"เด็กผู้หญิงคนนี้เรียกเขาว่าอะไรนะ?"
เสียงกระซิบนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในโสตรประสาทของธันวา ราวกับแมลงวันตัวเล็กๆ ที่น่ารำคาญแต่ปัดไล่ไม่ยอมไป ในขณะที่เจ้าของชื่อดังกล่าวกำลังยืนเท้าสะเอวอยู่กลางห้องนั่งเล่นสไตล์มินิมอลที่เขาเพิ่งรีโนเวตเสร็จด้วยหยาดเหงื่อและรสนิยมอันเคร่งครัด รอยยิ้มกวนประสาทที่ประดับอยู่บนริมฝีปากบางเฉียบของพราวรุ้ง ทำให้สถาปนิกหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบอยากจะยกกำแพงอิฐมอญมากั้นกลางระหว่างเขากับเธอเสียเดี๋ยวนี้
"คุณหูหนวกหรือไงครับคุณสถาปนิก" พราวรุ้งลากเสียงยาวอย่างจงใจ เธอปรายตามองกองกระดาษแปลนบ้านที่กระจัดกระจายบนโต๊ะทำงาน ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหนังแท้สีชาเข้มราคาแพงลิบลิ่วโดยไม่รอคำอนุญาต "ฉันถามว่า... *คุณลุง* จะยืนทำหน้าเป็นยักษ์ปักหลั่นอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม หรือต้องให้ฉันจุดธูปเชิญถึงจะยอมขยับ"
ธันวาขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นมา เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ สลัดภาพความทรงจำเมื่อครู่ที่เธอเรียกเขาว่า 'คุณอาใจดี' (ซึ่งมันชวนให้รู้สึกแก่ลงไปสิบปีในพริบตา) ทิ้งไปเสีย
"นี่คือบ้านของผม" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท แต่น้ำเสียงนั้นเยือกเย็นจนติดลบ "และข้อแรกของการเข้ามาเหยียบสถานที่แห่งนี้... คือการเคารพความเป็นส่วนตัว ซึ่งดูเหมือนคุณจะสอบตกตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเท้าเข้ามา"
ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้ามาใกล้ โครงร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อสมส่วนตามแบบฉบับชายหนุ่มที่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี เขายืนค้ำหัวหญิงสาวที่ยังคงนั่งไขว่ห้างทำหน้าลอยชาย กลิ่นอายความกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวสถาปนิกหนุ่มจนบรรยากาศในห้องดูอึดอัดขึ้นมาทันตาเห็น แต่พราวรุ้งกลับไม่มีทีท่าสะทกสะท้าน เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ นัยน์ตากลมโตคู่นั้นมีความท้าทายพราวระยับราวกับแมวป่าตัวน้อยที่พร้อมจะตะปบมือคนที่เข้ามาลูบคม
"เซฟโซนเหรอคะ? หรือคุกกัก 1984 กันแน่" พราวรุ้งสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอเจือแววเยาะหยันอย่างไม่ปิดบัง "ฉันไม่ได้อยากมาเหยียบที่นี่นักหรอกนะ ถ้าบรรณาธิการตัวดีของคุณไม่บังคับให้ฉันมาปั่นบทซีรีส์เรื่องใหม่ในสถานที่ที่ 'เงียบสงบและมีแรงบันดาลใจ' ตามที่คุณอ้างกับสำนักพิมพ์น่ะ... รู้แบบนี้ ฉันยอมไปนั่งเขียนที่ร้านกาแฟแมวอ้วนยังมีความสุขเสียกว่า"
ธันวาหรี่ตามองผู้หญิงตรงหน้า นักเขียนบทละครโทรทัศน์ชื่อดังที่ขึ้นชื่อเรื่องความปากจัดและบทละครที่เชือดเฉือนอารมณ์คนดู เธอก็เหมือนกับบทละครของเธอนั่นแหละ... เต็มไปด้วยหนามแหลมคมที่คอยทิ่มแทงคนอื่นเพื่อปกป้องตัวเอง
"ถ้าคุณคิดว่าที่นี่คือคุก คุณมีสิทธิ์เดินออกไปทางประตูนั้นได้ตลอดเวลาครับ" ธันวาผายมือไปยังบานประตูไม้สักที่ปิดสนิท "ผมไม่ได้ล่ามโซ่คุณไว้ แต่ถ้าคุณยังเลือกที่จะนั่งอยู่ตรงนั้น... คุณต้องปฏิบัติตาม 'กฎเหล็ก' ของผม"
มือหนายื่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่พิมพ์ข้อความไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยตัวอักษรฟอนต์มาตรฐานลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้า พราวรุ้งก้มมองกระดาษแผ่นนั้นราวกับมันเป็นวัตถุอันตราย ก่อนจะหยิบขึ้นมาอ่านออกเสียงด้วยน้ำเสียงกวนประสาท
"กฎเหล็กการอยู่ร่วมกันในอาณาจักรของท่านลุงธันวา... ข้อหนึ่ง ห้ามส่งเสียงดังหลังสามทุ่ม ข้อสอง ห้ามยุ่มย่ามกับข้าวของส่วนตัวในตู้เย็น และข้อสาม..." เธอหยุดชะงักไปนิด ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองหน้าเขาด้วยรอยยิ้มมุมปาก "ห้าม... ตกหลุมรักเจ้าของบ้านเด็ดขาด?"
พราวรุ้งหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ทำเอาธันวาต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ
"คุณคิดว่าตัวเองเป็นใครครับ? พระเอกนิยายแจ่มใสยุคเก้าศูนย์หรือไง ถึงได้ตั้งกฎหลงตัวเองแบบนี้ขึ้นมาได้" เธอย่นจมูกใส่กระดาษในมือก่อนจะวางมันลงที่เดิมอย่างไม่แยแส "โดยเฉพาะข้อสามเนี่ย... มั่นหน้าไปหน่อยไหมคะคุณสถาปนิก หน้าตาอย่างคุณ ต่อให้โลกนี้เหลือผู้ชายคนเดียวบน, ฉันยอมบวชชีโกนหัวยังดูน่าดึงดูดกว่าการมาพิศวาสผู้ชายเจ้าระเบียบไร้หัวใจแบบคุณเลยค่ะ"
เพล้ง!
แม้จะไม่มีเสียงแก้วแตกจริงๆ แต่ธันวารู้สึกราวกับมีอะไรบางอย่างแตกละเอียดอยู่ข้างในอก ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องนั่งเล่นชั่วขณะ ดวงตาคมกริบของสถาปนิกหนุ่มมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ พยายามค้นหาว่าคำพูดนั้นเป็นเพียงการประชดประชันหรือความจริงใจ แต่สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงความพยองและรอยยิ้มเยาะที่เคลือบไว้ด้วยความเปราะบางบางอย่างที่เธอซ่อนไว้ลึกเกินกว่าจะมองเห็นด้วยตาเปล่า
ธันวาไม่ได้โกรธ... แปลกแต่จริง เขากลับรู้สึกว่าหัวใจที่ด้านชามานานหลายปีของตัวเองกำลังถูกกระตุ้นด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อันตรายยิ่งกว่าไฟ
ชายหนุ่มโน้มตัวลงไปช้าๆ ใบหน้าคมคายเคลื่อนเข้าไปใกล้จนระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเหลือเพียงคืบเดียว ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนพราวรุ้งชะงัก รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าของเธอกระตุกวูบ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆ ฝ่ายตรงข้ามเป็นฝ่ายรุกคืบเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว
"มั่นหน้าเหรอครับ?" เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมหีบปากของเธอ น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้คนฟังถึงกับลืมหายใจ "งั้นเรามาพิสูจน์กันหน่อยไหมล่ะครับ ว่ากฎข้อสาม... มันจำเป็นต้องมีไว้ป้องกันผม หรือป้องกันคุณกันแน่"
พราวรุ้งกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเจ้ากรรมทรยศเต้นโครมครามจนดังแข่งกับเสียงนาฬิกาแขวนผนัง สมองที่เคยประดิษฐ์คำพูดเชือดเฉือนเก่งกาจกลับว่างเปล่าในพริบตา เมื่อแววตาของธันวาในยามนี้ไม่ได้มีความเย็นชาหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงประกายความดุดันและลุ่มลึกที่พร้อมจะกลืนกินเธอเข้าไปทั้งตัว
บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยเคมีที่ร้อนรุ่มและอันตราย ธันวาจ้องมองริมฝีปากที่เพิ่งต่อปากต่อคำกับเขาเมื่อครู่ด้วยสายตาดุดั่งนักล่าที่กำลังจดจ้องเหยื่อในกรง มือใหญ่ข้างหนึ่งเอื้อมไปวางทับพนักพิงโซฟา กักตัวเธอไว้ในอ้อมแขนอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่มีทางหนี
ทว่า... ก่อนที่ระยะห่างระหว่างริมฝีปากของทั้งคู่จะหมดลง เสียงกริ่งหน้าประตูกลับดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูแกมอันตรายนั้นทันที!
*ติ๊งหน่อง!*
พราวรุ้งสะดุ้งสุดตัวราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์ เธอใช้มือดันอกเขาออกเต็มแรงแล้วรีบผุดลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ ส่วนธันวาถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความหงุดหงิดระคนเสียดาย เขายืดตัวตรงแล้วปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยดังเดิม ก่อนจะหันไปมองหน้าประตูด้วยความสงสัยว่าใครกันที่บังอาจมาขัดจังหวะสำคัญในเวลานี้
ชายหนุ่มเดินไปเปิดประตูบ้านด้วยใบหน้าบึ้งตึง แต่ทว่า... ทันทีที่บานประตูเปิดออก รอยยิ้มและคำพูดต่อว่าที่เตรียมจะพ่นใส่ผู้มาเยือนก็ต้องกลืนกลับลงคอไปจนหมดสิ้น เมื่อร่างของบุคคลที่ยืนอยู่หน้าประตูทำให้ธันวาถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
"พี่ธัน... แย่แล้วค่ะ! คุณพ่อล้มเข้าโรงพยาบาล!"
----------------------------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความกวนและเคมีที่ชวนใจสั่นของตาธันวาและยายพราวรุ้งในตอนนี้นะครับ!
เซฟโซนของผมไม่ใช่ที่ที่คุณจะรุกล้ำ•ตอนที่ 2
กฎเหล็กสามข้อที่ไม่มีใครฟัง
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของผมไม่ใช่ที่ที่คุณจะรุกล้ำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!