"ถ้าคุณยังเดินวนเวียนอยู่แถวโต๊ะทำงานผมอีกสามรอบ ผมจะถือว่าคุณกำลังพยายามส่งสัญญาณรบกวนคลื่นสมองของผมนะ, พราวรุ้ง"
ธันวาเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าจากจอแท็บเล็ตแสดงแบบแปลนสถาปัตยกรรม ปลายดินสอในมือยังคงลากเส้นตัดทอนโครงสร้างอย่างแม่นยำ ทว่าความนิ่งสนิทนั้นกลับเจือด้วยรอยยิ้มมุมปากที่อีกฝ่ายไม่มีวันได้เห็น
เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นจากปลายห้อง ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่หยุดกึกทันที
"หลงตัวเองไปหน่อยไหมคะคุณสถาปนิก ฉันแค่กำลังเดินย่อยกาแฟต่างหาก พื้นที่ส่วนกลางในคอนโดนี้ก็กว้างออกทำไมฉันต้องมาวนเวียนแถวซอกหลืบรกๆ ของคุณด้วยล่ะ" เสียงใสแจ๋วที่เจือความกวนประสาทตามเคยตอบกลับมาทันควัน พร้อมกับเสียงทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาหนังสีชาตัวโปรดที่ *บังเอิญ* ตั้งอยู่ไม่ห่างจากโต๊ะทำงานของเขานัก
ธันวาวางปากกาลงในที่สุด เขายอมเงยหน้าขึ้นสบตากับคนปากเก่งที่วันนี้สวมเสื้อฮู้ดตัวโคร่งสีครีม กับกางเกงวอร์มสบายๆ ท่าทางเหมือนแมวขี้เกียจไม่มีผิด แมวที่ชอบกางเล็บใส่เขาตลอดเวลาตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ก่อนจนถึงตอนนี้
สัปดาห์เดียว... แต่กลับยาวนานจนแปลกประหลาด
ตั้งแต่คืนที่พราวรุ้งถือวิสาสะหอบโน้ตบุ๊กหนีเสียงซ่อมห้องข้างๆ มาอาศัยพื้นที่เงียบสงบในห้องทำงานของเขาเป็นกองบัญชาการชั่วคราว พื้นที่ส่วนตัวที่เคยปลอดผู้คนและไร้เสียงรบกวน กลับมีเสียงพิมพ์คีย์บอร์ดรัวเร็ว เสียงบ่นพึมพำกับพล็อตนิยาย และกลิ่นหอมจางๆ ของชาคาโมมายล์เข้ามาแทรกซึมอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
และที่แย่ที่สุดคือ... เขาเริ่มชินกับมันแล้ว
ธันวาขยับแว่นสายตาเล็กน้อย ซ่อนแววตาไหววับที่กำลังสำรวจคนตรงหน้า "ถ้าหมายถึงกาแฟแก้วที่สามในรอบสี่ชั่วโมง ผมแนะนำให้คุณเปลี่ยนไปดื่มน้ำเปล่าเถอะครับ ก่อนที่หัวใจคุณจะวายตายไปเสียก่อนที่นิยายตอนใหม่จะปิดต้นฉบับ"
"เป็นห่วงฉันเหรอคะ?" พราวรุ้งชะโงกหน้าขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ดวงตากลมโตเป็นประกายซุกซน มุมปากยกยิ้มอย่างรู้ทัน "โอ๊ะ... หรือว่าคุณกลัวว่าถ้าฉันตายคาโซฟาตัวนี้แล้วคุณจะไม่มีคนกวนประสาทไปตลอดชีวิตกันแน่"
"ผมแค่ไม่อยากเสียเวลาโทรเรียกกู้ภัยมาเก็บศพในพื้นที่ทำงานของผมต่างหาก" ธันวายังคงรักษาฟอร์มความเย็นชาไว้ได้ดีเยี่ยม แม้ว่าหัวใจจะกระตุกวูบไปจังหวะหนึ่งกับคำถามนั้นก็ตาม
ปากแข็ง... เขาบอกตัวเองซ้ำๆ ว่านี่คือเกราะป้องกันที่สร้างมาตลอดชีวิต การเปิดรับใครสักคนเข้ามาในเซฟโซนที่ออกแบบมาอย่างรวดร้าวและรอบคอบ มันคือความเสี่ยงที่โง่เขลาที่สุดสำหรับสถาปนิกอย่างเขา แต่ไม่รู้ทำไม... เมื่อหางตาเหลือบไปเห็นพื้นที่ว่างข้างๆ โซฟาที่เคยมีแต่ความว่างเปล่า บัดนี้กลับมีแก้วมัคสีขาวลายแมวอ้วนวางอยู่คู่กับแก้วกาแฟของเขา ภาพความคุ้นชินนั้นก็ตอกย้ำว่ากำแพงที่สร้างไว้มันเริ่มมีรอยร้าวเสียแล้ว
รอยร้าวที่ชื่อว่า 'พราวรุ้ง'
"ปากร้ายจริงนะ" พราวรุ้งเบะปากใส่เล็กน้อย ก่อนจะทิ้งตัวเอนหลังพิงพนักโซฟา ทอดสายตามองไปรอบห้องที่ตกแต่งด้วยโทนสีเข้มและงานไม้อย่างเป็นระเบียบ "แต่ก็นะ... อยู่ๆ ไป ที่นี่ก็ไม่ได้ดูน่ากลัวเหมือนวันแรกที่คุณทำหน้ายักษ์ใส่ฉันเลยสักนิด"
ธันวาชะงักไปนิด ประโยคเรียบๆ นั้นกลับสั่นคลอนความรู้สึกได้อย่างประหลาด
วันแรกที่เธอพังประตูเข้ามาพร้อมกระดาษต้นบทละครและสายตาหวาดระแวง เขาเกลียดความวุ่นวายนั้นแค่ไหน แต่ตอนนี้... เขากลับจำความรู้สึกก่อนที่จะมีเสียงหัวเราะหรือเสียงบ่นงึมงำของเธอไม่ได้เสียแล้ว ความเงียบงันที่เคยเป็นเพื่อนสนิท กลับกลายเป็นความอ้างว้างที่เขาเริ่มทนไม่ไหวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
*เมื่อไหร่กันนะ... ที่นายเริ่มมองหาเงาของยัยนี่เวลาตื่นนอน?*
คำถามผุดขึ้นในหัว ชายหนุ่มเม้มปากแน่น เสี้ยวหน้าคมคายภายใต้แสงไฟสีส้มอบอุ่นของโคมไฟตั้งโต๊ะฉายแววครุ่นคิด เขาไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง และยิ่งเกลียดความเคยชินที่ควบคุมไม่ได้แบบนี้ที่สุด
"ถ้างานเขียนของคุณเสร็จแล้ว ก็เชิญกลับห้องตัวเองได้แล้วครับ พราวรุ้ง" ธันวาเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทเพื่อดึงสติกลับมา "หมดเวลาเช่าพื้นที่ชั่วคราวแล้ว"
พราวรุ้งหรี่ตามองเขาอย่างรู้ทัน ไม่ได้มีความเกรงกลัวต่อท่าทีเย็นชานั้นเลยแม้แต่น้อย เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ ยืดเส้นยืดสายก่อนจะเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของเขา กลิ่นหอมสะอาดอ่อนๆ ของสบู่เด็กโชว์จางๆ เมื่อเธอโน้มตัวลงมาใกล้จนเกินระยะปลอดภัย
ธันวากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว สายตาคมกริบมองสบกับดวงตาระยิบระยับที่อยู่ห่างกันแค่คืบ
"ไล่จังเลยนะคะ..." เสียงกระซิบแผ่วเบาหลุดจากริมฝีปากนุ่มที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม "แต่แปลกจัง... ฉันรู้สึกว่าช่วงนี้คุณไม่ได้รำคาญฉันเหมือนอย่างที่ปากพูดเลยสักนิด"
ธันวานิ่งงัน สมองประมวลผลคำพูดนั้นไม่ทัน หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน เขากำลังจะอ้าปากเถียงเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว แต่ทว่า...
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ ทำลายบรรยากาศเงียบงันและระยะห่างอันตรายระหว่างคนทั้งคู่ให้กระเจิงในพริบตา
พราวรุ้งสะดุ้งผละถอยหลังกลับไปตั้งหลักทันที ขณะที่ธันวานิ้วขมวดมุ่นด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ เขายังไม่ทันได้เอ่ยอนุญาต ประตูห้องทำงานที่ไม่ได้ล็อกก็ถูกผลักเปิดออกกว้างอย่างรวดเร็ว
ร่างสูงโปรดของชายหนุ่มในชุดสูทเนี๊ยบก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเจื่อนๆ บนใบหน้า ดวงตาคมกวาดมองคนทั้งสองที่ยืนอยู่ใกล้โต๊ะทำงานด้วยความประหลาดใจ
"ขอโทษที่มารบกวนดึกดื่นนะธันวา... พอดีฉันติดต่อแกไม่ได้ เลยแวะมาหาที่ห้อง"
ธีร์ เพื่อนสนิทและหุ้นส่วนบริษัทสถาปนิกเอ่ยขึ้น ก่อนจะชะงักไปเมื่อหันไปสบตากับพราวรุ้งที่ยืนอยู่ข้างโซฟา ดวงตาของธีร์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจระคนสงสัย
"เอ่อ... ฉันไม่ได้ขัดจังหวะอะไรสำคัญใช่ไหม? แล้วนี่... ผู้หญิงคนนี้..."
ธันวากลืนก้อนความรู้สึกแปลกประหลาดลงคอ สีหน้ากลับมาเรียบตึงเป็นปกติอย่างรวดเร็ว ทว่าแววตาที่มองเพื่อนสนิทกลับเต็มไปด้วยความซับซ้อนที่แม้แต่เจ้าตัวก็ยังหาคำตอบให้ไม่ได้
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางร่วมกันมาจนถึงตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เซฟโซนของผมไม่ใช่ที่ที่คุณจะรุกล้ำ•ตอนที่ 6
เมื่อหัวใจเริ่มตั้งคำถาม
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของผมไม่ใช่ที่ที่คุณจะรุกล้ำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!