เสียงพัดลมเก่าครึ่งซีกที่ส่งเสียงครางหึ่งๆ ราวกับคนแก่หอบเหนื่อย ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศอับทึบภายในห้องชมรมโต้วาทีดีขึ้นเลยสักนิด กลิ่นอับของกระดาษลัง เอกสารเก่าเก็บ และหยาดเหงื่อจากความวุ่นวายเมื่อครู่ ลอยอบอวลปะปนกันจนน่าอึดอัด แต่สิ่งที่รบกวนสมาธิของธันวามากที่สุดในเวลานี้... กลับไม่ใช่ความร้อน หรือแม้แต่เสียงบ่นพึมพำของกรที่กำลังงละล้าละลังกับการไขน็อตพัดลม
มันคือเงาสะท้อนของใครบางคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามโต๊ะทำงานของเขาต่างหาก
รินรดากำลังนั่งไขว่ห้าง กอดอก และใช้ดวงตากลมโตคู่คมกริบจ้องมองมาที่เขาโดยไม่คิดจะหลบสายตาเลยสักนิด เจ้าตัวถือวิสาสะหยิบปากกาเน้นข้อความด้ามโปรดของเขาขึ้นมาหมุนเล่นในมืออย่างถือดี ราวกับเป็นเจ้าของห้องตัวจริง
"มองอะไรนักหนาครับรินรดา หน้าผมมีตัวหนังสือพิมพ์แปะอยู่หรือไง ถึงได้จ้องเอาๆ แบบนั้น" ธันวาเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าติดจะหงุดหงิดเล็กน้อย เขาละสายตาจากกองร่างสคริปต์ญัตติการโต้วาทีรอบมหาวิทยาลัย แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาเธอกลับอย่างไม่ยอมแพ้
"เปล่าค่ะ... แค่กำลังสงสัย" เสียงใสติดจะกวนประสาทเอ่ยตอบทันควัน รินรดายกยิ้มมุมปากอย่างเหนือกว่า "สงสัยว่าคนระดับประธานชมรมผู้เคร่งครัดในกฎระเบียบ ยึดมั่นในตรรกะเหตุผลยิ่งกว่าชีวิต อย่างคุณธันวาเนี่ย... ทำไมถึงยอมให้ยัยตัวแสบอย่างฉันมานั่งป่วนอยู่ในห้องนี้ได้ตั้งเกือบชั่วโมงโดยไม่ยอมไล่ตะردเหมือนเคยล่ะคะ"
ธันวาชะงักไปเล็กน้อย คิ้วหนาขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ
คำถามนั้น... ทำไมมันถึงคมคายและตรงใจจนน่ารำคาญ?
นั่นสิ ทำไมเขาถึงไม่ไล่เธอออกไป?
ปกติแล้ว ธันวาเกลียดความวุ่นวาย เกลียดคนไม่มีวินัย และยิ่งเกลียดผู้หญิงที่ชอบเถียงคำไม่ตกฟากแบบรินรดาเข้าไส้ ทุกครั้งที่มีปัญหา เขาจะใช้ตรรกะอันเฉียบคมและวาจาเชือดเฉือนไล่ต้อนให้เธอกลับคณะนิเทศฯ ไปเสียทุกครั้ง แต่ในวันนี้... วันที่พัดลมพัง เอกสารกองโต และเธอยังคงดื้อดึงที่จะช่วยงานต่อ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง เขากลับเลือกที่จะเงียบ ปล่อยให้เธอนั่งอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้เสียงบ่นและรอยยิ้มกวนๆ ของเธอกลกลืนไปกับบรรยากาศรอบตัว โดยที่ความรู้สึก "รำคาญ" ที่เคยมี มันกลับบางเบาลงจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
ร่องรอยของความเงียบงันโรยตัวลงมาครู่หนึ่ง มีเพียงเสียง "แกร๊กๆ" ของกรที่พยายามซ่อมพัดลมดังแทรกเข้ามาเป็นระยะ
ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาเบนสายตาหนีจากใบเนียนใสที่ระบายด้วยรอยยิ้มท้าทายนั้น ไปมองกองกระดาษบนโต๊ะแทน สมองส่วนหน้าพยายามประมวลผลหาคำตอบที่สมเหตุสมผลตามหลักตรรกะที่เขายึดถือมาตลอดชีวิต
*เพราะเธอมีประโยชน์ต่อการเตรียมทีม? ไม่ใช่... งานเอกสารพวกนี้เขาทำเองเร็วกว่าเยอะ*
*เพราะเกรงใจเพื่อนร่วมคณะ? ก็ไม่ใช่... เขากับรินรดาแทบไม่ได้สนิทกันในระดับนั้น*
แล้วมันเพราะอะไรกันวะ... ธันวาตั้งคำถามกับตัวเองในใจ หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่งเมื่อหางตาเหลือไปเห็นปลายนิ้วเรียวที่กำลังหมุนปากกาของเธอ
"หรือว่า..." รินรดาโน้มตัวเข้ามาใกล้โต๊ะมากขึ้น ดวงตาส่อประกายรู้ทันราวกับอ่านความคิดของเขาออกทะลุปรุโปร่ง "คุณกำลังหาเหตุผลให้ตัวเองอยู่ ว่าทำไมถึงใจอ่อนกับฉัน... ใช่ไหมคะ?"
"เหลวไหลครับ" ธันวาโต้กลับทันควัน น้ำเสียงเข้มขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหู "ผมแค่ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับคุณให้เสียเวลาทำงาน ถ้าคุณว่างมากนัก ทำไมไม่ไปช่วยกรถือประแจตรงโน้นล่ะครับ จะได้เลิกนั่งทำตัวเป็นภาระตรงนี้สักที"
"ปากแข็งจริงนะคะ ประธานคีย์เนี่ย" รินรดาหัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างชอบใจ เธอวางปากกาลงบนโต๊ะเสียงดัง *แป๊ก* ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงโน้มตัวลงมาใช้มือทั้งสองข้างเท้าโต๊ะทำงานของเขา บังคับให้ธันวาต้องเงยหน้าขึ้นสบตาเธอในระยะประชิด
ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนน่าใจหาย กลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายดอกไม้จางๆ จากตัวเธอลอยเข้ามาชิดปลายจมูก จนธันวาต้องเผลอกั้นหายใจ
ดวงตากลมโตคู่นั้นมองตรงเข้ามาในตาของเขา มันไม่ได้มีความกลัว หรือความยอมจำนนหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงประกายความท้าทาย... และอะไรบางอย่างที่ทำให้หัวใจของหนุ่มมาดนิ่งกระตุกวูบอย่างแรง
"ถ้าความดื้อของฉันมันทำให้คุณรำคาญน้อยลง... บางที..." รินรดาเว้นจังหวะ เสียงกระซิบแผ่วเบาลอยละล่องเข้ามาในโสตประสาท "มันอาจจะเป็นเพราะคุณไม่ได้มองว่าฉันเป็นภาระตั้งแต่แรกแล้วก็ได้... จริงไหมคะ?"
ธันวานิ่งค้าง ราวกับถูกสตาฟฟ์ไว้ด้วยมนต์สะกด คำพูดโต้แย้งนับร้อยที่เตรียมไว้ในหัวหายวับไปกับตา สมองของประธานชมรมโต้วาทีผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ให้แก่การดีเบตใดๆ กลับขาวโพลนอย่างสิ้นเชิง เขากำลังจะอ้าปากปฏิเสธ... กำลังจะหาข้ออ้างทางตรรกะมากลบเกลื่อนความหวั่นไหวที่กำลังตีรวนอยู่ในอก
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดๆ กัน ขัดจังหวะบรรยากาศชวนใจเต้นแรงในห้องลงอย่างไม่รู้กาลเทศะ
รินรดาผละตัวถอยหลังกลับไปยืนตรงตามเดิมทันทีด้วยความเสียดายเล็กน้อย ขณะที่ธันวาแอบลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก... แต่ในขณะเดียวกัน ความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะก็แล่นริ้วขึ้นมาแทนที่
ประธานชมรมขมวดคิ้วมุ่น หันไปมองที่ประตูห้องที่กำลังค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกโดยฝีมือของใครบางคน
"ขอโทษทีนะ พอดีฉันผ่านมาแถวนี้..."
เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกับร่างสูงโปร่งของรุ่นพี่ปี 4 อดีตประธานชมรมที่เพิ่งเรียนจบไป ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร แต่สิ่งที่ทำให้ธันวาและรินรดาต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ไม่ใช่การปรากฏตัวของรุ่นพี่คนนั้น
*แต่มันคือคนที่เดินตามหลังเขาเข้ามาต่างหาก...*
ร่างบางในชุดนักศึกษาปี 3 ของหญิงสาวคนหนึ่งก้าวพ้นขอบประตูเข้ามา เธอส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มมาให้ธันวา ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงในพริบตา
"สวัสดีค่ะพี่คีย์... พอดีมีเรื่องด่วน เรื่องที่เราคุยกันค้างไว้เมื่อวาน... หนูขอเคลียร์ให้จบตรงนี้เลยนะคะ"
ธันวานิ่งงัน นัยน์ตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อตระหนักได้ว่า... ปมปัญหาเก่าที่เขาคิดว่าสะสางไปแล้ว กำลังกลับมาพังทลายบรรยากาศทั้งหมดลงตรงหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว
โปรดติดตามตอนต่อไปครับ
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนมาฟังคอร์ดรักบทนี้ด้วยกันนะครับ!)
ดีเบตคลั่งรักฉบับหนุ่มมาดนิ่งกับยัยตัวตึง•ตอนที่ 5
คำถามที่ไม่มีคำตอบ
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีเบตคลั่งรักฉบับหนุ่มมาดนิ่งกับยัยตัวตึง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!