กลิ่นอายความเย็นเยียบของเหล็กกล้าผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณลอยคละคลุ้งอยู่ในความเงียบงัน
ภัทรินหันขวับมามองชายหนุ่มข้างกายทันที ดวงตาคู่นคมของเธอฉายแววระแวงสงสัยอย่างปิดไม่มิด ขณะที่ธันวาเพียงแต่ก้มลงมองกุญแจดอกเล็กในมือของตนเอง... กุญแจที่เขาเพิ่งหยิบออกมาจากกระเป๋าเสื้อของภัทรินโดยที่เธอไม่ทันรู้ตัวแม้แต่น้อย!
ความเงียบระหว่างคนทั้งสองเปรียบเสมือนเส้นลวดที่ถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะ พร้อมจะขาดผึ่งได้ทุกเมื่อหากมีใครขยับตัวเพียงนิดเดียว เสียงลมหายใจของภัทรินติดขัดอยู่ในลำคอ ความตกใจพุ่งพล่านขึ้นมาเป็นระลอกคลื่น เธอก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แผ่นหลังชนเข้ากับชั้นหนังสือไม้สักโบราณจนฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย
"คุณ... ทำแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่" เสียงของภัทรินแหบพร่าและสั่นระริกเล็กน้อย เธอพยายามควบคุมมันไม่ให้แสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าชายผู้ซึ่งยืนอยู่เหนือกว่าในเกมนี้เสมอ
ธันวาไม่ได้ตอบในทันที เขายังคงหมุนกุญแจดอกนั้นไปมาระหว่างนิ้วเรียวยาว แสงไฟสลัวจากหลอดไฟนีออนเก่าๆ บนเพดานห้องสมุดลับใต้ดินสะท้อนลงบนผิวโลหะสีเงินยวง ดวงตาคมกริบของเขาคู่นั้นมองลอดผ่านกรอบแว่นสายตาด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา มีทั้งความอ่อนโยนและความเยือกเย็นปะปนกันอยู่จนน่ากลัว
"ถ้าผมไม่หยิบมันออกมาตอนนี้ คุณก็คงจะเอาไปไขกล่องดนตรีบ็อกซ์นั้นที่ชั้นบน... ซึ่งมันไม่ใช่ความคิดที่ดีเลยสักนิดเดียวครับ ภัทริน" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าราบเรียบจนน่าขนลุก
"คุณไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องของส่วนตัวของฉัน!" เธอเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามถมทับความหวาดหวั่นด้วยความโกรธ "คุณเป็นใครกันแน่ธันวา? ทำไมคุณถึงรู้ทุกย่างก้าวของฉัน ทำไมคุณถึงมีกุญแจดอกนี้... หรือว่าเรื่องทั้งหมดที่คุณเข้ามาพัวพันกับชีวิตฉัน มันเป็นแผนการตั้งแต่แรกแล้ว?"
คำถามนั้นพรั่งพรูออกมาจากความอึดอัดที่สะสมมานานนับแรมเดือน ภัทรินรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานที่ถูกชักใยโดยผู้ชายคนนี้ ตลอดเวลาที่เธอต้องเผชิญหน้ากับความกดดันจากตระกูล ความลับดำมืดเกี่ยวกับพินัยกรรมของบิดา และความรู้สึกไร้ตัวตนในบ้านหลังใหญ่ ธันวาคือคนเดียวที่ก้าวเข้ามา ราวกับเป็นแสงสว่างในอุโมงค์มืดมิด... แต่ในวินาทีนี้ แสงสว่างนั้นกลับดูคล้ายกับเปลวไฟลวงตาที่พร้อมจะแผดเผาเธอให้เป็นจุล
ธันวานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เขาสบตาเธอนิ่ง ไม่มีการหลบสายตา ไม่มีความตื่นตระหนก มีเพียงความลึกล้ำราวกับมหาสมุทรที่ไม่มีวันหยั่งถึง
"ถ้าผมบอกว่า ทุกอย่างที่ผมทำ... เพื่อไม่ให้คุณต้องเดินไปสู่หลุมพรางที่บิดาของคุณขุดเอาไว้ล่ะครับ คุณจะเชื่อผมไหม?" ธันวาก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าวอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง
ภัทรินผะหนีบตัวชิดชั้นหนังสือมากกว่าเดิม "อย่าเอาเรื่องพ่อมาอ้าง! พ่อตายไปแล้ว และความลับบ้าๆ พวกนี้มันก็กำลังจะทำลายฉัน!"
"คุณคิดว่าท่านตายไปแล้วจริงๆ หรือครับ?"
คำถามสั้นๆ เพียงประโยคเดียว ทำเอาหัวใจของภัทรินกระตุกวูบ ราวกับถูกกระชากตกลงไปในเหวลึก ความหนาบวกกับความเย็นเยียบแล่นพล่านจากปลายนิ้วเท้าขึ้นสู่สันหลัง ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่เชื่อหู
"คุณ... หมายความว่ายังไง"
"หมายความตามที่ผมพูดนั่นแหละครับ" ธันวาหยุดยืนห่างจากเธอเพียงแค่เอื้อมมือถึง กลิ่นอายบุรุษผสมกับกลิ่นน้ำหอมจางๆ ลอยแตะจมูก "สิ่งที่คุณเห็นในคืนที่เกิดเพลิงไหม้... ร่างที่ถูกเผาจนจำเค้าเดิมไม่ได้... คุณแน่ใจจริงๆ หรือครับว่าเป็นท่าน? หรือว่านั่นคือฉากละครฉากใหญ่ ที่ถูกจัดฉากขึ้นเพื่อให้คุณตายใจ และยอมก้าวเข้ามาสู่เกมมรดกเลือดนี้อย่างเต็มใจ"
ภัทรินรู้สึกเหมือนหูอื้อตาลาย โลกทั้งใบหมุนเคว้งคว้าง ข้อมูลมหาศาลไหลบ่าเข้ามาในสมองจนประมวลผลไม่ทัน ภาพเหตุการณ์ในคืนวันวาน ภาพคราบน้ำตา และความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจเธอมาตลอดหลายปีพังทลายลงในพริบตา หากบิดาของเธอยังไม่ตาย... แล้วคนที่ตายคือใคร? และทำไมพ่อต้องทำกับเธอถึงขนาดนี้?
มือบางยกขึ้นกุมขมับที่เต้นตุบๆ ความเครียดสะสมทำให้เธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ธันวาเห็นดังนั้นจึงยื่นมือออกไปหมายจะประคองร่างที่กำลังทรุดลงของเธอ
"ถอยไป!" ภัทรินปัดมือเขาออกอย่างแรง แววตาเต็มไปด้วยความสับสนระคนเคียดแค้น "คุณโกหก... คุณโกหกฉันอีกแล้ว!"
"ผมไม่เคยโกหกคุณเลยสักครั้ง ภัทริน..." ธันวาเอ่ยเสียงต่ำอย่างอ่อนโยน ดวงตาคู่นั้นสะท้อนความเจ็บปวดบางอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน "สิ่งเดียวที่ผมปิดบังคุณ... คือความจริงที่ว่า ผมคือคนที่สัญญากับท่านไว้ว่าจะปกป้องคุณ... แม้ว่าตัวผมเองจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม"
บรรยากาศในห้องใต้ดินเงียบสงัดลงทันที มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของภัทรินที่ดังสะท้อนก้อง เธอมองหน้าชายหนุ่มอย่างพินิจพิจารณา สมองกำลังประติดประต่อเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมา การปรากฏตัวของเขาในจุดเกิดเหตุ ร่องรอยเบาะแสที่เขา "บังเอิญ" หาพบ และสายตาที่คอยมองเธอจากมุมมืดเสมอ
ทว่า ก่อนที่ภัทรินจะได้เอ่ยคำถามใดออกมาเพื่อเค้นหาความจริง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงชุดหนึ่งก็ดังแว่วมาจากบันไดวนเบื้องบน... เสียงฝีเท้าที่ไม่ควรจะมีใครได้ยิน นอกจากคนที่พวกเขาทั้งคู่คิดว่า... 'ตายไปแล้ว'
ธันวาหน้าเปลี่ยนสีในเสี้ยววินาที เขาคว้าแขนภัทรินไว้แน่นแล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงรีบร้อน "เงียบ... มีคนมาแล้ว"
เงาร่างสูงโปร่งที่ทอดทาบบนผนังปูนเปลือยค่อยๆ เคลื่อนตัวใกล้เข้ามาทีละน้อย พร้อมกับเสียงกุญแจกระทบกันในกระเป๋า และเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยที่เอ่ยเรียกชื่อภัทรินขึ้นท่ามกลางความมืดมิด—
"ลูกพ่อ... หาของที่พ่อซ่อนไว้เจอหรือยัง?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปด้วยกันอย่างเหนียวแน่น แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
เงามายาใต้แสงจันทร์: พันธสัญญาแห่งความทรงจำที่สาบสูญ•ตอนที่ 47
บทที่ 47
ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงามายาใต้แสงจันทร์: พันธสัญญาแห่งความทรงจำที่สาบสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!