กลิ่นกาแฟดำคั่วเข้มผสมกับกลิ่นอายความชื้นของฝนที่เพิ่งซัดสาดผ่านกระจกบานใหญ่ ทำให้ห้องทำงานสถาปัตยกรรมโทนสีเทาเข้มแห่งนี้ดูราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
เสียงก้องกังวานของฟ้าผ่าคำรามเลื่อนลั่นมาแต่ไกล มันไม่ใช่เสียงที่น่ากลัวสำหรับคนทั่วไป แต่มันคือนาฬิกาปลุกชั้นดีที่ทำลายเกราะกำบังอันเปราะบางของธันวาลงทีละน้อย
"คุณเลิกมองผมด้วยสายตาแบบนั้นสักทีได้ไหมครับ พราวรุ้ง"
ธันวาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ เสียงทุ้มต่ำของเขานิ่งเรียบจนเกินไป ซึ่งนั่นคือสัญญาณเตือนภัยว่าเจ้าตัวกำลังพยายามควบคุมสติอย่างหนักหน่วง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไม่ได้มองเอกสารแปลนบ้านตรงหน้าอีกต่อไปแล้ว แต่มันกำลังจดจ้องร่างบางของนักเขียนสาวที่นั่งกอดอกพิงโซฟาอยู่ไม่ไกล
พราวรุ้งเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากบางเฉียบคลี่ยิ้มเยาะแบบฉบับของคนที่รู้ทันเกม
"สายตาแบบไหนล่ะคะ... เอ่อ หมายถึง สายตาแบบที่กำลังจับผิดว่าคุณสถาปนิกผู้เพียบพร้อม กำลังมือไม้สั่นเพราะแค่เสียงฟ้าผ่าน่ะเหรอคะ?" เธอย้อนถาม น้ำเสียงเจือความเย้าแหย่ตามนิสัยปากร้าย แต่ลึกๆ แล้วดวงตากลมโตคู่นั้นกลับฉายแววความห่วงใยที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มจางๆ ที่ปรากฏขึ้นบนมุมปากช่างดูขื่นขมและเต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าเกินกว่าที่ชายหนุ่มผู้หยิ่งทะนงคนนี้จะยอมแสดงออกมาให้ใครเห็นง่ายๆ
"คุณไม่เข้าใจหรอก... คนที่ชีวิตมีแต่ความสมบูรณ์แบบอย่างคุณ จะไปรู้อะไรเกี่ยวกับความรู้สึกของการทำพังด้วยมือตัวเอง"
คำพูดนั้นหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากของธันวาโดยไม่ทันตั้งตัว บรรยากาศในห้องพลنينเงียบกริบลงทันที ราวกับอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น พราวรุ้งชะงัก รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าของเธอเลือนหายไปในพริบตา เมื่อสัมผัสได้ถึงความจริงจังและมวลอารมณ์หนักอึ้งที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่ม
"ทำพัง?" พราวรุ้งทวนคำเสียงแผ่ว ความจัดจ้านในคำพูดเมื่อครู่มลายหายไป ถูกแทนที่ด้วยความสงสัยระคนเห็นใจ "คุณหมายถึงเรื่องอะไร... โปรเจกต์ประกวดแบบเมื่อสามปีก่อนเหรอคะ ที่พวกเขาลือกันว่าคุณถอนตัวกะทันหันจนเกือบเสียชื่อเสียงน่ะเหรอ"
ธันวาหลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความสั่นไหวในอก มือหนาที่วางอยู่บนโต๊ะกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
ภาพเหตุการณ์ในคืนวันฝนตกหนักเมื่ออดีตหวนกลับมาทับซ้อน เสียงฟ้าร้องคำรามในคืนนั้น ดังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทไม่ต่างจากเสียงกรีดร้องของความผิดพลาดที่เขาไม่มีวันแก้ไขมันได้
"ไม่ใช่แค่เรื่องงานหรอกครับ..." ธันวาเปิดเปลือกตาขึ้น เผยให้เห็นแววตาที่ไหววูบอย่างที่พราวรุ้งไม่เคยเห็นมาก่อน มันเป็นแววตาของเด็กผู้ชายหลงทางที่เจ็บปวดและแบกรับโลกไว้ทั้งใบ
"มันคือความมั่นใจที่โง่เขลาของผมเอง... ผมคิดว่าผมคำนวณทุกอย่างไว้ดีที่สุดแล้ว ผมคิดว่าโครงสร้างที่ผมสร้างขึ้นจะปกป้องคนที่ผมรักได้ แต่สุดท้าย... เพราะความดื้อรั้นของผมเองที่ทำให้ทุกอย่างพังทลายลงต่อหน้าต่อตาในคืนที่ฝนตกหนักแบบนี้"
เสียงของธันวาสั่นพร่าเล็กน้อยในประโยคสุดท้าย แม้เขาจะพยายามบังคับให้มันราบเรียบแค่ไหนก็ตาม ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงโปรยปรายกระทบกระจกเป็นระยะ
พราวรุ้งเม้มปากแน่น หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะ เธอย้ายร่างตัวเองลุกขึ้นจากโซฟา ก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของเขาอย่างช้าๆ ความรู้สึกเยาะ icky หรืออยากเอาชนะเมื่อครู่วันนี้หายเกลี้ยง เหลือเพียงความปรารถนาเดียวคืออยากเอื้อมมือไปคว้าไหล่กว้างที่กำลังสั่นเทานั้นไว้
"ธันวา..." พราวรุ้งเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่ผู้หญิงคนนี้เคยใช้ "มันไม่ใช่ความผิดของคุณทั้งหมดหรอกนะคะ... ไม่มีใครควบคุมทุกอย่างบนโลกนี้ได้หรอก"
"คุณเงียบไปเถอะน่า..." ธันวาหันหน้าหนี หลบสายตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจของเธอ ปากก็ยังคงแข็งกระด้างตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว "ผมไม่ได้ต้องการความสงสารจากนักเขียนบทละครน้ำเน่าหรอกนะครับ"
"ฉันไม่ได้สงสารค่ะ!" พราวรุ้งสวนกลับทันควัน ความหมั่นไส้ตีตื้นขึ้นมากลบความซาบซึ้งเมื่อครู่จนหมดสิ้น "คนปากแข็งอย่างคุณเนี่ย สมควรโดนฟ้าผ่าซ้ำจริงๆ ! อุตส่าห์ใจดีฟังคุณดราม่าซะดิบดี แต่คุณก็ยังปากเสียใส่ฉันอีกนะ!"
ธันวาแอบลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ที่อย่างน้อยแม่ปากกล้าตรงหน้าก็กลับมาเป็นยายตัวแสบคนเดิมแล้ว มันทำให้เกราะกำบังของเขากลับเข้าที่เข้าทางได้เร็วขึ้น ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง มุมปากกระตุกยิ้มกวนๆ ที่เป็นเอกลักษณ์
"ถ้าฟ้าจะผ่าจริงๆ คนแรกที่จะโดน น่าจะเป็นคนพูดมากแถวนี้มากกว่านะครับ"
"นี่คุณ!" พราวรุ้งแยกเขี้ยวใส่ ทำท่าจะยกมือขึ้นหยิกแขนเขาให้หายหมั่นไส้สักที
แต่ทว่า... ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงเปียโนบรรเลงเบาๆ จากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของธันวาก็ดังแทรกขึ้นมาทำลายบรรยากาศทั้งหมด
ธันวาขมวดคิ้วเล็กน้อย หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาดูหน้าจอ ปรากฏชื่อสายเรียกเข้าที่ทำให้เขาต้องชะงักค้างไปทันที ดวงตาคมกริบเบนกลับมามองพราวรุ้งด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง—แววตาที่เต็มไปด้วยความตกใจและความลับที่ถูกเปิดเผย
ก่อนที่ธันวาจะทันได้กดรับสาย ประตูห้องทำงานที่ควรจะล็อกสนิท กลับถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท พร้อมกับร่างระหงของหญิงสาวในชุดเดรสหรูเปียกปอนฝน ที่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเยือกเย็น
"เซอร์ไพรส์ค่ะธันวา... ไม่คิดใช่ไหมคะ ว่าฉันจะกลับมาเร็วกว่ากำหนด?"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของดรากอนไรเดอร์ด้วยดีเสมอมานะครับ
เซฟโซนของผมไม่ใช่ที่ที่คุณจะรุกล้ำ•ตอนที่ 11
ความจริงหลังเสียงฟ้าร้อง
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของผมไม่ใช่ที่ที่คุณจะรุกล้ำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!