"คุณกำลังเอาชีวิตคนทั้งชุมชนไปแขวนไว้บนเส้นด้ายของผลประกอบการไตรมาสหน้านะครับ คุณรินรดา"
เสียงทุ้มต่ำของธันวาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องประชุมใหญ่ ชั้น 42 อาคารสำนักงานใจกลางย่านธุรกิจ แสงไฟนีออนจากตึกระฟ้าภายนอกสาดส่องเข้ามาผ่านกระจกใสบานยักษ์ เผยให้เห็นเงาสะท้อนของชายหนุ่มในชุดสูทลำลองที่ยับย่นเล็กน้อย เขากำลังยืนเท้าแขนกับโต๊ะประชุมหินอ่อนสีดำสนิท สายตาคมกริบมองตรงไปยังหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่หลบเลี่ยง
รินรดาไม่สะทกสะท้าน เธอยังคงนั่งไขว่ห้างด้วยท่าทีสง่างาม ปากกาParkerสีเงินในมือเรียวหมุนวนช้าๆ เป็นจังหวะ บ่งบอกถึงความนิ่งสงบภายใต้ความกดดัน เธอยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ปรากฏไม่ได้สะท้อนความขบขัน หากแต่เป็นความเย้ยหยันในอุดมการณ์ที่เธอมองว่าไร้เดียงสา
"โลกนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความฝันสถาปนิกหรอกนะคะ—เอ๊ย... หรอกนะครับ ธันวา" รินรดาเผลอหลุดคำสามัญสำนัญเดิมออกมาเล็กน้อยก่อนจะปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบตามความคุ้นชิน "ตัวเลขในงบดุลต่างหากคือความจริงที่จับต้องได้ ชุมชนแออัดตรงนั้น... ต่อให้คุณออกแบบสวนสาธารณะลอยฟ้าหรือทางเดินเท้าที่สวยงามแค่ไหน มันก็เป็นได้แค่พื้นที่ไร้ค่าในสายตานักลงทุน"
"พื้นที่ไร้ค่าในสายตาคุณ... แต่คือบ้านที่บรรพบุรุษของพวกเขาใช้ชีวิตมาสามชั่วอายุคนนะครับ" ธันวาผละออกจากโต๊ะ ก้าวช้าๆ เข้าไปใกล้กระจกบานใหญ่ มองลงไปยังเบื้องล่างที่การจราจรติดขัดราวกับสายน้ำอุดตัน "สถาปัตยกรรมไม่ใช่แค่เรื่องของคอนกรีตกับกระจก แต่มันคือการรักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้ในเมืองที่กำลังกลืนกินทุกอย่าง เมืองหลวงกำลังป่วย และพวกคุณ... นายทุนอสังหาฯ คือคนที่กำลังป้อนยาพิษเข้าร่างกายมันทีละหยด"
รินรดาวางปากกาลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ส่วนสูงจะน้อยกว่าเขา แต่รัศมีอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวเธอกลับไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย
"คุณคิดว่าตัวเองสูงส่งมาจากไหน ธันวา?" เธอเดินอ้อมโต๊ะประชุมเข้ามาประชิด ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบเจือจางผสมกับความเครียดลอยแตะจมูก "คุณก็แค่สถาปนิกอีโก้สูงคนหนึ่ง ที่พยายามสร้างวิหารบนความยากลำบากของคนอื่น เพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่าเป็นคนดีในโลกสีเทานี้ ถ้าไม่มีโครงการนี้ บริษัทฉันล้มละลาย พนักงานอีกหลายร้อยคนต้องตกงาน คุณจะรับผิดชอบชีวิตพวกเขางั้นเหรอ?"
ธันวาชะงัก ดวงตาคมกริบมองลึกลงไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเธอ ในระยะประชิดเช่นนี้ เขาเพิ่งสังเกตเห็นรอยคล้ำใต้ดวงตาของหญิงสาว—ร่องรอยของความอ่อนล้าที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้เครื่องสำอางราคาแพงและท่าทีเย่อหยิ่ง
บทสนทนาหยุดชะงักลง ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ประตูกั้นระหว่างความเย็นชาของธุรกิจและความเปราะบางของมนุษย์ค่อยๆ ถูกกัดเซาะ
ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ณ ไซต์งานก่อสร้างชุมชนริมคลองเก่าแก่
ฝนปรอยๆ ลงมาตั้งแต่เที่ยง ทำให้พื้นดินกลายเป็นโคลนตม ธันวาในชุดเสื้อคลุมกันฝนสีเข้มกำลังเดินตรวจโครงสร้างฐานรากของอาคารอเนกประสงค์ที่เขาเป็นผู้อออกแบบร่วมกับชุมชน ที่นี่ไม่มีความหรูหรา ไม่มีกระจกเงา มีเพียงอิฐบล็อกปูนเปลือยและโครงสร้างเหล็กที่ออกแบบมาเพื่อให้ลมธรรมชาติพัดผ่านและระบายน้ำได้ดีในช่วงน้ำหลาก
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง ธันวาหันไปมองและต้องแปลกใจเล็กน้อย
รินรดากำลังก้าวเดินเข้ามาในพื้นที่ก่อสร้าง รองเท้าส้นสูงของเธอจมลงไปในโคลนจนเธอต้องขมวดคิ้วมุ่น ชุดสูดแบรนด์ดังเปื้อนละอองโคลนที่กระเด็นขึ้นมา แต่เธอกลับไม่ได้แสดงอาการกรีดร้องหรือรังเกียจอย่างที่นักธุรกิจสาวประเภทเธอมักจะเป็นเวลากลางออกนอกสถานที่
"คุณมาทำอะไรที่นี่?" ธันวาเอ่ยถาม น้ำเสียงเจือความระแวง "พื้นที่นี่ไม่ใช่โซนขายฝันของคุณหรอกนะ"
รินรดายกมือขึ้นปัดปอยผมที่เปียกชื้นแนบแก้ม เธอหอบหายใจเล็กน้อยจากการเดินฝ่าโคลนมาไกลพอสมควร ดวงตากวาดมองไปรอบๆ ตัว—มองเด็กๆ ในชุมชนที่วิ่งเล่นหลบฝนใต้ชายคาโครงสร้างเหล็กที่ธันวาออกแบบ มองรอยยิ้มของคนแก่ที่นั่งสานตะกร้าอยู่ไม่ไกล
"ฉันแค่... อยากมาดูสถานที่จริง" เธอตอบเสียงเรียบ พยายามรักษาฟอร์ม "ในฐานะกรรมการผู้ managing Director ฉันมีสิทธิ์ที่จะตรวจสอบทุกพื้นที่ที่บริษัทลงทุน"
"ถ้ามาเพื่อจะหาทางทุบตึกนี้ทิ้งเพื่อสร้างคอนโดไฮriseล่ะก็ คุณเสียเที่ยวแล้ว ที่ดินตรงนี้ไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของคุณ" ธันวาพูดดักคอ น้ำเสียงเย้ยหยันเล็กน้อย
รินรดาหันขวับมามองเขา แววตาไหววูบไปชั่วขณะ ไม่ใช่ด้วยความโกรธ แต่เป็นความรู้สึกบางอย่างที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย
"คุณมองฉันเป็นปีศาจกระหายเงินขนาดนั้นเลยเหรอ ธันวา" เธอย้อนถาม เสียงสั่นเครือเล็กน้อยก่อนจะควบคุมมันให้กลับมานิ่งสนิท "ฉันก็แค่มนุษย์คนหนึ่งที่ต้องแบกรับความคาดหวังของบอร์ดบริหาร... คุณคิดว่าฉันมีความสุขเหรอ ที่ต้องเซ็นอนุมัติไล่คนออกจากพื้นที่เหล่านี้?"
ธันวาเงียบไป เขามองลึกลงไปในแววตาของเธอเป็นครั้งแรก และพบว่าภายใต้เกราะป้องกันที่แข็งกร้าวและคำพูดเชือดเฉือน มีความกดดันมหาศาลซ่อนอยู่ไม่ต่างจากตัวเขา
"ถ้าคุณไม่อยากทำ ทำไมไม่ปฏิเสธ?" ธันวาถามเสียงอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว
"เพราะโลกมันไม่ได้ใจดีกับคนอ่อนแอไงครับ—เอ๊ย... หรอกนะ ธันวา" รินรดาเผลอหลุดปากอีกครั้งด้วยความหงุดหงิดในสำนวนของตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจยาว "คนที่อยู่จุดเดียวกับฉัน... ถ้าถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ก็จะถูกเหยียบจนจมดิน"
เธอก้าวเดินไปแตะเสาเหล็กโครงสร้างอาคารที่ธันวาออกแบบ ความเย็นของเหล็กสะท้อนผ่านปลายนิ้ว เธอนิ่งเงียบไปนานนับนาที ปล่อยให้เสียงสายฝนและเสียงหัวเราะของเด็กๆ รอบตัวกลืนกินบรรยากาศ
"มัน... ใช้ได้นี่คะ" เสียงเธอกระซิบเบาๆ เกือบจะกลืนไปกับเสียงฝน "โครงสร้างแบบนี้... มันช่วยลดอุณหภูมิในตัวอาคารได้จริงเหรอ?"
ธันวาก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างเธอ ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนแทบชิด กลิ่นฝนและกลิ่นอายดินโคลนผสมผสานกับกลิ่นกายของคนทั้งคู่
"ถ้าคุณยอมเสียเวลาเรียนรู้สถาปัตยกรรมมากกว่างบดุล คุณจะรู้ว่าตึกที่ดีไม่ได้มีไว้เพื่อทำกำไร แต่มันมีไว้เพื่อโอบกอดมนุษย์" ธันวาเอ่ยตอบ น้ำเสียงนุ่มนวลกว่าทุกครั้งที่เคยคุยกัน
รินรดาหันมามองหน้าเขา ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันเพียงคืบ ในแววตาของหญิงสาวมีความลังเลและความคิดบางอย่างที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างเงียบเชียบ กำแพงที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองจากโลกอันโหดร้าย กำลังถูกเซาะกร่อนลงทีละน้อยจากอุดมการณ์และความจริงใจที่เธอสัมผัสได้จากชายหนุ่มตรงหน้า
แต่ก่อนที่บรรยากาศระหว่างทั้งสองจะลึกซึ้งไปมากกว่านั้น เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของรินรดาก็แผדเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ
เธอหยิบขึ้นมาดูหน้าจอ สีหน้าของเธอกลับมาเคร่งเครียดทันทีเมื่อเห็นชื่อผู้โทรเข้า
"ว่าไงคะ... พ่อ?" รินรดากรอกเสียงลงไป
ธันวาถอยหลังกลับมาหนึ่งก้าว มองดูปฏิกิริยาของหญิงสาวที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ดวงตาของรินรดาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย สีหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัดริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง
"คุณว่าอะไรนะ?... เอกสารสัญญาฉบับจริงหายไปไหน?!" เสียงของเธอดังขึ้นด้วยความตกใจ
รินรดาวางสายด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับธันวา ความเย่อหยิ่งทั้งหมดมลายหายไป เหลือเพียงความหวาดหวั่นที่ปิดไม่มิด
"มีปัญหาอะไร?" ธันวาถาม สัญชาตญาณเตือนภัยในตัวเริ่มทำงาน
"เอกสารสิทธิ์ที่ดินผืนนี้... และบัญชีลับของการถมที่... ถูกขโมยออกจากตู้เซฟบริษัทเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน" รินรดาพูดด้วยเสียงสั่นระริก "และคนที่ถือคีย์การ์ดเข้าห้องเซฟได้ในเวลานี้ มีแค่ฉัน... กับคุณพ่อของฉันเอง"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับแสงและเงาของเมืองใหญ่ด้วยกันเสมอนะครับ
- คนมองเมือง
สถาปนิกไร้เงากับแสงเงาของเมืองหลวง•ตอนที่ 9
กำแพงที่ค่อยๆ พังทลาย
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงากับแสงเงาของเมืองหลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!