"ถอยไป! อย่ามาเบียดกันสิฟะ ข้าต่อแถวอยู่ตรงนี้ก่อนนะเว้ย!"
เสียงตะคอกแหบแห้งของชายวัยกลางคนดังลั่นตรอกแคบๆ ด้านหลังสถานีรถประจำทางประจำอำเภอ กลิ่นหอมฉุนของน้ำมันหมูที่กำลังเดือดพล่านในกระทะเหล็กใบใหญ่ ผสมผสานเข้ากับกลิ่นหอมของกระเทียมเจียวและข้าวสวยร่วนซำที่ถูกคั่วจนเมล็ดข้าวดีดตัวสะท้อนแสงไฟสีส้มอ่อน มันคือกลิ่นที่ทรงพลังเสียจนต่อให้คนท้องอิ่มมาสามวันก็ยังต้องน้ำลายสอ
หลินฟางในผ้ากันเปื้อนสีขาวสะอาดตา เคลื่อนไหวร่างกายอย่างคล่องแคล่วราวกับร่ายรำ มือขวาจับตะหลิวเหล็กด้ามไม้กระทบกับขอบกระทะเสียงดัง *เคร้ง!* เป็นจังหวะเร้าใจ สองตาคมกริบกวาดมองวัตถุดิบตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ ข้าวสวยที่หุงจากมิติล้างอาถรรพ์ เมล็ดเรียงตัวสวยงามดั่งไข่มุกสีมุก ไม่มีกลิ่นอับของข้าวเก่าแม้แต่น้อย เมื่อกระทบกับไฟแรงและไข่ไก่สดสีทองอร่ามที่ตีจนขึ้นฟู มันจึงกลายเป็น "ข้าวผัดรถไฟโบราณ" สูตรลับเฉพาะที่ไร้ซึ่งความธรรมดา
"ลุงเฉินครับ ใจเย็นๆ ครับ ข้าวผัดจานนี้ผัดตามลำดับคิว ไม่มีลัดคิวแน่นอนครับ"
เสียงทุ้มนุ่มแต่หนักแน่นของจางเหว่ยดังขึ้น เขายืนตระหง่านอยู่หลังโต๊ะไม้เนื้อแข็งที่ประกอบขึ้นเองอย่างลวกๆ ร่างกายกำยำในชุดเสื้อกล้ามสีเขียวขี้ม้าเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อตึงแน่น ขณะกำลังตักน้ำซุปกระดูกหมูร้อนๆ ใส่ชามกระเบื้องเคลือบยี่ห้อเก่าแก่ส่งให้ลูกค้าด้วยความสุภาพ รอยแผลเป็นจางๆ ที่หางคิ้วและท่าทีสงบนิ่งเยือกเย็นของนายทหารหนุ่ม ทำให้ฝูงชนที่กำลังเบียดเสียดแย่งกันซื้ออาหารในยามเช้าตรู่ไม่กล้าสร้างความวุ่นวายมากนัก
นี่คือ "ร้านอาหารฟางเหว่ย" ร้านเล็กๆ ที่เพิ่งเปิดม่านบังตาต้อนรับลูกค้าอย่างเป็นทางการเป็นวันแรก!
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงดึกที่ผ่านมา ปمปริศนาชิ้นใหญ่ยังคงค้างคาอยู่ในใจของหลินฟาง เหรียญตราประจำหน่วยรบพิเศษของกองทัพที่หล่นร่วงออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุมเก่าๆ ของจางเหว่ยในคืนก่อนหน้า มันไม่ใช่แค่เครื่องหมายยศธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์ของหน่วยรบที่ถูกลบชื่อออกจากสารบบราชการ หน่วยที่ "สูญหายทั้งกองร้อย" ในปฏิบัติการลับเมื่อสิบปีก่อน ทว่าสามีผู้แสนซื่อสัตย์และคลั่งรักเธอกลับซ่อนมันไว้ลึกที่สุดในหีบไม้ พร้อมกับรอยแผลเป็นทางกายและทางใจที่เขาไม่เคยเอ่ยปากเล่า
แต่ในยามเช้าที่แสงอาทิตย์ยังไม่ทันสาดส่องเต็มยอดไม้ ความเป็นจริงเรื่องปากท้องก็เรียกร้องให้ต้องพักเรื่องราวลึกลับไว้ก่อน
"อั๊ยยะ! แม่สาวน้อย นี่กลิ่นอะไรเนี่ย หอมจนไส้ไส้ฉันพับหมดแล้ว!" ป้าฮวา แม่ค้าขายผักตลาดสดผู้ขึ้นชื่อเรื่องความปากจัดและตระหนี่ถี่เหนียว เดินตรงดิ่งเข้ามาโดยไม่สนใจคิว เธอวางตะกร้าผักลงบนโต๊ะเสียงดัง พร้อมกับส่งสายตาแพรวพราว "ขอข้าวผัดจานใหญ่ใส่ไข่สองใบ พรุ่งนี้ค่อยจ่ายเงินได้ไหม น้ากันเองทั้งนั้น"
หลินฟางหยุดมือที่กำลังตักข้าวผัดใส่กระทงใบตองสีเขียวสด นางเงยหน้าขึ้นสบตากับป้าฮวาด้วยรอยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา
"ร้านของเราเปิดใหม่ด้วยเงินสดและตั๋วอาหารตามกฎระเบียบของรัฐครับป้าฮวา... อ้อ ไม่สิ สำหรับป้าฮวาเป็นกรณีพิเศษ" หลินฟางจงใจเว้นจังหวะให้คนรอบข้างหันมาสนใจ "ถ้าจะกินฟรี ต้องเอาเรื่องซุบซิบเมื่อวานที่ป้าไปนินทาว่าร้ายบ้านตระกูลจางมาแลกเปลี่ยนกันกลางตลาด แบบนั้นฉันถึงจะพิจารณาให้กินฟรีสักครึ่งส่วนดีไหมครับ?"
ใบหน้าเหี่ยวย่นของป้าฮวาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธ นางอ้าปากเตรียมจะแผדเสียงด่าทอตามนิสัยเดิม แต่ทว่า... กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวผัดที่อัดแน่นด้วยกากหมูกรอบฟูและต้นหอมซอยสดๆ ที่หลินฟางเพิ่งราดซอสพริกสูตรพิเศษลงไป มันกลับดึงดูดสายตาของทุกคนในรัศมีสิบเมตรให้กลืนน้ำลายเอื้อมมือควักเงินออกมาจากกระเป๋าเสื้อกันอย่างรวดเร็ว
"ฉันจ่ายสด! เอามาก่อนจานหนึ่ง!" ลูกค้าคนแรกที่ต่อแถวตะโกนแทรกขึ้นมาทันที
"ข้าเอาสองจาน ห้ามขายให้คนอื่นนะโว้ย!"
บรรยากาศหน้าตรอกแคบๆ พลิกผันกลายเป็นตลาดมืดขนาดย่อมในพริบตาเดียว ลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาอุดหนุนจนจางเหว่ยแทบไม่มีเวลาแม้แต่จะปาดเหงื่อบนหน้าผาก มือหนาตักซุป มือภรรยาผัดข้าว เสียงตะหลิวกระทบกระทะดังประสานกับเสียงหัวเราะและเสียงซดน้ำซุปร้อนๆ อย่างเอร็ดอร่อย เคมีและความเข้าขาของสามีภรรยาคู่นี้สร้างความอิจฉาให้แก่ผู้คนที่พบเห็น รสชาติอาหารที่อร่อยล้ำเกินกว่าจะเป็นเพียงร้านริมทางธรรมดา ทำให้ชื่อเสียงของร้านฟางเหว่ยขจรขจายไปทั่วเมืองภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง
ยอดเงินในกล่องไม้ใต้โต๊ะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ทว่าท่ามกลางความชุลมุนและเสียงชื่นชมของลูกค้า หลินฟางกลับสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง
ที่มุมมืดตรงข้ามถนน มีชายแปลกหน้าสองคนสวมเสื้อโค้ทกันหนาวสีเข้ม ทั้งคู่สวมหมวกแก๊ปปีกต่ำจนบังใบหน้ามิดชิด แม้ในยามที่อากาศเริ่มอุ่นขึ้น พวกเขากลับไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหน สายตานิ่งงันคู่นั้นไม่ได้มองมาที่อาหารจานเด็ดในกระทะ แต่จดจ้องตรงมาที่แผ่นหลังกว้างของจางเหว่ยที่กำลังง่วนอยู่กับการตักซุปด้วยสัญชาตญาณระแวดระวังภัย
และสิ่งที่ทำให้หัวใจของอดีตหมอผีสาวกระตุกวูบ คือไอสีดำทึบที่แผ่ออกมาจากร่างของชายสองคนนั้น... มันไม่ใช่ไอวิญญาณเร่ร่อนธรรมดา แต่เป็น "กลิ่นอายของสนามรบ" และ "ร่องรอยอาคมสะกดรอย" ชนิดเดียวกับที่สลักอยู่บนเหรียญตราปริศนานั้นไม่มีผิดเพี้ยน!
จางเหว่ยหยุดชะงักมือที่กำลังถือทัพพี เขาหันขวับไปมองยังมุมมืดฝั่งตรงข้ามทันที สันจมูกโด่งเป็นสันคมขึ้นรอยเกร็ง ดวงตาที่เคยอ่อนโยนยามมองภรรยา บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาดุจใบมีดโกนที่อาบยาพิษ บรรยากาศรอบตัวของอายุนายทหารหนุ่มลดฮวบลงจนคนรอบข้างรู้สึกหนสันหลังวาบ
"ฟางฟาง..." จางเหว่ยกระซิบเสียงต่ำลอดไรฟันโดยไม่ละสายตาจากเป้าหมาย "ล็อกประตูร้าน... พวกมันตามมาถึงที่นี่แล้ว"
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของผมด้วยดีเสมอมาครับ!
มิติลับฉบับแม่หมอ: ขอปรุงข้าวผัดมัดใจคุณทหารในยุค 80•ตอนที่ 13
เริ่มกิจการร้านอาหาร
ผลงานโดย หมอผีวัยรุ่น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอผีวัยรุ่น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มิติลับฉบับแม่หมอ: ขอปรุงข้าวผัดมัดใจคุณทหารในยุค 80 นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!