชิดกับเสาปูนเพื่ออำพรางสายตา แสงไฟฉายวาดผ่านไปไม่ถึงคืบ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงเดินเลยไปทางด้านหลัง ก่อนจะค่อยๆ เงียบเสียงลงพร้อมกับเสียงบ่นพึมพำด้วยความหงุดหงิดของ รปภ. ที่คงคิดว่าตัวเองหูแว่วไปเอง ธันวาผ่อนลมหายใจยาวเหยียด เขารีบปล่อยมือออกจากข้อมือของรินรดา ทว่าความอึดอัดระลอกใหม่กลับเข้ามาแทนที่ เมื่อพวกเขายืนประชิดกันเกินไปในความมืดสลัว "ขอบคุณครับ... ที่ช่วยดึงไว้" รินรดาเอ่ยเสียงเรียบ แม้ลมหายใจจะยังไม่เป็นจังหวะนัก เธอยกมือขึ้นจัดปกเสื้อสูทให้เข้าที่เพื่อกลบเกลื่อนความประหม่าที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ "ถ้าคุณไม่ลากฉันมาหลบ เราคงต้องไปเคลียร์กันที่สถานีตำรวจกลางดึกแบบนี้แน่ๆ" "ผมแค่ไม่อยากเป็นข่าวหน้าหนึ่งกับคุณในคอลัมน์ซุบซิบธุรกิจ" ธันวาตอบกลับด้วยน้ำเสียงกึ่งเย้ากึ่งจริงจัง เขายกมือขึ้นเสยผมลวกๆ พลางกวาดสายตามองสำรวจรอบกาย "ว่าแต่คุณเถอะ รินรดา... ดึกดื่นค่ำคืนแบบนี้ ทำไมถึงมาเดินลับๆ ล่อๆ อยู่ในตึกร้างที่บริษัทของคุณกำลังจะฮุบซื้อเพื่อทุบ3ทิ้งล่ะครับ" รินรดาแค่น The smile น้อยๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นไม่ได้ไปถึงดวงตา "แล้วคุณล่ะ ธันวา... สถาปนิกผู้ทรงคุณวุฒิและยึดมั่นในอุดมการณ์ ทำไมถึงมาแอบย่องเบาในตึกที่อนาคตของมันถูกตีค่าเป็นตัวเลขกำไรในงบดุลของฉันกันล่ะคะ... อ้อ, ขอโทษที ติดปากไปหน่อย... ของบริษัทฉัน" ธันวาหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นสะท้อนก้องในความเงียบ "ผมไม่ได้ย่องเบา ผมแค่มาทวงถามความทรงจำจากเมืองที่กำลังตาย... ที่นี่เคยเป็นอพาร์ตเมนต์เก่าแก่ที่มีชีวิตชีวา ก่อนที่นายทุนกระเป๋าหนักอย่างพวกคุณจะเข้ามาไล่ที่แล้วปล่อยให้มันกลายเป็นอนุสาวรีย์แห่งความโลภ" "อย่ามาทำเป็นพูดจาโลกสวยหน่อยเลย ธันวา" รินรดาหันมาสบตาเขาตรงๆ แววตาสีเข้มสะท้อนประกายความแข็งกร้าวและเฉียบคม "เมืองมันไม่ได้กำลังตายหรอกครับ... มันแค่กำลังผลัดผิว เมืองหลวงมันไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ที่หยุดเวลาไว้ให้คนอุดมการณ์จัดแสดงงานศิลปะนะ มันคือเครื่องจักรเศรษฐกิจ ถ้าคุณไม่เคลื่อนไปข้างหน้า คุณก็จะถูกบดขยี้... ง่ายแค่นั้นเอง" ทั้งคู่ยืนเผชิญหน้ากันท่ามกลางซากปรักหักพังของตึกสูง ความต่างขั้วระหว่างสถาปนิกผู้พยายามรักษาจิตวิญญาณของเมือง กับนักบริหารสาวผู้ขับเคลื่อนด้วยตัวเลขและผลกำไร ปะทะกันอย่างเงียบเชียบแต่ดุเดือดในทางจิตวิทยา "คุณมองเห็นอะไรบ้าง รินรดา... เวลาที่คุณมองลงมาจากตึกสูงระฟ้าสำนักงานของคุณ" ธันวาเปลี่ยนน้ำเสียงให้จริงจังขึ้น สายตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "คุณเห็นแค่ผืนที่ดินราคาตารางวาละเป็นล้าน เห็นแค่เปอร์เซ็นต์ ROI (ผลตอบแทนจากการลงทุน) ที่จะรายงานผู้ถือหุ้น... หรือคุณเคยเห็นเงาของคนที่ต้องดิ้นรนใช้ชีวิตอยู่ในซอกหลืบของตึกพวกนี้บ้างไหม?" รินรดาชะงักไปชั่วครู่ คำถามนั้นเจาะทะลวงเกราะป้องกันอันแข็งกร้าวที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง เธอนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เบาลงกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ยังคงไว้ซึ่งความเยือกเย็น "ฉันเห็น... ความจริงครับ" รินรดาก้าวเข้าไปใกล้ธันวาอีกนิด จนเขาสามารถได้กลิ่นจางๆ จากตัวเธอ "คนที่ดิ้นรนที่คุณพูดถึงน่ะ เขาไม่ได้ต้องการสถาปัตยกรรมที่สะท้อนจิตวิญญาณอะไรนั่นหรอกนะ ธันวา... เขากำลังต้องการเงิน ต้องการงาน ต้องการความมั่นคง และตึกกระจกแวววาวที่คุณเกลียดนักเกลียดหนานั่นแหละ คือสิ่งที่สร้างงานให้พวกเขา... อุดมการณ์ของคุณมันกินไม่ได้หรอกในโลกยุคนี้" ธันวานิ่งอึ้งไป ไม่ใช่เพราะเขาจนด้วยเกล้า แต่เพราะแววตาของรินรดาในเสี้ยววินาทีนั้น... มันไม่ได้มีความเย่อหยิ่งเย็นชาอย่างที่เธอแสดงออก หากแต่มันแฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้าอย่างล้ำลึกที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากของนักธุรกิจมืออาชีพ "บางที..." ธันวาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว "เราอาจจะไม่ได้อยู่คนละฝั่งอย่างที่เราคิดก็ได้นะ" รินรดาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเชิงตั้งคำถาม "ไปหาอะไรร้อนๆ ดื่มกันดีกว่าครับ ที่นี่ฝุ่นเยอะเกินกว่าจะมานั่งถกปรัชญาผังเมืองกัน" ธันวาผายมือไปทางทางออก พลางส่งยิ้มบางๆ ที่หาดูได้ยากให้เธอ "ผมรู้จักร้านกาแฟโบราณริมถนนบรรทัดทอง เปิดโต้รุ่ง... เผื่อว่าคาเฟอีนจะช่วยให้คุณมองเห็นเมืองในมุมที่มนุษย์มากกว่าตัวเลขได้บ้าง" รินรดามองหน้าสถาปนิกหนุ่มอยู่ครู่หนึ่ง รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากอย่างคาดไม่ถึง เป็นรอยยิ้มที่แทบไม่มีใครในบริษัทเคยเห็นมาก่อน "ก็ได้ค่ะ..." เธอตอบตกลงด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบเช่นเคย "ฉันจะไปพิสูจน์ดูซิว่า กาแฟโบราณของคุณมันจะรสชาติดีกว่าลาเต้แก้วละสองร้อยในตึกสูงของฉันสักแค่ไหน" รถยนต์คันหรูของรินรดาแล่นออกจากไซต์งานร้าง มุ่งหน้าสู่ถนนสายรองของเมืองหลวงที่ยังคงมีชีวิตชีวาในยามดึก ทั้งสองนั่งเคียงข้างกันในความเงียบที่ไม่ได้อึดอัดเหมือนก่อนหน้า บรรยากาศภายในรถถูกเติมเต็มด้วยเสียงเพลงแจ๊สเบาๆ จากวิทยุ รถจอดเทียบฟุตบาทหน้าร้านกาแฟโบราณที่มีไอน้ำพวยพุ่งจากหม้อต้มกาแฟอลูมิเนียมเก่าคร่ำคร่า กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วเข้มผสมนมข้นหวานลอยมาเตะจมูก ท่ามกลางบรรยากาศเรียบง่ายของผู้คนที่นั่งจับกลุ่มพูดคุยกันบนเก้าอี้พลาสติก ธันวาสั่งกาแฟโบราณสองแก้ว ก่อนจะเดินมานั่งที่โต๊ะมุมร้านที่ติดกระจกใสซึ่งสะท้อนภาพแสงไฟนีออนจากป้ายร้านค้าข้างทาง รินรดานั่งลงฝั่งตรงข้าม เธอใช้ช้อนชาคนน้ำแข็งในแก้วกาแฟอย่างใจลอย สายตาทอดมองออกไปที่ผู้คนเดินถนนยามดึก "คุณรู้ไหม..." รินรดาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ โดยไม่ละสายตาจากกระจก "สมัยเด็กๆ พ่อฉันเคยพามานั่งกินกาแฟโบราณแบบนี้... ตอนนั้นฉันเกลียดมันมาก เพราะมันขมและทำให้ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ" ธันวาจิบกาแฟร้อนๆ ก่อนจะวางแก้วลง เขามองเธอด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป "แล้วตอนนี้ล่ะครับ?" "ตอนนี้..." รินรดาหันกลับมาสบตาเขา แววตาสั่นไหววูบหนึ่งก่อนจะกลับมานิ่งสนิท "ฉันเพิ่งรู้ว่า... บางทีความขมของมันนี่แหละ ที่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองยังตื่นอยู่ และยังมีชีวิตอยู่จริงๆ ในเมืองที่เต็มไปด้วยภาพลวงตาแห่งนี้" ธันวายิ้มรับคำพูดนั้น เป็นรอยยิ้มที่ยอมรับในตัวตนอีกด้านของผู้หญิงตรงหน้าอย่างแท้จริง เขากำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างเพื่อสานต่อบทสนทนา **ครืดดด—!** เสียงข้อความเข้าจากสมาร์ทโฟนบนโต๊ะสั่นสะเทือนทำลายบรรยากาศเงียบสงบ รินรดาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดู แสงไฟหน้าจอสะท้อนใบหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ มือเรียวที่ถือโทรศัพท์สั่นระริกเล็กน้อย "มีอะไรเหรอครับ?" ธันวาขมวดคิ้วถามด้วยความสังหรณ์ใจ รินรดาเงยหน้าขึ้นมองเขา ชั่วขณะนั้น ความเย็นชาและมั่นใจทั้งหมดบนใบหน้าของเธอก็พังทลายลงจนหมดสิ้น เธอยื่นหน้าจอโทรศัพท์ให้ธันวาดูช้าๆ บนหน้าจอแสดงข้อความอีเมลจากระบบภายในบริษัทอสังหาฯ ของเธอเอง หัวข้ออีเมลระบุว่า: *[ด่วนที่สุด] เอกสารสิทธิ์การถือครองที่ดินแปลงย่านเพลินจิตถูกโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบริษัทนอมินีปริศนาเมื่อ 10 นาทีที่แล้ว* และที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น... ชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทนอมินีนั้น ปรากฏชื่อของคนใกล้ชิดที่สุดคนหนึ่งในบริษัทที่เธอนั่งบริหารอยู่ รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอมองหน้าธันวาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงและตื่นตระหนกเป็นครั้งแรก "เรา... โดนตลบหลังแล้วครับ ธันวา... หรือว่า... คุณรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่แรกกันแน่?" ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในแสงเงาของเมืองใหญ่ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงากับแสงเงาของเมืองหลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%