"ถอยไป!"
เสียงตะคอกพร้อมกับแรงกระชากอย่างแรงดึงร่างของผมให้เซถอยหลังไปชนเข้ากับชั้นวางอุปกรณ์ทำความสะอาด กลิ่นอับชื้นของสนิมและฝุ่นละอองคละคลุ้งขึ้นมาทันทีที่แผ่นหลังกระแทกเข้ากับชั้นเหล็ก แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องใส่ใจในวินาทีนี้ เมื่อเงาดำทะมึนตรงหน้าก้าวพ้นกรอบประตูเข้ามาพร้อมกับแรงกดดันมหาศาลที่ทำเอาหายใจไม่ออก
ประกายแสงสีทองจางๆ ยังคงระเบิดวนอยู่รอบร่างของอาคิราห์ รองประธานนักเรียนผู้เงียบขรึมที่ตอนนี้แววตาไม่ได้มีความเยือกเย็นเหมือนเช่นเคยอีกต่อไป มันคือดวงตาของนักล่า—ดวงตาของผู้สืบสายเลือดปราบปีศาจที่ตื่นขึ้นอย่างเต็มตัวเพื่อปกป้องเป้าหมายด้านหลังเขา... ซึ่งก็คือผมเอง
"ระวัง รอยประทับที่หน้าอกมันไม่ใช่แค่คำสาปธรรมดา..." ผมกัดฟันกรอด มือข้างหนึ่งเอื้อมไปคว้าด้ายแดงในกระเป๋าเสื้อกั๊กนักเรียนตามสัญชาตญาณ แม้ดวงจะตกต่ำขนาดไหน แต่สัญชาตญาณของอดีตหมอผีอัจฉริยะยังคงทำงานอย่างแม่นยำ "มันคืออาคมสะกดวิญญาณชั้นสูง ใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ต้องการใช้ร่างของเงอนี้เป็นสะพานเชื่อมมิติ"
เงาดำสูงใหญ่ไม่ได้สนใจคำเตือนของผม ร่างทึบแสงนั้นพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงเกินกว่ามนุษย์ทั่วไปจะรับมือไหว แรงลมจากวิถีการพุ่งชนทำให้เอกสารเก่าๆ ในห้องเก็บของปลิวว่อน อาคิราห์ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เขาพุ่งเข้าประจันหน้าโดยใช้แขนข้างที่มีออร่าสีทองห่อหุ้มไว้รับการโจมตี เสียงปะทะกันดังสนั่นราวกับเหล็กกระทบเหล็กจนเกิดประกายไฟสีฟ้าแลบแปลบปลาพ
*เปรี้ยง!*
แรงสะท้อนทำให้รองประธานหนุ่มผู้เพียบพร้อมต้องถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบเฉยปรากฏเม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผม แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... อาคิราห์ไม่ได้ถอยกลับมาเพื่อตั้งหลักธรรมดา เขากลับก้าวเข้ามาประชิดตัวผมให้มากกว่าเดิม จนแผ่นหลังของผมแทบจะจมหายไปกับอกเสื้อของเขา
"คุณ... ทำบ้าอะไรเนี่ย?" ผมเงยหน้าขึ้นมองคนตัวสูงกว่าที่ยืนบังวิถีโจมตีให้ผมอย่างมิดชิด ปากก็บ่นอุบตามนิสัยเวลาหงุดหงิด "บอกให้ถอยไปตั้งหลักก่อนไงเล่า ผมมีวิธีจัดการกับไอ้พวกวิญญาณเร่ร่อน—"
"หุบปากน่า ริน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยแทรกขึ้นทันที น้ำเสียงนั้นจริงจังจนผมต้องกลืนคำพูดที่เหลือลงคอ อาคิราห์ไม่ได้หันมามองผมด้วยซ้ำ สายตาคมกริบยังคงจดจ้องไปยังเงาดำที่กำลังรวบรวมพลังงานสีเลือดระลอกใหม่ "ผมไม่ได้ทำเพื่อช่วยคุณ... ผมแค่มั่นใจว่า ถ้าคุณตาย ผมคงไม่มีคนช่วยไขคดีประหลาดๆ ในโรงเรียนนี้อีก"
ให้ตายเถอะ... นี่คือประโยคบอก "ความเป็นห่วง" ในแบบฉบับของรองประธานผู้ไม่เคยแคร์ใครหน้าไหนเลยสินะครับ?
แต่บรรยากาศตึงเครียดก็ทำให้เราไม่มีเวลามาต่อปากต่อคำกันนาน เงาดำพุ่งเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้มันแยกตัวออกเป็นเงาย่อยสามสาย พุ่งตรงมาจากมุมมืดรอบทิศทาง อาคิราห์สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนที่ออร่าสีทองรอบตัวจะขยายวงกว้างขึ้นจนกลายเป็นเกราะป้องกันรูปทรงวงรี บดบังการโจมตีทั้งหมดเอาไว้ได้อย่างเฉียดฉิว ทว่า แรงกระแทกจากการปะทะกลับทำให้โครงสร้างของชั้นวางของด้านหลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
*โครม!*
กล่องลังกระดาษเก่าๆ ร่วงหล่นลงมาทับร่างของเราสองคน ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วห้อง ในจังหวะชุลมุนนั้นเอง อาคิราห์ใช้แขนข้างหนึ่งคว้าเอวผมไว้เพื่อดึงหลบเศษเหล็กที่กำลังจะร่วงลงมาปักหัว ร่างของเราจึงล้มกลิ้งไปกองกับพื้นโดยที่เขากลายเป็นฝ่ายรองรับน้ำหนักให้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ... มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของคนทั้งคู่ ใบหน้าของเราอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ จนผมสามารถมองเห็นแพขนตาและนัยน์ตาที่สะท้อนแสงสีทองเรืองรองจางๆ ของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน กลิ่นอายเฉพาะตัวของอาคิราห์—กลิ่นกระดาษหนังสือเก่าผสมกับความเย็นเยียบของสายเลือดอาคม—ลอยวนอยู่รอบตัว
"เอ่อ... นายจะทับผมอีกนานไหมครับ รองประธาน?" ผมกระแอมเบาๆ เพื่อทำลายความอึดอัด พร้อมกับใช้มือดันไหล่กว้างนั้นออกเบื้องหน้า "กระดูกโครงสร้างผมไม่ได้แข็งแรงเหมือนคุณนะ"
อาคิราห์กระพริบตาช้าๆ ราวกับเพิ่งได้สติ เขารีบผละตัวลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ใบหน้าที่เคยนิ่งสงบกลับมีริ้วสีแดงจางๆ พาดผ่านบริเวณโหนกแก้มอย่างรวดเร็ว แม้เขาจะพยายามปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด แต่หูที่แดงก่ำนั้นก็ฟ้องทุกอย่างหมดเปลือก
"ลุกขึ้นมาได้แล้ว อย่าสำออย" อาคิราห์เอ่ยเสียงห้วน พยายามเบือนหน้าหนีไปทางอื่น "สภาพคุณดูไม่จืดเลย ริน"
"ปากคอเราะร้ายจริงนะพ่อคุณ" ผมบ่นอุบอิบขณะปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า ก่อนจะหันกลับมามองเป้าหมาย เงาดำทมิฬตนนั้นไม่ได้ตามโจมตีต่อ แต่มันกลับถอยร่นไปยืนอยู่ตรงมุมห้อง มืดทึบ และกำลังสลายตัวกลายเป็นกลุ่มควันสีดำที่ส่งกลิ่นเหม็นไหม้ของเนื้อสัตว์ รอยประทับรูปดวงตาเรืองแสงสีเลือดบนพื้นห้องยังคงส่องสว่างวาบราวกับกำลังจับตาดูเราอยู่
ผมหยิบยันต์กระดาษสีขาวที่เขียนอักขระโบราณขึ้นมาแผ่นหนึ่ง สะบัดข้อมือเบาๆ ให้มันลอยค้างกลางอากาศก่อนจะท่องคาถาสกิดวิญญาณ ประกายไฟสีเขียวมรกตพวยพุ่งเข้าเผาไหม้กลุ่มควันสีดำนั้นจนส่งเสียงกรีดแหลมเล็กบาดหู ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบสงบลงเหลือเพียงความว่างเปล่า
"จบแล้วเหรอ?" อาคิราห์ถามด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง
"แค่ตัวแทน..." ผมส่ายหัวช้าๆ สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นกว่าเดิม "ไอ้เงาดำเมื่อกี้ไม่ใช่เจ้าของวิญญาณตัวจริง แต่มันคือ 'ยันต์สะกดเงา' ที่ถูกควบคุมผ่านระยะไกล แปลว่า... คนที่ทำเรื่องนี้ อยู่ใกล้เรามากกว่าที่คิด และมันจงใจส่งข้อความมาเตือนเรา"
ผมหันไปมองหน้าอาคิราห์ที่ตอนนี้เดินเข้ามาใกล้โดยอัตโนมัติ—ใช่ครับ ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อคืนจนถึงตอนนี้ อาคิราห์แทบจะไม่ยอมเดินห่างจากผมเกินสามก้าวเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะตอนเดินตรวจตึก หรือตอนที่ผมแอบไปงีบหลับหลังห้องสมุด รองประธานหนุ่มคนนี้ก็จะหาเรื่องมานั่งคุมเชิงอยู่ใกล้ๆ เสมอ จนเพื่อนในห้องเริ่มซุบซิบกันแล้วว่ารองประธานนักเรียนผู้หยิ่งยโส กลายร่างเป็น "โบ้" คอยตามติดเด็กดวงตกอย่างผมไปทุกหนทุกแห่ง
"มองอะไร?" อาคิราห์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นผมจ้องเขานานเกินไป
"เปล่าครับ แค่คิดว่า... การมีรองประธานมาเดินตามตื๊อแบบนี้ ชีวิตผมคงสงบสุข (หรือบรรลัยกว่าเดิมก็ไม่รู้) ไปอีกนานเลยล่ะนะ" ผมยิ้มมุมปากแซوة
ทว่า ก่อนที่อาคิราห์จะได้ทันเอ่ยปากเถียง เสียงแจ้งเตือนข้อความในสมาร์ทโฟนของผมก็ดังขึ้นพร้อมกันทั้งสองเครื่อง หน้าจอโทรศัพท์มือถือสว่างวาบขึ้นมาเองโดยไม่มีการกดเปิด ปรากฏข้อความตัวอักษรสีแดงฉานไร้ชื่อผู้ส่ง แต่มันกลับสั่นสะเทือนรุนแรงจนผมต้องรีบหยิบขึ้นมาดู
*ข้อความระบุว่า:*
**[ยินดีด้วย ผู้เล่น "ริน" และผู้ติดตาม "อาคิราห์" ได้ปลดล็อกเควสต์ลับ: คำสาปบรรพชนตระกูลผู้ปราบปีศาจ]**
**[คำเตือน: วัตถุโบราณในห้องเก็บของชั้น 4 กำลังถูกเคลื่อนย้าย และเป้าหมายต่อไป... คือวิญญาณของคนใกล้ตัวคุณที่สุด]**
ทันทีที่อ่านข้อความนั้นจบ ไฟนีออนบนเพดานห้องเก็บของก็กระพริบติดๆ ดับๆ ก่อนจะดับสนิทลงพร้อมกันทั้งหมด ความมืดมิดเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าในความมืดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนกำลังเดินขึ้นบันไดทีละก้าว... ทีละก้าว... มุ่งตรงมายังห้องที่เรายืนอยู่
และเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้ง—ก๊อก ก๊อก ก๊อก—ตามด้วยเสียงกระซิบแหบพร่าที่จำได้แม่นว่าดังมาจากคนที่ควรจะ "เสียชีวิต" ไปแล้วเมื่อสามปีก่อน...
"ริน... ลูกแม่... เปิดประตูให้แม่หน่อยสิลูก..."
--------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและคอยสนับสนุนการเดินทางของรินและอาคิราห์มาโดยตลอดนะครับ!
มูเตลูฉบับตัวตึง ตรวจดวงชะตาแล้วทำไมต้องเจอคุณล่ะ•ตอนที่ 14
เมื่อรองประธานกลายเป็นโบ้?
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มูเตลูฉบับตัวตึง ตรวจดวงชะตาแล้วทำไมต้องเจอคุณล่ะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!