มีเพียงเสียงนาฬิกาบนผนังที่ตอกย้ำความเงียบ ในขณะที่หัวใจของพราวรุ้งกำลังเต้นรัวด้วยความกังวลที่ไม่รู้ว่าจบลงตรงไหน แต่ความเงียบงันอันเปราะบางนั้นก็ถูกทำลายลงอย่างไม่ใยดี ด้วยเสียงเบสกระหึ่มจากลำโพงบลูทูธราคาแพงที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานฝั่งตรงข้าม
"รบกวนหูคนอื่นเขาเป็นงานอดิเรกหรือไงครับ คุณธันวา"
พราวรุ้งละสายจากหน้าจอโน้ตบุ๊ก เบนสายตาไปมองชายหนุ่มผู้กำลังก้มหน้าก้มตาตรวจแบบแปลนสถาปัตยกรรมด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับรูปปั้นหินอ่อน เสียงเพลงแจ๊สยุคแปดสิบที่กำลังบรรเลงอยู่ไม่ได้ดังจนเกินไป แต่มันรบกวนสมาธิในการปั่นต้นฉบับบทละครของเธอจนแทบอยากจะหยิบกรรไกรมาตัดสายสัญญาณทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ธันวาเงยหน้าขึ้นช้าๆ ปรายตามองคนโวยวายด้วยหางตา ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างเหนือกว่า
"ถ้าหูของคุณไม่ได้มีไว้ประดับบนหัวเฉยๆ ก็น่าจะแยกแยะได้นะครับว่านี่คือบทเพลงชั้นดี ไม่ใช่เสียงเคาะกะละมังแตกๆ เหมือนอย่างที่คุณเปิดกล่อมตัวเองเมื่อตอนหัวค่ำ"
"นี่คุณว่างานของผม... เอ่อ งานเพลงในเพลย์ลิสต์โปรดของผมเป็นกะละมังแตกเหรอ!" พราวรุ้งดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สองมือเท้าสะเอว จ้องเขม็งไปยังสถาปนิกหนุ่มที่ยังคงนั่งไขว่ห้างทำหน้าตาย "รสนิยมทางดนตรีของคุณนี่มันโบราณคร่ำครึสมกับอายุขัยจริงๆ ธันวา หูตึงหรือเปล่าถึงต้องเปิดแจ๊สดังขนาดนี้ หรือกลัวว่าเสียงความคิดตัวเองมันจะดังกลบจนนอนไม่หลับ?"
ธันวาถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่าย เขาวางปากกาในมือลงแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาคมกริบมองสำรวจหญิงสาวตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่ทำเอาพราวรุ้งรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ
"อย่างน้อยเพลงแจ๊สพวกนี้ก็มีโครงสร้าง มีจังหวะจะโคน และมีคอร์ดที่ซับซ้อนพอที่จะกระตุ้นสมองให้ทำงาน ไม่เหมือนเพลงป๊อปตลาดๆ วนลูปสามคอร์ดซ้ำซาก ที่ไม่รู้ว่าคนเขียนบทสมองกลวงหรือคนฟังหูเบากันแน่ถึงได้อินตามไปได้"
"กรี๊ด! คุณกล้าดียังไงมาว่าบทละครและรสนิยมเพลงของฉัน!" พราวรุ้งเดินดุ่มๆ ตรงเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานของอีกฝ่าย ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนเหลือแค่ฟุตเดียว กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากตัวเธอลอยมาแตะจมูกธันวา จนสถาปนิกหนุ่มต้องเผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ "คุณมันไอ้มนุษย์ถ้ำน้ำแข็ง! อยู่แต่ในโลกคอนกรีตทึบๆ จนจิตใจแห้งแล้งเป็นทะเลทรายซาฮาร่า! อยากฟังเพลงนักเหรอ ได้! เดี๋ยวฉันจัดให้!"
ว่าแล้วพราวรุ้งก็เอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์มือถือของตัวเอง บรรจงกดเลือกเพลงร็อกเมทัลหนักหน่วงที่เธอโหลดเก็บไว้เพื่อปลุกวิญญาณยามคิดงานไม่ออก แล้วกดเชื่อมต่อเข้ากับลำโพงตัวเดียวกันทันที
เสียงกีตาร์ไฟฟ้าโซโล่อย่างบ้าคลั่งพร้อมเสียงกลองกระหน่ำราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูฝนดังกระหึ่มขึ้นมาแทนที่เสียงแจ๊สอันนุ่มนวลในทันที แรงสะเทือนจากเบสทำเอาแก้วกาแฟบนโต๊ะถึงกับสั่นระริก
ธันวาขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงลงทันตาเห็น เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนความสูงที่ต่างกันทำให้พราวรุ้งต้องเงยหน้าขึ้นมอง แม้เธอจะใจเต้นแรงด้วยความตกใจกับปฏิกิริยาของเขา แต่ปากก็ยังแข็งไม่ยอมถอย
"คุณบ้าไปแล้วหรือไงพราวรุ้ง!" ธันวาตวาดเสียงต่ำแต่ทรงพลังพอที่จะแข่งกับเสียงเพลง ปรี่เข้ามาแย่งโทรศัพท์มือถือจากมือเธออย่างรวดเร็ว
"เอาคืนมานะ! นี่มันเซฟโซนทางดนตรีของฉัน!" พราวรุ้งโวยวาย พยายามเขย่งเท้าแย่งโทรศัพท์คืน แต่ธันวากลับชูมือขึ้นสูงเหนือหัว ด้วยความที่เธอตัวเล็กกว่าทำให้ทำได้แค่คว้าอากาศ
ด้วยความล่ำลึกและจังหวะที่กะทันหัน ทำให้พราวรุ้งเสียหลักพุ่งชนเข้ากับอกแกร่งของธันวาเต็มแรง สถาปนิกหนุ่มรีบคว้าเอวบางไว้ตามสัญชาตญาณเพื่อไม่ให้เธอล้มลงไปกระแทกพื้น
เวลาในห้องทำงานกว้างราวกับหยุดเดินทันที เสียงเพลงร็อกเฮฟвиเมทัลที่เคยดังสนั่นเหมือนถูกปิดสลักด้วยความเงียบงันที่เข้ามาแทนที่
พราวรุ้งเบิกตากว้าง หัวใจของเธอเต้นโครมครามจนดังยิ่งกว่าเสียงกลองเมื่อครู่ เมื่อพบว่าใบหน้าของเธอกับธันวาอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ ลมหายใจอุ่นๆ ของเขารดรินอยู่เหนือหน้าผาก สัมผัสจากมือหนาที่โอบกระชับรอบเอวสอบทำให้เธอรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วร่างอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ธันวาเองก็ชะงักไป ดวงตาคมกริบมองสบเข้ากับดวงตากลมโตที่ฉายแววตื่นตระหนกและสับสนอย่างเห็นได้ชัด ปลายจมูกของพวกเขาสัมผัสกันเบาๆ ทุกครั้งที่หายใจ ความคิดที่เคยเฉียบคมและคำพูดที่เตรียมจะต่อปากต่อคำหายวับไปจากหัวของชายหนุ่มจนหมดสิ้น
"ปล่อย... ปล่อยฉันได้แล้วคุณธันวา" พราวรุ้งกระซิบเสียงสั่น เปลือกตาหลบวูบเพราะไม่กล้าสู้สายตาที่เต็มไปด้วยพลังงานบางอย่างที่เธอกลัวว่าจะรับมือไม่ไหว
ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือที่โอบเอวเธออยู่ไม่ได้คลายออก กลับกระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาก้มหน้าลงกระซิบชิดริมหูเธอด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่สั่นระริกเล็กน้อย
"ถ้าผมบอกว่า... ผมไม่ได้อยากฟังเพลงพวกนี้เลย แต่แค่อยากรบกวนสมาธิคุณเพราะไม่อยากให้คุณเอาแต่นั่งมองจอจนลืมมองหน้าผม... คุณจะเชื่อไหมล่ะครับ"
พราวรุ้งช็อกค้าง สมองประมวลผลไม่ทันกับคำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของคนปากแข็งอย่างธันวา
ทว่า ก่อนที่พราวรุ้งจะได้เปล่งเสียงถามอะไรออกไป เสียงเคาะประตูกระจกด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กัน ตามด้วยเสียงบิดลูกบิดประตูที่ไม่ได้ล็อก และร่างของใครบางคนก็ก้าวเข้ามาในห้องทำงานยามตีสองครึ่งอย่างถือวิสาสะ
"พราว! แม่โทรหาเธอไม่ติด เลยแวะมาดู... เอ๊ะ ฉันมาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าเนี่ย"
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับตัวละครของเรานะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
เซฟโซนของผมไม่ใช่ที่ที่คุณจะรุกล้ำ•ตอนที่ 4
สงครามน้ำลายตอนตีสอง
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของผมไม่ใช่ที่ที่คุณจะรุกล้ำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!