สถาปนิกไร้เงากับแสงเงาของเมืองหลวง•ตอนที่ 10

บทสนทนาใต้ไฟสลัว

ผลงานโดย คนมองเมือง
"คุณกำลังมองมันเป็นกระดาษทิชชูที่ใช้แล้วทิ้ง... รินรดา" เสียงทุ้มต่ำของธันวาหลุดลอดผ่านควันบุหรี่จางๆ ที่เขาไม่ได้จุดสูบ มันเป็นเพียงมวนนิโคตินที่ถูกนิ้วเรียวยาวคลึงเล่นไปมาบนโต๊ะทำงานไม้สักเก่าคร่ำคร่า แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะสีอำพันสาดส่องลงมาขับให้เงาโครงหน้าของสถาปนิกหนุ่มดูคมชัดและซ่อนความเหนื่อยล้าไว้ภายใต้กรอบแว่นสายตา ในมุมหนึ่งของห้องประชุมดาดฟ้าตึกเก่าใจกลางย่านพระนคร ที่ซึ่งมองเห็นโครงสร้างเหล็กของสะพานข้ามแม่น้ำทอดยาวตัดกับตึกระฟ้ากระจกเงาร่วมสมัย รินรดายืนกอดอกพิงกระจกบานใหญ่ เธอกำลังมองภาพร่างผังเมืองที่ถูกกางทับด้วยแผนพัฒนาโครงการคอมเพล็กซ์มูลค่าหมื่นล้านที่บริษัทของเธอกำลังจะกว้านซื้อพื้นที่เพื่อรื้อถอน "มันไม่ใช่กระดาษทิชชูค่ะ... เอ๊ย... ครับ" รินรดาชะงักไปนิดเมื่อเผลอใช้สรรพนามคุ้นปาก ก่อนจะแก้เกมด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เยือกเย็นเช่นเคย "มันคือความเติบโต มันคือตัวเลขทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ธันวา คุณจะเอาความโรแมนติกทางสถาปัตยกรรมไปแลกกับภาษีโรงเรือนและการจ้างงานไม่ได้หรอกนะ เมืองนี้ต้องการพื้นที่ทำเงิน ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์มีชีวิตสำหรับคนจนเมือง" ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตาผู้หญิงตรงหน้า แววตาของเขาไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความเจ็บลึกที่ผ่านการกลั่นกรองมาหลายปี "คุณคิดว่าตึกพวกนี้ ถนนพวกนี้ หรือแม้แต่ตรอกซอกซอยที่พวกคุณพยายามจะกว้านซื้อ มันมีชีวิตแค่ตอนที่มันสร้างกำไรให้พวกคุณเหรอยิน..." ธันวาเว้นจังหวะ เลื่อนสายตากลับไปมองแสงไฟระยิบระยับของมหานครเบื้องล่าง "คุณไม่เคยเห็นมันหายใจหรอก ริน" รินรดาลดมือลง เดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของเขาอีกก้าว เสียงส้นสูงกระทบพื้นปูนเปลือยดังเป็นจังหวะสะท้อนในความเงียบ เธอยืนค้ำโต๊ะโน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อกดดัน "ถ้ามันหายใจได้จริง ทำไมมันถึงมีกลิ่นอลวนของความยากจนและความเหลื่อมล้ำลอยคละคลุ้งอยู่ทุกมุมถนนล่ะคะ... อะแฮ่ม... ครับ" เธอขยับตัวด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อยที่เผลอหลุดสำนวนเดิมอีกครั้ง แต่ก็ยังคงความเฉียบขาดในน้ำเสียง "บอกเหตุผลฉันมาสิธันวา ทำไมคุณถึงปกป้องเมืองที่พร้อมจะเหยียบย่ำความฝันของคุณได้ทุกเมื่อขนาดนี้ ทำไมคุณถึงรักมันนักหนาทั้งที่มันใจร้ายกับคุณเหลือเกิน" ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ที่ส่งเสียงครางเบ and เสียงแตรรถยนต์จากถนนเบื้องล่างที่ดังแว่วขึ้นมาเหมือนเสียงหัวใจเต้นแผ่วของคนไข้ในห้องไอซียู ธันวาไม่ได้ตอบทันที เขาวางมวนบุหรี่ลงบนเขี่ยบุหรี่อย่างใจเย็น ถอดแว่นสายตาออกแล้วใช้ปลายนิ้วคลึงสันจมูก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองออกไปนอกกระจกอีกครั้ง แววตานั้นไกลออกไปถึงอดีตที่ฝังรากลึก "ผมเคยเกลียดมัน..." เสียงของธันวาแผ่วเบาจนแทบจะกลืนไปกับเสียงรอบข้าง รินรดานิ่งฟัง เธอยืดตัวตรงขึ้นเล็กน้อย สีหน้าเยعเย็นเมื่อครู่คลายความแข็งกร้าวลงโดยไม่รู้ตัว "ในวันที่ผมเป็นเด็กหนุ่มแบกกระเป๋าหนังเก่าๆ เข้ากรุงเทพฯ พ่อผมบอกว่า เมืองนี้จะให้ทุกอย่างที่เราอยากได้... แต่วันที่พ่อผมล้มป่วยลงบนรถเมล์สายแปด ในช่วงเวลาเร่งด่วนที่รถติดแหงกเป็นอัมพาต ไม่มีใครสักคนขยับหลบให้ ไม่มีพื้นที่สาธารณะไหนโอบอุ้มร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของคนแก่คนหนึ่งได้เลย ริน ถนนทุกเส้นในวันนั้นมันแคบจนน่ากลัว ตึกทุกตึกสูงเสียดฟ้าจนบังท้องฟ้าไม่ให้เรามองเห็นทางออก" ธันวากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างเงียบเชียบ รอยยิ้มขื่นๆ ปรากฏที่มุมปาก "ผมเสียพ่อไปในโรงพยาบาลรัฐที่แออัด และในวินาทีนั้น ผมเกลียดเมืองนี้เข้ากระดูกดำ" รินรดานิ่งงัน เธอมองสันกรามที่ขบเข้าหากันแน่นของชายหนุ่ม มือเรียวที่ประสانกันไว้ที่หน้าท้องเผลอบีบเข้าหากันแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว "แต่แล้ว... ทำไมล่ะ?" รินรดาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีคราบนักบริหารสาวผู้ไร้หัวใจหลงเหลืออยู่ มีเพียงหญิงสาวที่กำลังพยายามทำความเข้าใจวิญญาณที่แตกสลายของชายตรงหน้า "เพราะผมพบว่า... ความเกลียดชังมันสร้างตึกไม่ได้" ธันวาหันกลับมาสบตาเธอ ตรงๆ นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นสะท้อนประกายไฟจากโคมไฟโต๊ะทำงาน "วันที่ผมเริ่มเรียนสถาปัตยกรรม วันที่ผมศึกษาประวัติศาสตร์การเติบโตของเมืองนี้ ผมไม่ได้มองมันเป็นก้อนคอนกรีตที่เย็นชาอีกต่อไป แต่ผมมองมันเหมือน 'ร่างกาย' ของคนป่วยคนหนึ่ง" ธันวาผายมือออกเล็กน้อย อธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจังที่เต็มไปด้วยพลังแห่งวิชาชีพ "เมืองนี้มันป่วย ริน มันมีแผลเป็น มีเนื้องอก มีเส้นเลือดที่อุดตัน... แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มีความพยายามที่จะมีชีวิตรอด ทุกครั้งที่ผมเห็นคนแก่มานั่งจับกลุ่มกันใต้ร่มไม้ริมทางเท้าที่ทรุดโทรม ทุกครั้งที่ผมเห็นเด็กวิ่งเล่นในตรอกแคบๆ ท่ามกลางตึกสูง หรือแม้แต่แสงไฟจากห้องเช่าเล็กๆ ของคนสู้ชีวิตที่ยังเปิดส่องสว่างจนดึกดื่น... นั่นแหละคือเหตุผล" ธันวาโน้มตัวเข้าหาเธอบ้าง แววตาลุกโชนด้วยอุดมการณ์ที่ไม่มีวันตาย "ผมรักเมืองนี้ เพราะมันคือสิ่งเดียวที่พิสูจน์ว่า 'ความหวัง' ยังคงหายใจอยู่ใต้ซากปรักหักพังของระบบที่ล้มเหลว และหน้าที่ของสถาปนิกอย่างผม ไม่ใช่การรื้อถอนมันทิ้งเพื่อสร้างผลกำไรชั่วคราว... แต่คือการเยียวยา ปรับแต่งเส้นเลือดที่อุดตัน ให้เมืองนี้มันกลับมาหายใจร่วมกับประชาชนของมันได้อีกครั้งอย่างสมศักดิ์ศรีต่างหากล่ะ" บทสนทนาหยุดลงทันที ความเงียบงันเข้ามาแทนที่ แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัด มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงกระแทกทางจิตวิญญาณ รินรดายืนนิ่งค้าง ความคิดและตัวเลขผลกำไรในหัวที่เคยเรียงรายเป็นระเบียบ บัดนี้กลับถูกรื้อกระเจิงด้วยภาพสะท้อนชีวิตที่ธันวาเพิ่งถ่ายทอดออกมา เธอไม่เคยคิดมองเมืองในมุมมองนี้มาก่อน มุมมองที่เห็นหัวใจเต้นเร่าอยู่ใต้พื้นยางมะตอยและอิฐปูน ดวงตาสีน้ำตาลคู่สวยมองลึกเข้าไปในดวงตาของธันวา มีความรู้สึกบางอย่างที่ซับซ้อนและเปราะบางกำลังก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเขา ความขัดแย้งทางธุรกิจกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปถนัดใจ เมื่ออุดมการณ์ที่แตกต่างกำลังวิ่งเข้าหาจุดบรรจบทางจิตวิญญาณอย่างทรงพลัง แต่แล้ว... ความเงียบอันเปราะบางนั้นก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังขึ้นตรงบันไดหนีไฟด้านนอกห้อง *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งในความมืด เป็นจังหวะที่ไม่คุ้นเคยและไม่มีใครนัดหมาย ธันวาขมวดคิ้วเล็กน้อย หันไปมองนาฬิกาบนผนังที่บอกเวลาตีสองครึ่ง รินรดาลดมือลงจากโต๊ะ ท่าทีนักธุรกิจที่เฉียบคมกลับมาพร้อมสัญชาตญาณระแวดระวัง ก่อนที่ธันวาจะทันได้เอ่ยปากอนุญาต ประตูไม้บานเก่าก็ถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับร่างของชายชราในชุด รปภ. โทรมๆ ที่เดินกะโผลกกะเพละเข้ามาด้วยเนื้อตัวเปียกโชกจากฝนด้านนอก ในมือของเขาถือแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเก่าคร่ำคร่าที่เปียกน้ำจนยุ่ย "คุณธันวา... ผมเอามาให้แล้วครับ... เอกสารผังเมืองลับที่พวกมันพยายามซ่อนไว้ก่อนที่คุณจะเซ็นอนุมัติโครงการตึกคอมเพล็กซ์..." รปภ. คนนั้นหอบหายใจถี่กระชั้น ใบหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นพร้อมกับยื่นแฟ้มในมือให้ รินรดากวาดสายตามองเอกสารที่โผล่พ้นซองเปียกน้ำชุ่ม และเมื่อเธอเห็นตราประทับลับของบริษัทอสังหาฯ ของเธอเองบนหน้าแรก เลือดในกายของเธอก็เย็นเฉียบลงทันที... --- *ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเดินทางร่วมกับตัวละครมาจนถึงตอนนี้ครับ - คนมองเมือง*
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงากับแสงเงาของเมืองหลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%