“ผมเกรงว่าความตายของคุณ... จะเป็นทางออกที่งดงามที่สุดสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องครับ คุณริน”
เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของ ‘ทนายวิลเลียม’ ดังสะท้อนก้องภายในห้องทำงานส่วนตัวที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของกระดาษเก่าและน้ำมันขัดเงาไม้ ร่างสูงใหญ่ในสูทสั่งตัดราคาแพงยืนพิงขอบโต๊ะทำงาน แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาเพียงน้อยนิดทำให้เงาของเขาดูยืดขยายราวกับอสุรกายที่พร้อมจะกลืนกินทุกอย่างที่ขวางหน้า
รินหายใจหอบถี่ พยายามยันกายลุกขึ้นจากเก้าอี้หนังตัวหนักที่เธอถูกผลักลงไปนั่ง ปลายเท้าของเธอยังคงสั่นระริก แรงกดดันมหาศาลจากชายตรงหน้าไม่ได้มาจากเพียงแค่ตำแหน่งทนายประจำตระกูล แต่มันคือรัศมีของคนที่ถือครองความลับอันมืดมิดที่เธอพยายามตามหามาตลอด
“คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้ วิลเลียม” รินเค้นเสียงผ่านไรฟัน แม้ความกลัวจะแล่นริ้วไปทั่วไขสันหลัง แต่เธอก็พยายามบังคับให้ดวงตาจ้องมองเขาอย่างมั่นคง “หลักฐานเรื่องพินัยกรรมนั่น... มันเป็นของปลอม ผมรู้ คุณเองก็รู้!”
วิลเลียมหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขาหยิบกล่องไม้แกะสลักใบเล็กขึ้นมาหมุนเล่นด้วยนิ้วมือที่เรียวยาวเหมือนแมงมุม “ความจริงเป็นสิ่งที่เปราะบางนะครับคุณริน โดยเฉพาะในโลกที่ใครจ่ายเงินมากกว่า ความจริงนั้นก็มักจะ ‘ปรับเปลี่ยน’ รูปทรงไปตามความต้องการของผู้ซื้อเสมอ คุณยังอ่อนหัดเกินกว่าจะเข้าใจว่าอะไรที่ทำให้โลกใบนี้หมุนไปได้”
เขาก้าวเข้ามาใกล้ รินถอยหลังไปจนชนกับชั้นหนังสือ เสียงโครมครามของสันหนังสือที่หล่นลงมาบนพื้นทำให้หัวใจเธอแทบหยุดเต้น วิลเลียมชะงักฝีเท้าลง สายตาของเขาไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความเย็นชาดุจน้ำแข็งที่พร้อมจะเสียบทะลุหัวใจใครก็ตามที่กล้าสั่นคลอนรากฐานของเขา
“ความทรงจำที่คุณพยายามรื้อฟื้น... มันก็แค่ขยะที่ควรถูกกำจัดทิ้งไปพร้อมกับตัวคุณ” เขาพูดพลางเอื้อมมือไปหยิบมีดจดหมายสีเงินที่วางอยู่บนโต๊ะ แสงจันทร์สะท้อนคมมีดจนเกิดประกายวาบ “คุณไม่เคยสงสัยบ้างหรือครับว่า ทำไมคุณถึงลืมเหตุการณ์ในคืนนั้น? ไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุหรอกครับ แต่เพราะคุณเห็น... สิ่งที่คนอย่างคุณไม่ควรจะได้เห็น”
รินรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ภาพความทรงจำเลือนรางที่พยายามจะก่อตัวขึ้นในหัวถูกกระชากออกมาอย่างรุนแรง กลิ่นคาวเลือด กลิ่นน้ำฝน และเสียงกรีดร้องที่เธอไม่เคยนึกออกกำลังจะกลับมาหลอกหลอน
“คีย์...” เธอพึมพำชื่อนั้นออกมาอย่างแผ่วเบา เป็นชื่อเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเธอไว้ในยามที่โลกกำลังจะแตกสลาย
“อย่าเพิ่งหวังพึ่งพาผู้ชายคนนั้นเลยครับ” วิลเลียมแค่นยิ้ม “เขาเองก็มีบาดแผลที่ไม่ต่างจากคุณ และในวินาทีที่วิกฤตที่สุด... สัญชาตญาณของมนุษย์มักจะเลือกปกป้องตัวเองก่อนเสมอ ไม่ใช่เหรอครับ?”
เขาขยับตัวรวดเร็วราวกับเสือที่ตะครุบเหยื่อ มือของเขาคว้าเข้าที่ลำคอของรินอย่างแรงจนเธอต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด รินคว้าแจกันเซรามิกที่วางอยู่บนโต๊ะข้างตัวฟาดเข้าที่แขนของเขาอย่างสุดแรง แม้ความเจ็บปวดจะทำให้วิลเลียมชะงักไปครู่หนึ่ง แต่มันก็เพียงพอให้รินสะบัดตัวหลุดออกมา
เธอรีบวิ่งไปทางประตูไม้บานใหญ่ แต่ทว่า... กลอนประตูถูกล็อกตายจากด้านนอก เสียงหัวเราะแหบพร่าของวิลเลียมดังตามหลังมา
“คุณหนีไม่พ้นหรอกครับ บ้านหลังนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกรงขัง ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย”
รินกวาดสายตามองไปรอบห้อง ความมืดมิดที่เริ่มเข้ามาปกคลุมทำให้อากาศในห้องดูเบาบางลง เธอคว้าโคมไฟทองเหลืองขึ้นมาเตรียมพร้อมสู้ตาย สายตาจ้องเขม็งไปยังชายผู้กุมชะตากรรมของเธอไว้ ทว่าในจังหวะที่วิลเลียมกำลังจะก้าวเข้ามาอีกครั้ง ประตูด้านหลังของห้องทำงานกลับถูกกระแทกจนเปิดออกด้วยแรงมหาศาล
ร่างในเงามืดปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับสายฝนที่สาดเข้ามาตามช่องว่างของประตู ดวงตาคมกริบสีนิลของชายคนนั้นจ้องมองไปยังวิลเลียมด้วยความเรียบเฉยที่แฝงไปด้วยไอสังหารที่รุนแรงกว่าหลายเท่าตัว
“ปล่อยมือจากเธอ... ก่อนที่ผมจะทำให้คุณไม่ได้ใช้มือคู่นี้หยิบจับอะไรอีกเลยตลอดชีวิต” คีย์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทว่าเย็นยะเยือกจนอากาศรอบข้างดูเหมือนจะแข็งตัว
วิลเลียมชะงัก หันไปมองผู้มาเยือนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากความเย่อหยิ่งเป็นความระแวดระวัง “คุณ... นายก้าวเข้ามาในถิ่นของผมเองอย่างนั้นรึคีย์?”
คีย์ไม่ได้ตอบโต้ด้วยคำพูด เขาเพียงแต่ก้าวเดินเข้ามาในห้องอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวที่เขาวางเท้าลงดูเหมือนจะสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขาหยุดลงข้างกายริน พลางใช้มือโอบไหล่เธอไว้เบาๆ แม้ท่าทางจะดูอ่อนโยน แต่สายตาของเขากลับไม่ละไปจากวิลเลียมแม้แต่น้อย
ทว่าในจังหวะที่ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด วิลเลียมกลับวางมีดจดหมายลงบนโต๊ะแล้วยิ้มกว้างอย่างน่าขนลุก เขากดปุ่มลับใต้โต๊ะทำงาน เสียงกลไกบางอย่างทำงานขึ้นทั่วทั้งห้องทำงาน รินสัมผัสได้ถึงพื้นห้องที่ค่อยๆ สั่นสะเทือนคล้ายกับว่าห้องนี้กำลังจะเปลี่ยนสภาพไปเป็นอะไรบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวกว่าเดิม
“คุณคิดว่าผมเตรียมตัวมาดีพอแค่การล็อกประตูรึไงครับ?” วิลเลียมถามด้วยเสียงที่ตื่นเต้นจนน่ากลัว “ยินดีต้อนรับสู่กับดักที่ผมสร้างไว้ให้คนทรยศโดยเฉพาะ... ดันเจี้ยนแห่งความทรงจำที่สาบสูญจะกลืนกินพวกคุณทั้งคู่ตอนนี้แหละ”
รินเบิกตากว้างเมื่อเห็นพื้นห้องตรงกลางแยกตัวออก เผยให้เห็นหุบเหวที่มืดมิดและไร้ก้นบึ้ง ซึ่งกำลังแผ่ไอเย็นเยือกและเสียงหวีดหวิวที่ฟังดูคล้ายเสียงคร่ำครวญของผู้คนนับพัน
“คีย์! ระวัง!” รินตะโกนสุดเสียงเมื่อร่างของคีย์เริ่มเสียหลักจากการที่พื้นดินใต้เท้าของเขากำลังถล่มลงสู่ความว่างเปล่าเบื้องล่าง
ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนถึงบทนี้นะครับ หวังว่าเรื่องราวจะทำให้ท่านผู้อ่านตื่นเต้นไปพร้อมกันครับ
ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
เงามายาใต้แสงจันทร์: พันธสัญญาแห่งความทรงจำที่สาบสูญ•ตอนที่ 37
ความมืดมิดที่กลืนกิน
ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงามายาใต้แสงจันทร์: พันธสัญญาแห่งความทรงจำที่สาบสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!