"คุณไม่ควรมาอยู่ที่นี่..."
เสียงของภัทรินหลุดรอดจากริมฝีปากที่สั่นเทา ความเย็นยะเยือกไม่ได้มาจากสายลมยามวิกาลที่ลอดผ่านบานหน้าต่าง หากแต่มาจากภาพเบื้องเบื้องหน้า—เงาร่างที่ควรจะกลายเป็นเถ้าถ่านไปจากกองเพลิงมรณะเมื่อสิบปีก่อน บัดนี้กลับยืนตระหง่านอยู่ตรงกรอบประตู แสงไฟสลัวจากโคมไฟทางเดินทอดเงายาวทับถมลงบนใบหน้าครึ่งซีก ร่องรอยแผลเป็นจากไฟไหม้ที่เคยสร้างความสะพรึงกลัวในอดีต ปรากฏเด่นชัดขึ้นภายใต้เงาไม้นั้นราวกับภูตผีที่ลุกขึ้นมาทวงแค้น
ทว่า บุคคลเบื้องหน้าไม่ได้เอ่ยคำใด รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากกลับสร้างความอึดอัดให้ห้องทั้งห้องแคบลงถนัดตา
ธันวาซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะทำงาน ขยับตัวเข้ามาบังภัทรินไว้โดยสัญชาตญาณ แววตาคมกริบของชายหนุ่มหรี่ลง ประเมินผู้มาเยือนอย่างเงียบเชียบ ความตึงเครียดในอากาศพุ่งสูงขึ้นจนแทบจะได้ยินเสียงหัวใจเต้นระส่ำ
"สิบปี... เป็นเวลาที่นานพอจะทำให้คนลืมเลือนความจริง แต่มันคงสั้นเกินไปสำหรับคนที่คอยตอกหมุดฝังศพตัวเองกระมังครับคุณภัทริน" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น เป็นเสียงเดียวกันกับความทรงจำที่เธอพยายามฝังกลบไว้ก้นบึ้งของจิตใจ
ภัทรินก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว มือเรียวควานหาที่ยึดเหนี่ยวบนขอบโต๊ะทำงานจนปลายนิ้วซีดขาว ความกดดันจากครอบครัว ปมด้อยเรื่องความไร้ตัวตน และความลับที่เธอพยายามปกปิดมาตลอดชีวิตกำลังพังทลายลงตรงหน้า เธอไม่ใช่เด็กหญิงตัวน้อยที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เตียงในคืนเพลิงผลาญอีกต่อไปแล้ว แต่ทำไม... ขาทั้งสองข้างถึงได้ไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้
"คุณ... คุณรอดมาได้อย่างไร..." ภัทรินเค้นเสียงถาม ความสงสัยและความกลัวตีรวนจนแยกไม่ออก
"ความตายไม่ใช่จุดจบของความลับหรอกครับ มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของราคาที่ต้องจ่ายต่างหาก" ผู้มาเยือนก้าวเท้าเข้ามาในห้องทีละก้าว เสียงรองเท้ากระทบพื้นไม้ดังสะท้อนก้องในความเงียบราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลัง
ธันวาเอื้อมมือไปแตะแขนของภัทรินเบาๆ สัมผัสอุ่นจากเขานั้นช่วยดึงสติหญิงสาวให้กลับคืนมาบ้าง ชายหนุ่มปรายตามองคู่สนทนาด้วยท่าทีสุขุมเยือกเย็นตามแบบฉบับ ก่อนจะเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เฉียบคม
"คุณไม่ได้มาที่นี่เพื่อรื้อฟื้นเรื่องอดีตอย่างเดียวแน่ คุณต้องการอะไรกันแน่... หรือว่าหลักฐานชิ้นสุดท้ายในตู้เซฟนั่น คือสิ่งที่คุณตามหา?"
รอยยิ้มของผู้มาเยือนชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่คมที่ซ่อนอยู่ใต้เงาหมวกเงยขึ้นสบตากับธันวาเป็นครั้งแรก ประกายความสนใจฉายชัดขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยแววตาเยียบเย็น
"คุณธันวา... ชายผู้เข้ามาพัวพันกับกองเพลิงที่มอดดับไปแล้วอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ผมนึกว่าคุณจะเป็นแค่แมลงเม่าที่บินเข้ากองไฟเสียอีก แต่ดูเหมือนคุณจะรู้มากกว่าที่ตาเห็นสินะครับ"
บรรยากาศในห้องราวกับถูกแช่แข็ง ไม่มีใครขยับเขื่อน ภัทรินสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้า เธอรู้ดีว่าหากก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว ทุกสิ่งที่เธอและธันวาพยายามสืบหามาตลอดจะพังทลายลงในชั่วพริบตา เธอค่อยๆ ก้าวพ้นจากเงาของธันวา ยืดตัวตรงขึ้นอย่างสง่างาม แม้หัวใจจะเต้นระรัวราวกับกลองศึก
"ถ้าคุณต้องการตู้เซฟนั้น ทำไมถึงไม่เปิดมันตั้งแต่สิบปีก่อนล่ะคะ... ทำไมต้องรอให้ฉันเป็นคนเปิดมันด้วยตัวเอง" คำถามของภัทรินทำให้ผู้มาเยือนหันกลับมามองเธออีกครั้ง แววตาของเขาไหววูบไปชั่วขณะ
ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยคำใดเพิ่มเติม เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นจากโคมลอยทางเดินด้านนอก เสียงกระแทกประตูห้องข้างเคียงและการตะโกนสั่งการดังทะลุเข้ามาในห้อง บ่งบอกว่าเวลาของพวกเขาหมดลงแล้ว
ผู้มาเยือนหันไปมองทางประตูแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาหาภัทรินพร้อมรอยยิ้มลึกลับที่ทิ้งปมปริศนาไว้เบื้องหลัง
"ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะครับคุณภัทริน... เพราะคนที่คุณไว้ใจที่สุดในห้องนี้ อาจไม่ใช่คนที่ถือมีด แต่เป็นคนที่มีกุญแจดอกที่สองต่างหาก"
สิ้นเสียงกระซิบ ร่างของบุคคลในอดีตก็หันหลังพุ่งหายไปทางระเบียงมืดมิดในชั่วพริบตา ทิ้งให้ภัทรินและธันวายืนอยู่ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังไม่คลี่คลาย
ภัทรินหันขวับมามองชายหนุ่มข้างกายทันที ดวงตาคู่นคมของเธอฉายแววระแวงสงสัยอย่างปิดไม่มิด ขณะที่ธันวาเพียงแต่ก้มลงมองกุญแจดอกเล็กในมือของตนเอง... กุญแจที่เขาเพิ่งหยิบออกมาจากกระเป๋าเสื้อของภัทรินโดยที่เธอไม่ทันรู้ตัวแม้แต่น้อย!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะครับ
เงามายาใต้แสงจันทร์: พันธสัญญาแห่งความทรงจำที่สาบสูญ•ตอนที่ 46
บทที่ 46
ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงามายาใต้แสงจันทร์: พันธสัญญาแห่งความทรงจำที่สาบสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!